ยินดีต้อนรับสู่ประเทศพะงัน ดินแดนแห่งเกาะแก้วพิศดาร และผู้อยู่อาศัยจากหลากมิติ

ในขณะที่คนทั่วโลกรู้จักเกาะพะงันจากความโด่งดังของฟูลมูนปาร์ตี้ จะมีใครทราบบ้างว่าในระยะเวลาราว 10 กว่าปีที่ผ่านมาเกาะแห่งนี้ได้ก่อกำเนิดชุมชนที่เรียกกันว่า ‘ชุมชนแห่งจิตสำนึก’ (conscious community) ที่เต็มไปด้วยผู้คนจากทั่วโลกพากันผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาเพื่อทบทวนและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่ตัวเองในเชิงบวก แทบจะทั่วทั้งเกาะเต็มไปด้วยสถาบันสอนโยคะและศูนย์บำบัดแบบองค์รวม น่าสนใจใช่ไหมว่าพวกเขาเป็นใครและการมีชีวิตอยู่ในสังคมแบบที่ว่านี้มันเป็นยังไง

(ด้านซ้าย – ไบรอัน กรูเบอร์)

คนแรกที่เราจะแนะนำให้รู้จักคือเจ้าของผลงานหนังสือพ็อตเกตบุ๊ก ‘Full Moon over Koh Phangan’ ที่เพิ่งถูกตีพิมพ์ไปเมื่อไม่นานมานี้ ‘ไบรอัน กรูเบอร์’ (Brian Gruber) ชายวัย 60 จากนิวยอร์ก ผู้ซึ่งรับบทบาทเป็นสื่อกลางและให้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ แก่คนในชุมชน ไบรอันทำงานในแวดวงบันเทิงมาตั้งแต่สมัยอยู่นิวยอร์ก จนกระทั่งย้ายมาอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย ในขณะที่เขากำลังเขียนหนังสือเล่มแรกในปี ค.ศ. 1995 อยู่นั้น เขามีเหตุให้ต้องยุติความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับแฟนสาวอย่างกระทันหัน ทำให้ไบรอันตัดสินใจออกเดินทางไปกับย่ามสะพายเพียงหนึ่งใบ ตระเวนลุยขึ้นมาจากสิงคโปร์ มาเลเชีย จนกระทั่งเกาะสมุย ข้ามมายังเกาะพะงันไปตั้งต้นที่หาดริ้น และไปจบที่ Sanctuary หาดยวน ซึ่งเป็นสถานที่ที่ทำให้เขาเกิดแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือเล่มแรกให้จบ

“มันเป็นประสบการณ์ที่ลึกซึ้งมากที่ได้อาศัยอยู่เพียงในกระท่อมไม้ไผ่อันเรียบง่าย ห้องน้ำก็เป็นส้วมแบบนั่งยองๆ อยู่นอกบ้าน การได้อาศัยอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติมันไปกระตุ้นพลังความคิดสร้างสรรค์ให้หลั่งไหลออกมาเป็นตัวอักษรไม่หยุด และหลังจากนั้น แม้ผมจะได้มีโอกาสไปประเทศอื่นๆ รวมถึงได้ไปทำงานที่ประเทศกัมพูชาซึ่งมีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย ผมก็ยังคอยคิดถึงเกาะพะงันเสมอ จนกระทั่งวันหนึ่งที่ตัดสินใจย้ายมาถาวร และอยู่ที่นี่มาได้ 6 ปีแล้ว ผมมีแรงบันดาลใจที่จะอาศัยอยู่ใกล้ทะเลและเขียนหนังสือ ซึ่งค่าใช้จ่ายที่เกาะพะงัน เมื่อเทียบกับเมืองติดทะเลที่ผมเคยอยู่มาก่อนอย่าง ซาน ฟรานซิสโก ก็ทำให้ตัดสินใจได้ไม่ยากเลยที่จะย้ายมาอยู่ที่นี่ เพราะไลฟ์สไตล์ก็เหมือนกัน”

สิ่งที่ไบรอันมอบให้แก่ชุมชนคือ ‘Write Night’ อันเป็นกิจกรรมที่เขาจัดขึ้นทุกค่ำวันอังคารที่ Orion Healing Center แถวศรีธนู ย่านเดียวกับที่พักของเขา ในแต่ละสัปดาห์ ไบรอันจะนำเสนอหัวข้อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เขียนเรื่องราวภายใต้หัวข้อของวันนั้นอย่างสนุกสนาน

“บางทีผมก็ถามตัวเองเหมือนกันว่าจะทำไปทำไม เพราะเงินก็ไม่ได้ บางทีฝนก็ตก บางวันก็เหนื่อย แต่ก็ไปมันทุกครั้ง และทุกครั้งที่ไปก็สนุกมาก เพราะมันคือสิ่งที่นำความสุขมาให้ผมอย่างแท้จริง สุดท้ายผมก็เสนอตัวเป็นผู้ให้คำปรึกษาให้คนที่มีโปรเจกต์งานเขียน และต้องการผู้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเขียนหนังสือ ตั้งแต่ขึ้นโครงสร้างโปรเจกต์ไปถึงขั้นตอนการตีพิมพ์ด้วยตัวเอง สำหรับผมแล้ว มันเป็นอภิสิทธิ์อันใหญ่หลวงที่มีโอกาสได้เห็นโปรเจกต์หนึ่งสำเร็จ จนกลายเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตผมอย่างมีนัยยะสำคัญมากๆ”

