Tesla รถยนต์ไฟฟ้าเปลี่ยนโลก

ถ้า Ford ได้ชื่อว่าเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้แก่โลกยานยนต์ด้วยการผลิตแบบอุตสาหกรรม (Mass Production) ของ Ford Model T เมื่อร้อยกว่าปีก่อน Tesla ก็เหมาะสมที่จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าเปลี่ยนโลกเช่นกัน

หากมองย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 2003 คงไม่มีใครคาดคิดว่า Tesla Motors (ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น Tesla, Inc. ในปี ค.ศ. 2017) บริษัทสตาร์ตอัพเบอร์เล็กแห่งเมืองซาน คาร์ลอส รัฐแคลิฟอร์เนีย จะกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่เปลี่ยนโลกยานยนต์ไปสู่พลังงานใหม่ได้ เริ่มต้นจากรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับตลาดบนแบบ Big Boy Toy อย่าง Tesla Roadster ซึ่งยังต้องหยิบเอาโครงสร้างตัวถังของ Lotus Elise เสียด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือ Tesla Roadster ไม่ใช่รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกหลังการล่มสลายหลังยุค Ford Model T ซึ่งเป็นรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน ที่ทำขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนในสังคมสามารถเข้าถึงได้ 

Photo credit: Ford

โดยก่อนหน้านั้น โลกยานยนต์ได้มีความพยายามสร้างรถยนต์ไฟฟ้าขึ้นมาตลอด ไม่ว่าจะเป็น Tama Eletric Car ในญี่ปุ่น หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในฐานะรถบริการสาธารณะ หรือในปี ค.ศ. 1960 ฝรั่งเศสเองก็มีการนำ Renault Dauphine มาดัดแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าออกจำหน่ายในราคาแพงกว่ารถปกติถึง 2 เท่า และก็ยอดขายที่พอจะเรียกได้ว่าเข้าเนื้อจนต้องพับโครงการลงไป 

Photo credit: Nissan Stories

รวมถึงรถทดลองอย่าง Electrovair ของ GM (General Motors) ในปี ค.ศ. 1967 ตามด้วยรถ Micro EV อีกมากมายในช่วง วิกฤตน้ำมันขาดแคลนช่วงยุค 70’s ตลอดจนการตระหนักถึงปัญหามลพิษมากขึ้นในยุค 90’s ซึ่ง GM ได้พัฒนา EV1 ออกมา แม้กระทั่ง Toyota เองก็มีโปรเจกต์รถยนต์ไฟฟ้าแบบเช่าใช้และเก็บข้อมูลเพื่อศึกษาตลาดมาตั้งแต่กลางยุค 90’s เป็นวงแคบๆ

Photo credit: GM Heritage Center

และนั่นนำมาซึ่งความมั่นใจของ Toyota ที่ว่า “รถ Hybrid เหมาะสมที่สุด” และ Toyota ก็คิดถูก ‘ในบริบทของตัวเอง’ ด้วยเหตุผลที่ฟังขึ้น เช่น ลักษณะภูมิประเทศที่เกิดภัยพิบัติบ่อย โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์จึงเป็นความกังวลจะซ้ำรอยที่ฟุกุชิมะ พื้นที่พักอาศัยไม่อำนวยต่อการชาร์จไฟ ดังนั้น การใช้ไฟฟ้าในปริมาณมากสำหรับรถยนต์อาจไม่เหมาะกับประเทศญี่ปุ่นนัก

Photo credit: Toyota

ซึ่งทั้งหมดไม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากเท่ากับการมาของ Tesla ในช่วงจังหวะที่ลงตัว ในเวลาที่เทคโนโลยีถึงพร้อม ส่วนหนึ่งมาจากการเติบโตของโทรศัพท์มือถืออันเป็นตัวผลักดันให้แบตเตอรี่ถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และ Tesla ก็เลือกโฟกัสเฉพาะตลาดระดับไฮเอนด์กำลังซื้อสูงก่อนเป็นอันดับแรกด้วย Tesla Roadster ในราคาเริ่มต้นเกือบ 1 แสนดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งขายไปได้ทั้งหมดเป็นจำนวนเกือบ 2,500 คัน

