ทำความรู้จัก 10 เหรียญคริปโตฯ ตัวท็อปของปี 2022

Photo credit: The Merkle

เมื่อก้าวเข้าสู่โลกคริปโตเคอร์เรนซี เราต่างก็รู้กันดีว่า ความป๊อปปูล่าร์เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญสำหรับการเลือกลงทุนในเหรียญใดเหรียญหนึ่ง เพราะถ้าเหรียญป๊อปมาก ก็แปลว่ามีคนต้องการเหรียญมาก วันนี้เราเลยจะชวนทุกคนมาอัปเดต 10 เหรียญคริปโตฯ ตัวท็อปของปี ค.ศ. 2022 กันว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

1. Bitcoin (BTC) 

Photo credit: Bitcoin.com

อันดับแรกสุดก็คงยังเป็น ‘บิตคอยน์’ เงินดิจิทัลสกุลแรกของโลกที่ถูกสร้างขึ้นบนบล็อกเชน โดยกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า ‘ซาโตชิ นากาโมโตะ’ (Satoshi Nakamoto) เพราะเป็นสกุลเงินที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง และมีการนำมาใช้ชำระค่าสินค้า/บริการในหลายประเทศทั่วโลก แสดงถึงความมั่นคงในตัวเหรียญ ทำให้ปัจจุบันมีบิตคอยน์หมุนเวียนอยู่ในโลกการเงินดิจิทัลแล้วกว่า 19,096,287 BTC หรือคิดเป็น 90% จากเหรียญทั้งหมด และมีมูลค่าทางการตลาด (Market Cap) สูงถึง 14.52 ล้านล้านบาท (ข้อมูลจาก CoinMarketCap อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ. 2022)

2. Ethereum (ETH)

Photo credit: Next Advisor

สำหรับใครที่ติดตามข่าวสารคริปโตฯ และวงการ NFT คงคุ้นเคยกับเหรียญนี้เป็นอย่างดี เพราะมีมูลค่าทางการตลาดสูงเป็นอันดับ 2 รองจากบิตคอยน์ และเป็นตัวท็อปที่อยู่คู่กับบิตคอยน์มานานหลายปี แต่สามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลายกว่า เช่น รับ-โอนเงิน ระดมทุน เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน NFT เป็นต้น นั่นก็เพราะว่าเมื่อปี ค.ศ. 2015 ‘Vitalik Buterin’ ได้สร้าง ETH ขึ้นมาและปล่อยให้ทำงานอยู่บนบล็อกเชนของตัวเอง ซึ่งเป็นเสมือนร่างอัปเกรดจากบล็อกเชนของ BTC อีกที ทำให้มีความพิเศษ นั่นก็คือ มันเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการสร้างแอปพลิเคชันแบบกระจายศูนย์ จึงประยุกต์ใช้ smart contract ได้กว้างขวางขึ้น และมีความปลอดภัยมากขึ้นด้วย ดังนั้นเป็นไปได้ว่าในอนาคต ETH จะมีโปรเจกต์ใหม่ๆ เกิดขึ้นมาให้ชาวคริปโตฯ ได้ลงทุนกันอีกแน่นอน

3. Tether (USDT)

Photo credit: Android Authority

‘USDT’ เป็นเหรียญที่มีมูลค่าคงที่ (Stable Coin) พัฒนาโดยบริษัท ’Tether Limited’ ฮ่องกง เมื่อปี ค.ศ. 2014 เพื่อใช้แทนเงิน USD และเป็นตัวช่วยที่ทำให้การซื้อขายเงินดิจิทัลมีเสถียรภาพ ไม่ผันผวนรุนแรง โดย USDT เป็นเหรียญที่มีปริมาณขึ้นอยู่กับเงินทุนสำรองของ Tether แบบ 100% (1 USD = 1 USDT) และจะใช้บล็อกเชนของคนอื่นที่มีการรักษาความปลอดภัยด้วยระบบอัลกอริทึ่ม เช่น บล็อกเชนของ BTC และ ETH ที่ปัจจุบันมีมูลค่าการตลาดมากถึง 2 ล้านล้านบาท

4. Binance coin (BNB)

Photo credit: Binance

เมื่อโลกคริปโตฯ เริ่มฮอตฮิต ในปี ค.ศ. 2017 แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโตฯ ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง ‘Binance‘ ก็ได้สร้างเหรียญของตัวเองออกมาด้วย ชื่อว่า BNB โดยทำงานบนบล็อกเชนของตัวเอง ชื่อ ‘Binance Chain’ ซึ่งโดดเด่นในเรื่องของการประมวลผลการซื้อขายที่รวดเร็ว มีความปลอดภัย น่าเชื่อถือ ทำให้เหรียญนี้มีประโยชน์หลายอย่าง อีกทั้งยังเป็นสิทธิพิเศษในการทำธุรกรรมบน Binance ที่ใช้ฝากเหรียญแบบ staking เพื่อแลกกับดอกเบี้ย ใช้ซื้อ-ขายสินค้า และใช้ในการลงทุนในหลักทรัพย์อื่นๆ รวมถึง BNB เองก็มีโมเดลการรักษามูลค่าให้กับเหรียญในตลาดที่น่าสนใจ เพราะจะมีการสร้างสมดุลอุปสงค์-อุปทาน ด้วยการนำกำไรของบริษัท 20% มาซื้อเหรียญคืน เพื่อเบิร์นทิ้งในทุกไตรมาส