“ชีวิตบนเกาะพะงันต่างจากทุกที่ที่ผมเคยอยู่มา ทั้งความเป็นชุมชนที่เด่นชัดและความเรียบง่าย ตัวผมเองแม้จะยังรักอเมริกา และชอบที่จะกลับไปเพื่อท่องเที่ยว แต่เมื่ออยู่ไปไม่นานก็ไม่สามารถปฏิเสธถึงภาวะความขัดแย้งภายในที่นับวันจะทำให้คนแบ่งแยกกันมากขึ้นทุกที ในขณะที่ชีวิตที่นี่ทำให้เราแทบลืมไปหมดว่า สิ่งเหล่านั้นกำลังเกิดมากขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมตะวันตก”

Photo credit: Phanganist

หนังสือ ‘Full Moon over Koh Phangan’ ออกวางขายแล้ว โดยที่ไบรอันได้ทำการรวบรวมบทสัมภาษณ์สมาชิกชุมชนชาวเกาะพะงันทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติทั้งหมด 25 ชีวิต เขาถักทอเรื่องราวที่เล่าถึงจิตวิญญาณของชาวพะงันผ่านตัวละครที่มีชีวิตจริงเหล่านี้ สำหรับฉันแล้ว มันเหมือนภาคต่อของ ‘The Beach’ หลังจากผ่านไป 20 ปี ชีวิตแบบฮิปปี้ในหนังได้ดำเนินควบคู่ไปกับชุมชนในชนบทและเติบโตไปด้วยกัน เรียนรู้จากกันและกัน จนก่อเกิดเป็นชุมชนจิตสำนึกแห่งนี้ขึ้นมา

นอกจากไบรอันจะทำหน้าที่เป็นดั่งเสาหลักของชุมชน หากจะมีใครสักคนรับหน้าที่เป็น ‘แม่ใหญ่’ ที่เวลาใครๆ มีปัญหาและต้องการคำปรึกษาก็จะต้องนึกถึงเธอ คนๆ นั้นก็คือ ‘เจนนี่ จานี ฮาล’ (Jenny Jhani Hale) ก่อนที่เจนนี่จะย้ายเข้ามาอยู่ที่ประเทศไทย เธอเคยทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดที่ซิดนีย์มาก่อน รวมทั้งมีพื้นฐานด้านจิตวิทยา ทำให้เจนนี่ทำหน้าที่เป็นดั่งผู้ให้คำปรึกษาประจำชุมชน มีทั้งคนไทยและคนต่างชาติพากันมาขอรับคำปรึกษาจากเธอในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสัมพันธ์ หรือเวลาที่ต้องตัดสินใจทำอะไร ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะยุ่งแค่ไหน เจนนี่ก็ยังมีเวลาให้กับชุมชนเสมอ

“ฉันและสามีมาที่เกาะพะงันเพื่อเข้าคลาสโยคะ ซึ่งในปีแรก เรามากันเพียงแค่ 1 เดือนเท่านั้น แต่พอจบทริปแล้วเราสองคนไม่อยากจะกลับบ้านเลย ในปีถัดมาเราจึงตั้งใจมาอยู่ถึง 6 เดือน และปีต่อมาเราอยู่อีก 8 เดือน ฉันกับสามีมองหน้ากันแล้วพูดว่า “เอาล่ะ เราอยู่ที่นี่กันเกินครึ่งปีแล้วนะ จะเอายังไงต่อดี” และปีต่อมาเราก็ย้ายมาแบบไม่มีกำหนดกลับ บวกกับสถานการณ์โควิด ทำให้ได้อยู่กันยาวเลย”

แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้เธอรักที่นี่มากขนาดนี้ล่ะ? เจนนี่ตอบกลับมาว่า

“ที่นี่มีครบทุกอย่างที่เราต้องการใช้ในการดำเนินชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความสะดวกสบายอย่างร้านอาหารที่มีทุกแนว มีร้านที่มีห้องแอร์ให้นั่งเย็นๆ มีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ใช้ การให้บริการทางการแพทย์ก็ทันสมัย ที่นี่ฉันสามารถเดินออกไปเพื่อหาซื้อขนมปังหรือช็อกโกแลตคีโตหน้าบ้านได้เลย ไหนจะมีร้านอาหารวีแกนอร่อยๆ เต็มไปหมด ซึ่งปกติที่เอเชียมันหายากนะ แต่ด้วยความที่นี่เป็นชุมชนโยคะ เต็มไปด้วยผู้คนที่ให้ความสนใจกับเรื่องจิตวิญญาณ เราเลยได้รับอานิสงค์เรื่องอาหารการกิน อากาศสะอาดไร้มลพิษ ไร้ซึ่งความแออัด และด้วยความที่ใครมีปัญหาอะไรก็มักจะเข้ามาคุยกับฉันอยู่แล้ว ฉันเลยได้พลอยรู้ไปด้วยว่า ในแต่ละคลาสที่นี่เปิดสอนอะไรบ้าง โดยที่ไม่ต้องเรียนเองเลย ซึ่งตัวฉันเองได้เคยศึกษาตันตระมาก่อน แต่ไม่เหมือนตันตระยุคใหม่แบบที่สอนกันแพร่หลายในเกาะนี้หรอกนะคะ เพราะฉันเรียนแบบดั้งเดิมมา”