กระแสตอบรับเป็นไปในเชิงบวกอย่างมาก Tesla Roadster คือการเปิดประตูแห่งโอกาสให้กับรถยนต์ไฟฟ้าและยังเปิดประสบการณ์ใหม่ในการขับขี่ ด้วยสมรรถนะที่เร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ภายในเวลาต่ำกว่า 4 วินาที ด้วยเสียงอันเงียบกริบ

ด้วยอัตราการออกตัวนี้ทำให้ Tesla Roadster ไวกว่า Porsche 911 Carrera S และ Ferrari F430 ที่รุ่นราวคราวเดียวกัน จากแบรนด์เก่าแก่ที่ใช้เวลาบ่มเพาะองค์ความรู้มานานหลายสิบปี ตรงกันข้ามกับ Tesla ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปี ไม่ต้องใช้น้ำมัน และไม่ปล่อยมลพิษจากการสันดาปออกมาเลย อีกทั้งยังวิ่งได้ไกลเกือบ 400 กิโลเมตร/ชาร์จ ทำลายข้อจำกัดของรถยนต์ไฟฟ้าในอดีตไปจนเกือบหมดสิ้น จะขาดก็เพียงปัจจัยภายนอกอย่างสถานีชาร์จไฟเท่านั้น ที่ยังตามมาไม่ถึงและไม่แปลก เพราะยอดขายหลักพันคันของ Tesla Roadster ไม่ได้มากพอหรือใกล้เคียงกับการเป็นผู้ผลิตรถยนต์เบอร์หนึ่ง หรือสามารถที่จะเปลี่ยนโลกได้ในทันที

แม้ในเวลาต่อมา Tesla จะสร้างกระแสฮือฮาอีกครั้งด้วย Tesla Model S รถยนต์สปอร์ตซีดานไฟฟ้าขนาดกลางสัดส่วนเซ็กซี่ พร้อมเทคโนโลยีช่วยขับขี่สุดไฮเทค รวมถึง Tesla Model X รถครอสโอเวอร์ไฟฟ้าขนาดกลาง ประตูคู่หลัง Falcon Wing และทั้งหมดมีราคาที่ต้องจ่ายค่อนข้างสูงในฐานะ Gadget ติดล้อระดับไฮเอนด์

Photo credit: Electric Vehicle Database

แต่การเปิดตัวรถ Tesla ทั้ง 3 รุ่น เป็นการยืนยันว่าอนาคตของรถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้มืดมนอย่างเคยอีกต่อไป ยกเว้นปัญหาของ Tesla ซึ่งยังไม่มีรถยนต์ระดับที่ผู้คนส่วนใหญ่เข้าถึงได้แบบ Ford Model T รถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดีจึงตกเป็นของ Nissan Leaf เจเนอเรชั่นแรกด้วยราคาจำหน่ายที่ต่ำ และสิ่งที่ Tesla ต้องมีคือรถยนต์ไฟฟ้าราคาต่ำกว่า Tesla Model S เพื่อให้มีฐานลูกค้ากว้างขึ้น อันเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของ Tesla

Photo credit: Politico

เหมือนโชคพร้อมเข้าข้าง Tesla นอกจากจะกลายเป็น Benchmark ของรถยนต์ไฟฟ้าไปแล้ว เรื่องอื้อฉาวของวงการยานยนต์ที่เร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างการโกงค่าไอเสียในเครื่องยนต์ดีเซลของ Volkswagen และอีกหลายยี่ห้อตามมาไม่เว้นแม้แต่ในรถยนต์ญี่ปุ่น

รวมถึงผลกระทบจากภาวะโลกร้อนทำให้โลกตื่นตัวกับปัญหามลพิษมากขึ้นและมีการขีดเส้นตายให้กับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน ยิ่งเป็นการเร่งให้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นพลังงานแห่งอนาคตแบบไม่ต้องสงสัยซึ่งเข้าทาง Tesla เต็มๆ