แต่ความฮอตของมันเพิ่งจะเริ่มต้นเมื่อต้นปีที่แล้ว และลากยาวมาถึงปีนี้ เพราะนอกจากประโยชน์ที่หลากหลายแล้วก็ยังมีการเปิดแพลตฟอร์มใหม่อย่าง ‘Binance NFT Marketplace’ ที่ใช้ BNB ในการแลกเปลี่ยนซื้อขายด้วย

5. Solana (SOL)

Photo credit: Decrypt

ในช่วงปลายปี ค.ศ. 2021 ที่ผู้ผลิต NFT ต้องหลบ gas fee แพงๆ จากเหรียญอื่น มันจึงเป็นช่วงที่เหรียญ ‘SOL’ ถูกพูดถึงมากขึ้น เพราะแพลตฟอร์มไหนที่มีเหรียญนี้ จะขึ้นชื่อเรื่องค่าธรรมเนียมที่ถูก และการแลกเปลี่ยนหรือซื้อขายผลงานกันก็จะสามารถทำได้ง่าย สาเหตุมาจากการที่ SOL เป็นโปรเจกต์ open-source บนบล็อกเชนสาธารณะ ที่อยากช่วยให้ทุกคนเข้าถึงการเงินไร้ตัวกลาง (DeFi) ได้ง่ายขึ้นนั่นเอง 

ความน่าสนใจคือการที่ SOL ลดระยะเวลาที่ใช้ในการตรวจสอบธุรกรรมและการทำงานของ smart contract โดยการทำงานของโปรโตคอลแบบไฮบริด และมีการประมวลผลที่รวดเร็ว ทำให้สามารถดำเนินการได้มากถึง 65,000 ธุรกรรมต่อวินาที ต่างจาก Ethereum ที่ทำได้เพียง 13 ธุรกรรมต่อวินาที พร้อมากับค่าธรรมเนียมประมาณ 0.0092 บาท/ธุรกรรม ซึ่ง ETH มีค่า Gas ที่สูงกว่าหลายเท่าตัว

6. Cardano (ADA)

Photo credit: DataDrivenInvestor

‘ADA’ คือเหรียญที่ใช้บนบล็อกเชน ’Cardano’ ซึ่งสร้างขึ้นโดยบริษัท ’Hong Kong Input-Output’ (IOHK) เพื่ออุดรอยรั่วของ Ethereum ให้ทำงานได้รวดเร็วมากขึ้น จนใครๆ ก็เรียกว่า Ethereum Killer เพราะช่วยลดค่าธรรมเนียมต่างๆ ให้ถูกลงได้ มีการทำงานที่รวดเร็ว รองรับได้ประมาณ 270 ธุรกรรมต่อวินาที และมีความปลอดภัยสูง ซึ่ง ADA มีการเติบโตสูงมาก ในปี ค.ศ. 2021 และได้ปรับตัวขึ้นไปมากกว่า 691% ภายในปีเดียว ก่อนที่จะตกลงมาเรื่อยๆ แต่หลังจากที่มีการอัปเกรดนำ smart contracts มาใช้ในเครือข่ายบล็อกเชนของตัวเอง และก้าวเข้าสู่โลก NFT ก็ทำให้เหรียญนี้ยังคงเป็นที่สนใจ โดยมีการคาดการณ์ว่ามูลค่าของเหรียญจะมีโอกาสเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีนี้และอีกหลายปีข้างหน้า

7. Ripple (XRP) 

Photo credit: BTC-Echo

‘XRP’ เป็นเหรียญที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงเป็นอันดับที่ 7 จากเหรียญทั้งหมด ด้วยมูลค่ากว่า 6.39 แสนล้านบาท (ข้อมูลจาก CoinMarketCap อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ. 2022) และถูกพัฒนาโดย ‘Ripple’ บริษัท Fintech ที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ในอเมริกา เมื่อปี ค.ศ. 2012 เพื่อเป็นสื่อกลางในการทำธุรกรรมระหว่างธนาคารแบบ peer-to-peer ด้วยสกุลเงินที่ต่างกัน 

บทวิเคราะห์จาก DigitalCoin ชี้ว่า ราคาเหรียญ XRP ในปี ค.ศ. 2022 อาจขึ้นสูงถึง 1.14 ดอลลาร์สหรัฐ และภายในปี ค.ศ. 2023 อาจดันมูลค่าสูงถึง 1.34 ดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งอาจเติบโตขึ้นอีกในระยะยาวด้วยราคาเฉลี่ย 1.67 ดอลลาร์สหรัฐในปี ค.ศ. 2025 และเฉลี่ย 3.51 ดอลลาร์สหรัฐในปี ค.ศ. 2029 ทำให้เหรียญนี้น่าลงทุนมากยิ่งขึ้น ขณะที่ทาง Zipmex ให้ความเห็นว่า XRP เหมาะกับผู้ที่สนใจลงทุนแบบระยะยาว ที่ต้องการการกระจายความเสี่ยง