“สมัยยังอยู่ที่ซิดนีย์ ฉันเคยอาศัยอยู่ในชุมชนที่เรียกกันว่า ‘ชุมชนความสัมพันธ์แบบใหม่’ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ไม่นิยมผู้บำบัดที่มีความสัมพันธ์แบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม LGBTQ+ หรือกลุ่มที่มีความสัมพันธ์แบบรักพร้อมกันหลายคน เพราะเขาเกรงว่าจะถูกตัดสิน เขาก็จะเลือกเข้ามาคุยกับฉันแทน ดังนั้น เมื่ออยู่ที่นี่ บางคนจะไปเข้าชั้นเรียนตันตระ ครูบอกว่าเขาควรจะมีความสัมพันธ์แบบเปิด แต่ถ้าหากเขาไม่รู้สึกถึงความต้องการนั้น ฉันก็จะเป็นคนยืนยันให้เขาเองว่า คุณไม่จำเป็นต้องมีความสัมพันธ์แบบเปิดเพื่อให้บรรลุธรรมหรอกนะ” เจนนี่ตอบพลางหัวเราะไปด้วย

เจนนี่เชื่อว่าสาเหตุที่เกาะนี้มีพลังงานในการเยียวยามากมาย เป็นเพราะว่าทั้งเกาะเต็มไปด้วยหินโรสควอซท์ที่เธอเชื่อว่ามีพลังในการบำบัดสูง จึงทำให้หลายคนที่มาที่นี่ได้รับพลังนั้นแล้วเกิดความต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเอง เธอยังเชื่อด้วยว่าหินชนิดนี้มีพลังความรักแผ่ออกมา ทำให้คนทั้งเกาะมอบพลังงานนี้ให้แก่กันโดยไม่จำกัดเชื้อชาติและภาษา มีความเป็นชุมชนอยู่สูง ด้วยคุณสมบัติทั้งหมดนี้ ทำให้เจนนี่ตัดสินใจเลือกที่นี่เป็น ‘บ้าน’

“ฉันรู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์ที่นี่ เพราะรู้สึกสนิทสนมกับคนไทยเป็นอย่างดี เพื่อนชาวต่างชาติคนอื่นๆ ของฉันก็มีแต่จะคอยให้ความร่วมมือกันเต็มที่เวลาทางเทศบาลหรือชุมชนขอให้ช่วยอะไร เรามีหลายกลุ่มที่คอยดูแลช่วยเหลือกัน บางทีก็ต้องคอยเป็นหูเป็นตาให้กันและกัน และเพื่อให้เกาะเราคงไว้ซึ่งความปลอดภัย จึงได้มีกลุ่ม ‘Safe Phangnan’ ซึ่งเกิดจากการประสานงานกันระหว่างคนไทยและชาวต่างชาติ คอยดูแลและให้ความช่วยเหลือเหยื่อผู้ประสบภัย รวมทั้งคอยสืบสวนผู้ที่ดูเป็นอันตรายต่อคนในชุมชน ฉันเองก็ได้มีโอกาสคอยช่วยเหลือเวลามีเหยื่อที่ผ่านการถูกทารุณกรรมมา โดยเป็นคนที่คอยพูดคุยและให้คำปรึกษา ฉันถือว่าตัวเองโชคดีที่ได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของความตั้งใจนี้ และยิ่งเพิ่มความรู้สึกผูกพันกับชุมชนมากขึ้นไปอีก จะว่าไปแล้ว มันก็แปลกที่เราดันรู้สึกแบบนี้ได้ในบ้านของคนอื่น ฉันก็เลยหวังว่าจะได้อยู่ที่นี่แบบถาวร ให้ลูกหลานมาเยี่ยมเวลาแก่เฒ่า นอกจากจะประหยัดกว่าที่ซิดนีย์แล้ว บรรยากาศ ดนตรี และผู้คนของที่นี่เองก็ไม่เป็นสองรองใคร แถมยังมีอะไรให้ทำตั้งมากมาย ที่นี่ตอบโจทย์ฉันอย่างลงตัวสุดๆ ดังนั้น เวลาที่ไม่ได้เดินทางท่องเที่ยว ที่นี่ก็คือบ้าน”

และด้วยความที่ที่นี่คือโลกแห่งโรงเรียนสอนโยคะ เราจึงเชิญ ‘เบตตี้’ (Betty) และ ‘พูจัน คาห์’ (Pujan Kah) สองสามีภรรยาครูสอนโยคะระดับอาวุโส และเคยเป็นเจ้าของโรงเรียนสอนโยคะที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในออสเตรเลียมาแล้ว โดยเปิดดำเนินการถึง 30 ปี ก่อนที่จะขายกิจการแล้วย้ายมาอยู่เกาะพะงันเมื่อ 10 ปีที่แล้ว อะไรกันทำให้พวกเขากล้าเสี่ยงทิ้งกิจการที่กำลังรุ่งโรจน์เพื่อย้ายมาอยู่ที่นี่

เบตตี้สอนโยคะแบบเน้นแนวปฏิบัติ ในขณะที่พูจันเน้นหนักลงไปในด้านปรัชญา ทั้งคู่จึงทรงพลังเป็นอย่างมากในชั้นเรียน ดังคำบอกเล่าของลูกศิษย์หลายๆ คน พวกเขาทั้งคู่ต่างก็เป็นชาวเยอรมัน แต่ไปรู้จักกันหลังจากที่ต่างคนต่างย้ายถิ่นฐานไปออสเตรเลียแล้ว และอยู่เคียงข้างกันมาตลอด ตั้งแต่ก่อนเริ่มเปิดโรงเรียนสอนโยคะที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามที่นั่น แล้วจึงขายมันและย้ายมาอาศัยบนเกาะพะงันจนทุกวันนี้