โดยในปี ค.ศ. 2017 รถ Tesla Model 3 ที่เป็นตัวแปรหลักต่ออนาคตของ Tesla ก็ได้ไหลออกจากสายการผลิตจากโรงงานฟรีมอนต์ของ Tesla ในแคลิฟอร์เนีย แต่ความต้องการในรถยนต์รุ่นนี้มีมากเกินกว่าที่ Tesla จะผลิตได้ทัน และเพื่อที่จะผลิตรถยนต์ได้ในปริมาณมากพอกับความต้องการ Gigafactory โรงงานขนาดยักษ์สำหรับผลิตมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ในปริมาณมากแห่งแรกถูกสร้างขึ้นในรัฐเนวาดา รวมถึงอีกหลายแห่งตามมา

Photo credit: Teslarati

เนื่องด้วยอเมริกาเป็นประเทศที่มีไลน์ผลิตหรือการผลิตแบบอุตสาหกรรมดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ด้วยการจัดการและองค์ความรู้มาตั้งแต่ Ford Model T การสร้างตึกระฟ้าที่ต้องบริหารจัดการระบบสาธารณูปโภคในตัวอาคาร อเมริกานั้นเป็นเจ้าแรก และร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดเองก็เกิดจากแนวคิดแบบอุตสาหกรรมของคนอเมริกัน จึงไม่แปลกหาก Tesla จะจัดการเรื่องเหล่านี้ได้ดี แม้จะมีขลุกขลักบ้าง แต่ต้องไม่ลืมว่าการเติบโตของ Tesla นั้นไวแบบก้าวกระโดด เช่นเดียวกับรถอเมริกันหลังยุค Ford Model T ที่เกิดมาเพื่อขายจำนวนมาก มีหลายรุ่นหลายแบบบนไลน์ผลิตเดียว

Tesla เองได้นำนวัตกรรมในการผลิตแบบมวลอย่างเครื่องอัดขึ้นรูปพื้นถาดตัวถัง Gigapress เป็นชิ้นขนาดใหญ่เพื่อให้มีชิ้นส่วนน้อยลง ลดเวลาในการประกอบชิ้นส่วน ซึ่งก็เป็นแนวคิดใหม่หากมองในแง่ของสายการผลิต

Photo credit: Teslarati

แม้แต่การเลือกช่องทางในการโฆษณาของ Tesla เองก็ต่างจากเดิม โดย Tesla ไม่เลือกใช้งบโฆษณาผ่านสื่อ และกลับเลือกใช้สื่อสังคมอย่างโซเชียลมีเดีย แม้แต่การปล่อย Tesla Roadster ขึ้นสู่วงโคจรในอวกาศล้วนก็เป็นแนวคิดใหม่ทั้งสิ้น  

แน่นอนว่าความสำเร็จของ Tesla ไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญ Tesla เป็นรถที่เปี่ยมไปด้วยนวัตกรรมในแบบที่อเมริกาถนัด หลายแนวคิดในโลกของยานยนต์ก็มีรถอเมริกันเป็นต้นกำเนิด แต่ปัจจัยภายนอกเป็นส่วนสำคัญที่เร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่ง Tesla เกิดในจังหวะและเวลาที่เหมาะสม

การ Paradigm Shift หรือปรับกระบวนทัศน์ของเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดดด้วยการบีบเค้นโดยปัจจัยภายนอก ล้วนส่งผลให้ช่องว่างของการแข่งขันลดลง เกิดผู้เล่นหน้าใหม่ได้ง่ายขึ้น เพราะความเหลื่อมล้ำของเทคโนโลยีอย่างเครื่องยนต์สันดาปภายในหายไป

และไม่ว่าอนาคต Tesla จะเป็นเบอร์หนึ่งของอุตสาหกรรมยานยนต์หรือไม่ก็ตาม ในยุคที่รถยนต์ทุกคันบนโลกต้องขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า แต่ Tesla จะถูกจดจำในฐานะรถยนต์ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ แบบเดียวกับที่ Ford Model T ได้เคยทำมาแล้ว