เขาเป็นใครหนอ เขามาจากไหน สำหรับแบรนด์รถไฟฟ้า ‘BYD’ ที่นาทีนี้ใครๆ ก็รู้จัก

เขาเป็นใครหนอ เขามาจากไหน สำหรับค่ายรถยนต์ ‘BYD’ (บีวายดี) ที่เป็นหนึ่งในแบรนด์รถไฟฟ้าม้ามืดในไทย หลังจากเปิดให้จองรถไฟฟ้ารุ่นใหม่รุ่นแรกอย่าง ‘BYD ATTO 3’ ซึ่งเกิดเป็นกระแสขึ้นมาอย่างหนักหน่วง เรียกได้ว่าไม่มีรถไฟฟ้าไหนในไทยทำได้มาก่อน โดยทุกอย่างอาจดูเหมือนเป็นเรื่องของโชคชะตาหรือดวง แต่ถ้ามองไปที่รายละเอียดจริงๆ จะพบว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ก็เพราะความเป็น BYD

แม้ว่า BYD จะดูเป็นเฟรชชี่วัยใสในตลาดยานยนต์ของไทย เพราะเพิ่งเข้ามาทำตลาดเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น โดยช่วงแรกมาเป็นรถแท็กซี่ไฟฟ้า ‘BYD EV Taxi VIP’ ซึ่งมันถูกใช้งานในวงจำกัด ไม่ใช่ว่าทุกคนจะหาสามารถหาขับได้ ทั้งนี้ หากใครอยู่ในกรุงเทพฯ หรือปริมณฑลก็น่าจะเคยเห็นหน้าตาของ BYD EV Taxi VIP อย่างแน่นอน

(BYD EV Taxi VIP) Photo credit: weeranan

และในปี ค.ศ. 2022 ทางบริษัทแม่จากจีนของ BYD ก็เริ่มเข้ามาทำตลาดในไทยอย่างจริงจัง และรถไฟฟ้ารุ่นแรกที่วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการก็คือ BYD ATTO 3 ซึ่งเปิดรับจองไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา หากใครติดตามข่าวสารยานยนต์ ไม่ว่าอย่างไรก็น่าจะได้เห็นกระแสที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน 

(บรรยากาศการรับจอง BYD ATTO 3 วันแรก)

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงภาพรวมสั้นๆ ที่เล่าถึงความเป็นมาของ BYD ในไทยที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในตลาดโลกยานยนต์ไฟฟ้าปัจจุบัน ชื่อของ BYD ก็อยู่ในระดับผู้นำของวงการไปเรียบร้อยแล้ว ด้วยเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่เป็นหนึ่งในผู้นำของวงการนี้ โดยบริษัท BYD มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า ‘Build Your Dream’ หากแปลเป็นไทยก็คงจะประมาณว่า ‘สร้างฝัน’ ซึ่งบริษัทก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1995 และยังเป็นบริษัทสัญชาติจีนแบบ 100%

ทั้งนี้บริษัทไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับยานยนต์มาตั้งแต่เริ่มแรก ใครจะเชื่อว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ในตลาดรถจีนอย่าง BYD ไม่ได้มีจุดเริ่มต้นที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์แม้แต่น้อย โดยธุรกิจแรกที่เริ่มทำก็คือ ‘แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน’ เรื่องนี้คงต้องมองย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1995 ซึ่งในช่วงเวลานั้น รถยนต์ราคาประหยัดในท้องตลาดก็เพิ่งเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคระบบหัวฉีดไม่ถึง 10 ปี เรียกได้ว่าไม่ต้องไปคิดถึงเทคโนโลยีไฮบริดหรือไฟฟ้าแบบ 100% แต่อย่างใด เพราะมันเพิ่งเปลี่ยนผ่านจากยุคคาร์บูเรเตอร์ไปสู่หัวฉีดเพียงเท่านั้นเอง

บริษัทใช้ระยะเวลาเดินทางประมาณ 10 ปี ก็สามารถขึ้นมามีส่วนแบ่งในเรื่องของการผลิตแบตเตอรี่มือถือในตลาดประเทศจีนถึง 50% และสามารถขึ้นเป็นบริษัทที่ผลิตถ่านชาร์จที่ใหญ่ที่สุดในจีนอีกด้วย สำหรับธุรกิจยานยนต์ของ BYD ก็เริ่มขึ้นในช่วงเวลานี้ 

‘BYD Auto’ เป็นชื่ออย่างเป็นทางการในธุรกิจยานยนต์ โดยก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2002 ช่วงเวลานั้นเปรียบเสมือนช่วงเริ่มตั้งไข่ของบริษัท เมื่อมองแบบภาพรวมของรถยนต์ที่ทำออกมาจำหน่าย มันไม่ได้มีความแตกต่างไปจากบริษัทที่ผลิตรถยนต์ทั่วไปในท้องตลาดสักเท่าไหร่ โดยในขณะนั้น บริษัททำเพียงแค่รถเครื่องยนต์สันดาป และไม่ได้มีอะไรที่โดดเด่นเป็นพิเศษ หรือทำให้รู้สึกว่าเป็นจุดขายที่อยู่เหนือคู่แข่งอื่นๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน

(รถยนต์ของทาง BYD ในยุคเริ่มต้น) Photo credit: Car News China

หลังจากตั้งไข่อยู่สักพักหนึ่ง สุดท้ายทางบริษัทก็เริ่มเอาเทคโนโลยีที่มีอยู่ตั้งแต่แรกเริ่ม อย่างแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน มาผสมผสานกับการทำรถยนต์นั่นเอง ซึ่งผลที่ออกมาก็เป็นรถปลั๊กอิน ไฮบริด (PHEV) ที่จำหน่ายเป็นครั้งแรก และถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญซึ่งต่อยอดจนกลายมาเป็นหนึ่งในผู้นำรถไฟฟ้าในปัจจุบัน

ความรู้ความเข้าใจในแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ถือเป็นหัวใจสำคัญในเรื่องนี้ เมื่อกระแสของยานยนต์ในยุคใหม่กำลังปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานทางเลือกอย่างไฟฟ้า สิ่งนี้เองที่ทำให้บริษัทสามารถก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นผู้นำในวงการรถยนต์ไฟฟ้า เพราะปลายทางสุดท้ายในการแข่งขันของตลาดรถไฟฟ้าขณะนี้ คือเรื่องของระยะทางที่วิ่งได้เป็นจุดขายสำคัญ ซึ่งอยู่เหนือความเร็ว ความแรง ตลอดจนเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย

‘เบลดแบตเตอรี่’ (Blade Battery) ถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่เป็นดาวเด่นของบริษัทในเวลานี้ ซึ่งเราอธิบายสั้นๆ ได้ว่า “จิ๋วแต่แจ๋ว” เพราะขนาดความจุแบตเตอรี่ทั่วไปเทียบกับเบลดแบตเตอรี่ที่ไซซ์เท่ากัน ตัวเบลดแบตเตอรี่จะใส่เซลล์แบตเตอรี่ได้มากกว่าถึง 50% เมื่อใส่ได้มากกว่า ไฟจากแบตเตอรี่ก็เยอะกว่า ทำให้รถไฟฟ้าจะสามารถวิ่งได้ระยะทางที่ไกล

(เบลดแบตเตอรี่) Photo credit: BYDCompany

นอกจากนี้ เบลดแบตเตอรี่ยังมีความปลอดภัยสูง ด้วยโครงสร้างที่แข็งแรงและสามารถทนความร้อนได้เป็นอย่างดี ตลอดจนราคาของแบตเตอรี่ที่ไม่ได้สูง ปัจจัยเหล่านี้เองที่ทำให้ค่ายรถไหนๆ ก็อยากร่วมงานกับ BYD

ทั้งนี้ ในช่วงปี ค.ศ. 2021 ก็มีกระแสข่าวออกมาอย่างหนักหน่วงถึง Tesla ที่อยากหันมาใช้เบลดแบตเตอรี่เช่นกัน ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นแต่อย่างใด โดยปัจจุบันที่เห็นเด่นชัดสุดก็เป็นการร่วมมือกันระหว่าง Toyota และ BYD ในการทำรถไฟฟ้าออกมาจำหน่ายที่จีน

(Toyota bz3 ความร่วมมือระหว่าง Toyota และ BYD) Photo credit: Inside EVs

ในช่วงครึ่งปีแรก ค.ศ. 2022 สถิติใหม่ก็เกิดขึ้นเป็นที่เรียบร้อยในจีน หลังจาก BYD มียอดขายสะสมของรถไฟฟ้าอยู่ที่ 641,000 คัน แซงหน้า Tesla ไปแบบไม่เห็นฝุ่น ซึ่งสามารถเคลมได้ว่าความนิยมของ BYD ในปัจจุบัน ได้ขึ้นมาเป็นที่หนึ่งบนโลกรถไฟฟ้าของจีนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งตลาดรถไฟฟ้าในปัจจุบันที่จีนก็ถือว่าใหญ่สุด

อีกทั้งฟากฝั่งการผลิตแบตเตอรี่ของ BYD ก็เรียกได้ว่าไม่ธรรมดา ซึ่งบริษัทผลิตแบตเตอรี่ขายให้กับรถไฟฟ้าแบรนด์ต่างๆ ในท้องตลาด และความใหญ่ของบริษัทก็อยู่อันดับที่ 2 ของโลกอีกด้วย พ่ายแพ้ให้กับบริษัท ‘CATL’ ที่เป็นของจีนเพียงเท่านั้น

(BYD ผลิตรถไฟฟ้า/ปลั๊กอินไฮบริด ทะลุ 3 ล้านคันไปเมื่อกลางเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา) Photo credit: BYDCompany

BYD กับโลกของรถไฟฟ้าในนาทีนี้ บริษัทอาจไม่ได้ทำรถไฟฟ้าที่มาพร้อมเทคโนโลยีการขับขี่ขั้นสูง อาจไม่ได้ทำรถไฟฟ้าบ้าพลังออกมาจำหน่าย ตลอดจนไม่มีรถไฟฟ้าสุดหรูหราออกมาให้เห็น โดยสิ่งที่เห็นในปัจจุบัน ดูเหมือนว่า BYD พยายามจะทำรถไฟฟ้าที่ใครๆ ก็เป็นเจ้าของได้เสียมากกว่า ด้วยราคาจำหน่ายที่ไม่สูง และมีความอเนกประสงค์ในการใช้งาน ไม่ต้องมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยอะไรมากมาย โดยทุกอย่างก็พาย้อนกลับไปหา Build Your Dream อย่างลงตัว

Photo credit: BYDCompany

อ้างอิง

The Standard

Blognone

Auto Info