พูจันเท้าความถึงเหตุผลที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจมาอยู่ที่นี่ว่า “เรามาจากเมืองไบรอน เบย์ ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศที่สวยงามสุดๆ และตอนนี้ได้กลายเป็นเมืองยอดฮิตที่ใครๆ ก็ไปกัน แต่ตอนที่เราย้ายเข้าไปสร้างโรงเรียนสอนโยคะ มันยังไม่ฮอตฮิตขนาดนี้หรอกนะ จนผ่านไปเกือบ 30 ปีถึงมีคนเยอะขึ้น และราคาข้าวของต่างๆ ก็แพงขึ้นตาม เราเปิดกิจการได้ 30 ปีก็ถึงจุดอิ่มตัว แต่ยังคงมองหาที่อยู่ใหม่ที่เป็นเมืองชายทะเลในภูมิอากาศเขตร้อน มีบรรยากาศแบบสโลว์ไลฟ์ ซึ่งที่นี่สามารถตอบโจทย์ได้ทุกอย่าง”

เบตตี้กล่าวเสริมว่า “ธรรมชาติที่ไบรอน เบย์ สวยงามไม่แพ้ที่นี่ เพราะเป็นเมืองเล็กๆ น่ารักๆ ที่คนนิยมมาเล่นเซิร์ฟ เราได้เห็นโลมาแหวกว่ายในท้องทะเลตลอด รวมทั้งภาพวาฬฝูงใหญ่อพยพย้ายภูมิลำเนาปีละ 2 ครั้ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันเริ่มถูกขนานนามว่าเป็นมาลิบูแห่งออสเตรเลีย เพราะคนดังๆ โดยเฉพาะดาราหนังเริ่มย้ายเข้ามาอาศัยอยู่กัน เราก็เลยคิดว่า มันน่าจะได้เวลาโยกย้ายไปหาที่ที่มันสงบกว่านี้อยู่กันได้แล้ว”

“10 ปีที่แล้วที่เราย้ายมาอนู่บนเกาะพะงัน ที่นี่ยังเป็นที่ๆ คนมาเพียงเพื่องานฟูลมูนปาร์ตี้ หลังจากนั้นจึงเริ่มมีโรงเรียนสอนโยคะเกิดขึ้น เราสองคนสอนคอร์สโยคะจบไปไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น จะว่าไปก็เหมือนกับเป็นปู่ย่าตายายของสังคมโยคะที่นี่ เราเลยคิดว่าคงจะไม่ได้สอนมากมายเท่าเมื่อก่อน อาจยังไม่ถึงกับเลิกไปเลย แต่มันก็เป็นเวลาที่ควรจะเริ่มพักผ่อน”

พูจันว่าต่อ “หลายคนลืมไปว่าโยคะคือรูปแบบของการดำเนินชีวิต ไม่ใช่เพียงการไปเข้าคลาสสัปดาห์ละครั้ง มันคืออาหารการกิน สิ่งแวดล้อมที่อยู่อาศัย การดูแลอารมณ์ตัวเอง ซึ่งทุกอย่างที่พูดมา ที่นี่มันมีให้พร้อมหมด แล้วคนที่มาที่นี่ก็ไม่ได้มีเฉพาะคนที่มาฟูลมูนปาร์ตี้ พวกเขามาหาเวลาพักและปรารถนาที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ซึ่งสำหรับคนเป็นครูแล้ว มันเป็นสิ่งที่ดีมากๆ เพราะทุกอย่างมันเอื้ออำนวยประจวบเหมาะไปหมด เราเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เขารับเอาความสมดุลกลับไป ซึ่งเบตตี้ทำการสอนที่เน้นไปในภาคปฏิบัติ ส่วนผมจะเน้นไปในทางปรัชญาโยคะ ซึ่งจะลงลึกในด้านวิชาการ”

เบตตี้กล่าวแทรกขึ้นมาว่า “แต่ไม่ว่าอย่างไร เพียงคุณคิดจะเดินเข้าคลาสโยคะเพื่อแค่ยืดตัว คุณก็จะกลับไปพร้อมความรู้สึกที่สบายตัวกว่าเดิม แล้วคุณก็จะรู้สึกว่าอยากมาอีก พอคุณมาบ่อยขึ้น คุณก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมต่างๆ ไปเอง คุณจะเริ่มใส่ใจในการปฏิบัติมากขึ้น อาจจะเริ่มนั่งสมาธิหรือสวดมนต์ หรืออะไรก็ตามที่คุณถนัด ทั้งๆ ที่ตอนแรกคุณมาเพียงเพราะต้องการจะมีหุ่นที่ดี แต่สิ่งที่คุณจะได้รับกลับมาด้วยก็คือวิธีการปฏิบัติทางจิตวิญญาณที่ทำให้คุณมีความลุ่มลึกในการดำเนินชีวิตมากขึ้น และปรัชญาพวกนี้ก็คือสิ่งที่พูจันสอน”

เมื่อเราขอให้เขาทั้งสองคนแบ่งปันปรัชญาบางข้อของโยคะให้ผู้อ่าน EQ พูจันตอบทันทีว่ามันแทบไม่ต่างกับปรัชญาพุทธ เพราะเป็นหลักคำสอนที่ช่วยให้เราดำเนินชีวิตอย่างมีสติมากขึ้น 

“การมีสติคือ ไม่ว่าโลกภายนอกจะวุ่นวายแค่ไหน ข้างในของคุณจะต้องเป็นสถานที่ที่คุณพบความสงบได้ นั่นแหละคือโยคะ เรามีลูกสองคน ทั้งทำงานและเข้าสังคมแบบจัดเต็ม เราเองก็อาศัยการปฏิบัติเหล่านี้เพื่อให้ค้นพบความสงบข้างใน ซึ่งมันมีอยู่แล้วในตัวเรา แค่ต้องมีวิธีในการเข้าถึงมันเท่านั้นเอง”

แล้วชาวกรุงอย่างพวกเราจะเข้าถึงหลักปฏิบัติของโยคะได้อย่างไรล่ะ?