แต่ข้อควรรู้คือ XRP อาจไม่ถือว่าเป็น DeFi เพราะมีการควบคุมจาก Ripple และธนาคาร ไม่ได้เปิดสาธารณะให้คนทั่วไปเข้าถึงหรือยืนยันธุรกรรมได้ ดังนั้นจึงอาจเกิดความเสี่ยงแบบไม่คาดคิดขึ้น อย่างเช่นครั้งหนึ่งที่ Jed McCaleb ถูกอายัดบัญชีที่มีมูลค่า 96 ล้าน XRP และเกิดการฟ้องร้องตามมา

8. Polkadot (DOT)

Photo credit: DCX Learn

‘DOT’ เป็นเหรียญที่พัฒนาโดย ‘Gevin Wood CTO’ ของ Ethereum เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการถ่ายโอนข้อมูลหรือสินทรัพย์หลากหลายประเภทข้ามเชน จึงทำให้บล็อกเชนต่างๆ ทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น ไม่มีปัญหาล่าช้าหากต้องทำธุรกรรมหลายรายการ เพราะทำงานอยู่บนเครือข่าย ‘Polkadot’ ซึ่งเป็นบล็อกเชนแบบ sharded blockchain โดยผู้ถือครองเหรียญ DOT จะได้รับสิทธิ์ในการออกเสียงเพื่อกำหนดทิศทางสำหรับการพัฒนาเครือข่าย และสิทธิ์การปักเหรียญในระบบ เพื่อเป็นตัวแทนและร่วมเป็นผู้ตรวจสอบข้อมูลในระบบ (staking) นอกจากนี้ยังมีสิทธิ์ในการเชื่อมต่อเครือข่ายต่างๆ เข้าด้วยกัน (bonding)

9. TRON (TRX)

Photo credit: Bitcoin.com

‘TRX‘ เป็นเหรียญที่ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการแบบ open-source ที่ชื่อว่า ‘Tron’ ซึ่งใช้บล็อกเชนแบบกระจายศูนย์ และมีฟังก์ชัน smart contract โดยสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 2017 เพื่อช่วยปรับขนาดให้สามารถแชร์และแจกจ่ายไฟล์มีเดียง่ายขึ้น จึงมีการนำมาปรับใช้กับการซื้อขายคอนเทนต์ต่างๆ บนโลกการเงินดิทัล รวมถึง NFT เช่น โปรเจกต์ NFT Tpunks, มัลติเชนแพลตฟอร์ม APENFT, มาร์เก็ตเพลส Kraftly เป็นต้น

10.  Avalanche (AVAX)

Photo credit: Atomic Wallet

ปิดท้ายด้วย ‘AVAX’ เหรียญที่ใช้บนบล็อกเชน ‘Avalanche’ ซึ่งเป็นบล็อกเชน Smart contract แบบ open-source จึงเรียกว่าเป็นคู่แข่งเจ้าใหม่ของ Ethereum เลยก็ว่าได้ จากข้อมูลที่ได้รวบรวมมา พบว่าบล็อกเชนดังกล่าวนั้นมีเครือข่ายย่อยกว่า 1,000 เครือข่าย ทำให้สามารถดำเนินธุรกรรมได้มากกว่า 4,500 รายการ/ธุรกรรม

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา AVAX ได้เติบโตแบบก้าวกระโดด เพราะมีการประกาศความร่วมมือกับบริษัทบัญชียักษ์ใหญ่อย่าง ‘Deloitte’ และมีการทำโครงการ ‘Avalanche Rush’ โดยสนับสนุนงบประมาณให้นักพัฒนาแอปพลิเคชันแบบกระจายอำนาจ (DApp) โดยเมื่อปี ค.ศ. 2021 เคยมี All Time High สูงถึง 147 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัจจุบันมูลค่าเหรียญต่างๆ จะลดลงมากจนทำให้ใครหลายคนต้องติดดอย แต่นี่ก็เป็นโอกาสดีสำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ที่จะได้เข้ามาช้อนซื้อเหรียญระดับท็อปเก็บเอาไว้ เพื่อผลตอบแทนในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การลงทุนมีความเสี่ยง จึงควรศึกษาข้อมูลให้เข้าใจก่อนลงทุน และมูลค่าการเติบโตในอดีตเองก็ไม่ได้การันตีผลลัพธ์ในอนาคต

อ้างอิง

CoinMarketCap

Money Chat Thailand

Bangkok Biz News

Zipmex – Solana

Zipmex – Ripple

Zipmex – Cardano

Bitcoin Addict Thailand

The Standard

Money Buffalo

Money Buffalo – AVAX

Bitkub

Poloniex