เบตตี้ตอบว่า “เราเข้าใจดีว่าหลักการดำเนินชีวิตแบบโยคะไม่ได้นำไปใช้กันง่ายๆ สำหรับคนกรุง มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตื่นไปเข้าคลาสโยคะตอน 6 โมงเช้าได้ทุกวัน แล้วเราก็ไม่ได้บอกว่าให้คุณย้ายมาอยู่บนเกาะด้วย สิ่งที่คุณต้องทำเป็นอันดับแรกเมื่อคิดจะเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิต นั่นคือคุณต้องหากัลยาณมิตรให้เจอก่อน คุณต้องหาสังคมที่ผู้คนให้ความสนใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อเป็นคนใหม่ที่ดีกว่า แล้วคุณอาจจะเริ่มรู้สึกว่า คุณเริ่มสูบบุหรี่น้อยลง ดื่มน้อยลง และคุณต้องใช้วิจารณญาณในการเลือกคบเพื่อน หรือแม้แต่ครู คุณไม่จำเป็นต้องเชื่อทุกอย่างที่เขาสอน ให้หัดใช้วิจารณญาณของตัวเองเพื่อแยกแยะเสมอ”

พูจันแทรกขึ้นมาว่า “ที่เบตตี้พูดมาทั้งหมดนี้ไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่พระพุทธเจ้าเคยสอนไว้ ทั้งการค้นหาชุมชนกัลยาณมิตรให้พบ หรือแม้การไม่เชื่อเพียงเพราะเขาเป็นครูอาจารย์ แต่ให้ใช้สติปัญญาในการวิเคราะห์สิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองในขณะที่ทดลองปฏิบัติ และเมื่อคุณอยู่ท่ามกลางกัลยาณมิตรที่ตั้งใจปฏิบัติเช่นเดียวกับคุณ รวมถึงได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์แก่กันและกัน การฝึกตัวเองให้มีพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพไม่ใช่เรื่องยากขนาดนั้น แม้มันจะไม่ใช่เรื่องง่ายซะทีเดียว สังคมแวดล้อมที่โอบอุ้มจะช่วยให้คุณเห็นว่าการพัฒนาตัวเองเป็นเรื่องปกติมากขึ้น” Pujan กล่าว

เมื่อถูกถามว่าทั้งคู่จะใช้ชีวิตที่นี่ตราบจนวันสิ้นลมหายใจหรือไม่ ทั้งคู่ก็ตอบรับทันที 

“เมืองที่เราจากมาเองก็เคยมีชุมชนจิตสำนึกแบบนี้ แต่หลังจากนั้นบรรดาคนดังต่างพากันย้ายมา ราคาของทุกอย่างก็แพงขึ้นตาม ความทันสมัยเข้ามาเต็มไปหมด รสนิยมของผู้เข้ามาอยู่ใหม่เปลี่ยนไปในทางหรูหรา กฎก็เริ่มเคร่งครัดมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี เราจึงวางแผนกันว่าจะไปอยู่ในสถานที่ที่ผ่อนคลายมากกว่านี้ แล้วก็มาลงตัวที่เกาะพะงัน เพราะมีทุกอย่างพร้อมสรรพแต่ยังได้รับความสงบเงียบ” พูจันกล่าว 

“ถึงแม้เราตั้งใจไว้ว่าจะสอนน้อยลง แต่เราหวังกันว่าจะมีโอกาสได้สอนคนไทยมากขึ้น เพราะทุกครั้งที่มีนักเรียนไทย มันเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก พวกเขาเปิดใจพร้อมเรียนรู้ เข้าใจเนื้อหาอย่างรวดเร็ว และตั้งใจปฏิบัติกันอย่างเต็มที่ อยากให้คนไทยได้มีโอกาสมาเรียนและบอกต่อกันถึงข้อดีของโยคะ เพื่อให้พวกเขานำมันไปใช้กันมากขึ้นในชีวิตประจำวัน” เบตตี้กล่าวทิ้งท้าย

‘โจ’ (Jo) และ ‘แซนดร้า มูนไทรบ์’ (Sandra Moontribe) คู่รักที่สร้างตำนานพบรักบนเกาะพะงันและอยู่กินกันอย่างยืดยาวจนถึงปัจจุบัน โดยเพิ่งฉลองครบรอบแต่งงานปีแรกไป แต่ที่จริงพวกเขาพบรักกันเมื่อ 16 ปีที่แล้ว ตั้งแต่ในปี ค.ศ. 2007 แต่ก่อนหน้านั้นทั้งคู่ต่างเดินทางเข้ามาที่เกาะแห่งนี้เป็นครั้งแรกในปีเดียวกัน โดยที่ยังไม่รู้จักกัน นั่นคือปี ค.ศ. 2004 โจซึ่งมาจากประเทศที่เป็นเกาะเล็กๆ อย่างมอลตา เล่าว่าเขาเป็นนักเดินทางที่ท่องเที่ยวไปยังหลากหลายประเทศ หรือที่เราเรียกว่าแบ็คแพ็คเกอร์ แน่นอนว่าเขาประสบพบเห็นสถานที่และผู้คนมากมายที่น่าประทับใจ แต่กลับเลือกที่จะอยู่ที่เกาะพะงัน แล้วอะไรคือเหตุผลที่ทำให้เขาเลือกที่จะออกจากประเทศที่เป็นเกาะเล็กๆ มาอยู่อีกประเทศที่เป็นเกาะเล็กๆ ยิ่งกว่าอย่างประเทศพะงัน โจซึ่งเคยเป็นดีเจดนตรี psychedelic/trance และได้มีโอกาสเดินทางไปเล่นในหลายๆ ประเทศ ทั้งยุโรปและเอเชีย เขาย้อนประวัติของตัวเองให้เราฟังว่า

“ตัวผมในยุคที่ยังเป็นนักเดินทางก็จัดว่าเป็น party animal คนหนึ่ง ทุกประเทศที่ไปมักจะมีโอกาสให้ได้เปิดเพลง หรือไม่ก็เป็นผู้เข้าร่วมงาน แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับว่าไม่เคยเห็นสถานที่จัดปาร์ตี้ที่ไหนสวยงามเท่าเกาะพะงัน นี่ผมเปรียบเทียบกับระดับอิบิซ่าหรือกัวที่แฟนๆ เพลง psychedelic/trance ทั่วโลกต้องไปเลยนะครับ ที่นี่ได้ทั้งบรรยากาศของธรรมชาติที่งดงาม และความอลังการของระบบแสงสีเสียงที่สอดคล้องกันอย่างลงตัว ต้องยกความดีให้กับทีมช่างไฟและช่างเวทีของเขาจริงๆ ที่พูดถึงนี่ไม่ใช่แค่ฟูลมูนปาร์ตี้นะครับ มันมีปาร์ตี้ที่จัดวนไปตลอดทั้งเดือนซึ่งเจ๋งกว่ามาก ไม่ว่าจะเป็นฮาล์ฟมูน ชีวามูน และอีกมากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่บรรเจิดในความคิดของเรา ยุคนั้น psychedelic/trance ยังดังมาก ที่นี่ถือเป็นอีกจุดหมายหนึ่งของนักเดินทางที่นิยมปาร์ตี้กับดนตรีแนวนี้นอกเหนือไปจากในยุโรป จนกระทั่งถึงจุดพีคของมันและค่อยๆ ลดลง ต่อมารสนิยมคนเริ่มเปลี่ยน แนวดนตรีที่เปิดก็เริ่มเปลี่ยน จากที่เคยเป็นคนกลุ่มเฉพาะก็กลายเป็นตลาดมากขึ้น จากที่ psychedelic/trance เคยเป็นจุดขายให้แก่นักท่องเที่ยวกลุ่มแบ็คแพ็คเกอร์ ตอนนี้ก็กลายเป็นการใช้เพลงตลาดที่เปิดทุกที่มาดึงดูดนักท่องเที่ยวแทน ซึ่งพวกผมก็เลิกตั้งแต่ทุกอย่างเปลี่ยนไป แต่สาเหตุที่ยังเลือกอยู่ที่นี่เพราะเรารักในธรรมชาติและชุมชน ทั้งคนไทยและคนต่างชาติ เกาะพะงันมีคนที่น่าสนใจมากมายพากันแวะเวียนหมุนวนมาไม่ขาด ไหนจะบรรยากาศความรัก ความเอื้ออาทรที่คนไทยมีให้แก่เรามาโดยตลอด ทำให้เราสองคนตัดสินใจไม่ยากเลยที่จะเลือกอยู่กันที่นี่”

ภรรยาของโจคือแซนดร้าซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศส เธอได้เดินทางมาร่วมงานแต่งงานของเพื่อนที่เกาะพะงันแล้วหลงเสน่ห์เกาะนี้ทันที จนเมื่อเธอมีโอกาสได้ย้ายมาอยู่ในปี ค.ศ. 2007 และได้พบกับโจในปีเดียวกันที่ปาร์ตี้เพลง psychedelic/trance พวกเขาก็ตกหลุมรักกันและกันทันที และด้วยความที่ไลฟ์สไตล์ของพวกเขาคือการปาร์ตี้ ทั้งคู่จึงเริ่มลงทุนทำธุรกิจขายเสื้อผ้าแฟชั่นที่สาวกงานเทศกาลจะต้องร้องกรี๊ด เพราะดีไซน์แต่ละชิ้นนั้นสุดจี๊ดและไม่ธรรมดา ชื่อว่าร้าน ‘Moontribe Progressive Fashion’ ที่ต่อมาทำให้ใครต่อใครพากันรู้จักเขาทั้งสองในชื่อนี้ ธุรกิจนี้ทำให้เขาและเธอมีโอกาสพบปะผู้คนมากมายจากทั่วทุกมุมโลก และด้วยอัธยาศัยไมตรีก็ทำให้ใครต่อใครมักจะพากันนึกถึงพวกเขาในฐานะสมาชิกชุมชนหลักที่อาศัยมานาน แซนดร้าเล่าว่า แม้ซีนโปรดของเธออย่างปาร์ตี้ psychedelic/trance จะแทบหมดไปจากเกาะพะงันแล้ว เธอก็ยินดีที่คนท้องถิ่นมีโอกาสสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ เนื่องจากในช่วงที่โลกกำลังประสบปัญหาโควิดระบาดนั้น ชาวบ้านท้องถิ่นแทบไม่มีรายได้เลย ทำให้แซนดร้ารู้สงสารพวกเขามากๆ และด้วยความที่เธอเข้าใจกฎของการเปลี่ยนแปลงดี เธอและโจจึงตัดสินใจขายธุกิจเสื้อผ้าที่เป็นแบรนด์ของพวกเขาทันก่อนช่วงโควิดระบาด เธอบอกว่าดีใจมากๆ ที่ร้านที่สร้างมาไปอยู่ในมือของคนที่คู่ควร เพราะขณะนี้มันถูกยกระดับให้เจ๋งยิ่งไปกว่าตอนที่พวกเขาทำกันเองเสียอีก แซนดร้าผู้เริ่มหันมาศึกษาวิชาธรรมชาติบำบัดได้พักใหญ่แล้ว ขณะนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการอดอาหารและขับพิษ ซึ่งเธอลงทุนไปเรียนถึงบ้านเกิดที่ฝรั่งเศส จนได้ใบประกาศนียบัตรในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติบำบัดและเริ่มจัดทำคอร์สที่ Siam Healing Center มาได้ระยะหนึ่งแล้ว โดยแซนดร้าและโจมีโครงการที่จะเปิดธุรกิจนี้ภายในปีหน้า

Photo credit: Joanna Berg

“สำหรับฉัน เกาะพะงันไม่ได้เป็นแค่บ้าน แต่เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยพลังงานที่ทำให้ได้ค้นพบตัวตนและจุดมุ่งหมายในชีวิต โดยไม่ยึดติดกับอดีต หลายๆ คนที่มีโอกาสได้มาเยือนที่นี่ก็มักจะรู้สึกถึงพลังงานที่ค่อนข้างจะพิเศษของเกาะนี้ ฉันผู้ซึ่งอาศัยอยู่ที่เกาะรู้สึกว่าได้รับโอกาสใหม่ในทุกวันที่จะมอบความรักให้แก่เพื่อนร่วมโลกและเส้นทางใหม่ ในฐานะผู้บำบัด ฉันค้นพบมันในขณะที่ยังมีไลฟ์สไตล์นักปาร์ตี้ ซึ่งฉันก็ได้เรียนรู้เรื่องการอดอาหารและขับพิษมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว และก็ค้นพบว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตของฉันเปลี่ยนไป ฉันมีความรักและเคารพในร่างกายของตัวเองมากขึ้น นอกจากนี้ก็ความสุขมากๆ ที่ได้ช่วยให้ผู้คนรู้วิธีการแสดงความรักและเคารพในร่างกายของพวกเขา ต้องยกความดีให้เกาะพะงันที่มีเวทมนตร์ ให้เรารู้จักความรักในหลากหลายมิติจริงๆ แต่อันดับแรกคือการได้รู้จักการรักตัวเอง ซึ่งฉันได้เรียนรู้มันจากการใช้ชีวิตที่นี่ค่ะ”

ในส่วนของ ‘เจส จอร์แดน’ (Jace Jordan) นักดำน้ำหนุ่มและครูสอนโยคะชาวแอฟริกาใต้ เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้มีโอกาสเดินทางไปหลายประเทศทั่วโลก สิ่งที่เขาชื่นชอบที่สุดคือการดำน้ำไปชมโลกใต้ท้องทะเล ในสถานที่ที่งดงามในประเทศต่างๆ แต่ในที่สุดแล้ว เจสก็เลือกที่จะอยู่ที่เกาะพะงัน ซึ่งเป็นบ้านที่เขาอาศัยอยู่มา 8-9 ปีแล้ว ในครั้งแรกที่มาเยือน เขาตั้งใจจะเที่ยวที่เกาะสมุยราว 2-3 สัปดาห์ และแวะมาเกาะพะงัน เพื่อมาสัมผัสกับฟูลมูนปาร์ตี้เป็นครั้งแรกในระยะเวลาไม่กี่วันเมื่อ 10 ปีที่แล้วเท่านั้น แต่ก็เพียงพอให้เขาได้มีโอกาสสัมผัสกับธรรมชาติและความเป็นอยู่ของชาวเกาะที่เขารู้สึกประทับใจเป็นพิเศษ จนผ่านไปปีเศษ เขามีโอกาสได้เซ็นสัญญาระยะ 6 เดือนกับบริษัทสอนดำน้ำแห่งหนึ่งที่เกาะพะงัน เพื่อมาเป็นครูสอนดำน้ำ เมื่อสัญญาสิ้นสุดลง เจสก็ยังหางานทำต่อไปได้ จึงทำให้เขาตัดสินใจที่จะอาศัยอยู่ที่นี่ และยังอาศัยอยู่มาเรื่อยๆ ตราบจนทุกวันนี้ แล้วอะไรที่เป็นสิ่งดึงดูดของเกาะนี้สำหรับเขาล่ะ? เจสตอบว่า

“ผมเป็นคนที่มีแพชชั่นด้านการดำน้ำมาก เริ่มหัดเรียนตั้งแต่อายุ 12 ปีได้ หลังจากนั้นผมก็ได้เรียนคอร์สสอนดำน้ำที่รัฐโดมินิกัน และอาศัยอยู่ที่นั่นอีก 1 ปี หลังจากนั้นผมก็ได้เดินทางไปดำน้ำในหลายสถานที่ทั่วโลก ซึ่งการเข้าไปอยู่ในโลกใต้น้ำเป็นกิจกรรมที่ผมชอบทำที่สุด ทำให้ผมรู้สึกหวงแหนที่จะอนุรักษ์ให้ธรรมชาติในโลกใต้น้ำยังคงไว้ ด้วยรูปแบบการดำเนินชีวิตของคนที่นี่ซึ่งยังเต็มไปด้วยความเรียบง่าย ทำให้ธรรมชาติยังคงไม่เสียหายจากธุรกิจท่องเที่ยวมากมายนัก และยังเต็มไปด้วยความสมบูรณ์ น่าตื่นตาตื่นใจ ที่สำคัญเมื่อเราอาศัยอยู่ในเกาะ การเดินทางก็แสนสะดวกสบาย ขี่รถไปแต่ละจุดที่จะไปดำน้ำใช้เวลาไม่เกิน 5-10 นาที ในขณะที่ทุกที่ๆ ผมเคยอยู่มา ไม่ว่าจะที่ไหน การเดินทางต้องมีอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง และที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัย ที่เกาะพะงันผมรู้สึกว่าไม่ว่าจะเดินอยู่ที่ไหน กี่โมงกี่ยามก็ยังรู้สึกปลอดภัย ซึ่งที่อื่นที่ผมอยู่มา ผมไม่สามารถรู้สึกแบบนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงแอฟริกาใต้เลย ผมไม่สามารถออกมาเดินเพ่นพ่านตอนดึกๆ ได้แน่นอน ในขณะที่คนไทยสุภาพอ่อนโยนและเป็นกันเองกว่ามาก อันนี้คือสิ่งที่แตกต่างกว่าอย่างเห็นได้ชัด”

“เรื่องของโอกาสการทำงานก็เช่นเดียวกัน อยู่ที่นี่ผมกลับมีโอกาสหางานได้ง่ายกว่า และการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากมายในการดำรงชีวิต รวมทั้งการได้อาศัยอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ ทำให้ผมตัดสินใจตั้งแต่มาที่นี่ได้ 2 เดือนแรกว่าจะอยู่ที่นี่แน่นอน”

“อีกสิ่งสำคัญที่ทำให้ผมเลือกที่จะอยู่ที่นี่ก็คือ ผมซึ่งเป็นคนที่ไม่เคยมีพี่น้อง กลับได้ความรู้สึกราวกับมีครอบครัวอยู่ที่นี่ เพราะเรารู้จักกันเป็นอย่างดี ผมมีทั้งเพื่อนที่เป็นคนไทยและชาวต่างชาติ ทำให้มีความรู้สึกเหมือนกับเราเป็นพี่น้องกันจริงๆ เวลามีงานของชุมชนเราก็ไปช่วยกันเสมอ เพื่อนบ้านผมที่เป็นคนไทยก็คอยทักทายและแบ่งปันผลไม้ให้กันและกันอยู่เรื่อยๆ มีความสุขกันไปตามอัตภาพ ซึ่งพลังงานแบบเดียวกันนี้ก็ปรากฏอยู่ในชุมชนชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ที่นี่เช่นกัน พวกเราคอยช่วยเหลือกันตลอด ถึงแม้จะมาจากสถานที่แตกต่างกัน เราก็มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังจะเห็นได้จากกรุ๊ปต่างๆ ในโซเชียลมีเดียที่เราคอยมีไว้ช่วยเหลือกันตลอดเวลา”

เจสเป็นอีกคนที่ได้รับประสบการณ์จากพลังงานที่เรียกกันว่า ‘transformative’ (พลังงานที่นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิต) ซึ่งเป็นพลังงานที่ประชากรประเทศพะงันต่างพากันยืนยันว่าเป็นพลังงานที่ดึงดูดให้พวกเขาเลือกที่จะมาใช้ชีวิตที่นี่ เขาได้ค้นพบแพชชั่นใหม่ที่กลายมาเป็นหัวใจของการดำเนินชีวิตในทุกวันนี้

“สมัยเด็กๆ แม่ผมเคยพาผมไปเข้าคลาสโยคะมาบ้าง แต่ผมเพิ่งได้มีโอกาสมาเรียนคอร์สฝึกเป็นครูสอนโยคะที่เกาะพะงันนี่เอง โดยเรียนครั้งแรกเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เป็นคอร์ส 200 ชั่วโมง หลังจากนั้นก็ลงอีกคอร์ส 200 ชั่วโมงเหมือนกัน และในคอร์สครูฝึกโยคะครั้งสุดท้ายอีก 300 ชั่วโมง รวมๆ ก็ 700 ชั่วโมง สิ่งที่ได้จากโยคะคือมุมมองชีวิตที่แตกต่างและขยายกว้างออกไปจากเดิม ซึ่งบรรยาศของเกาะที่ทั้งสงบเงียบ และผู้คนรอบข้างที่ช่วยประคับประคองให้ผมค่อยๆ ก้าวเดินไปในทิศทางที่ถูกต้องต่างก็มีส่วนสำคัญอย่างมากในการเติบโตของผม จนกระทั่งประสบความสำเร็จในการทำให้มันกลายเป็นรูปแบบการดำเนินชีวิต”

ทำให้ทุกวันนี้บทบาทประจำของเขาคือครูสอนโยคะ เรื่องราวของเจสเป็นอีกหนึ่งในหลายร้อยหลายพันเรื่องราวของหนุ่มสาวนักเดินทางจากทั่วโลก ที่เดินทางมายังเกาะพะงันเพื่อไปฟูลมูนปาร์ตี้ แต่พากันหลงเสน่ห์เกาะจนอยู่กันระยะยาว ซึ่งอาชีพสุดฮิตที่พวกเขาเลือกจะทำก็คือการเป็นครูสอนโยคะ ว่าแต่ทำไมเกาะพะงันถึงมีโรงเรียนสอนโยคะอยู่เยอะ แล้วสำหรับเจส อะไรคือสิ่งที่เขาคิดว่าตนแตกต่างจากครูสอนโยคะคนอื่นๆ ที่มีอยู่มากมายในย่านศรีธนู?

“ด้วยความที่เกาะนี้ได้รับอิทธิพลมาจากเมืองกัวในอินเดีย ซึ่งเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยผู้คนที่สนใจการใช้ชีวิตแบบทางเลือก ฟูลมูนปาร์ตี้ในยุคแรกเองก็ได้รับอิทธิพลมาจากชุมชนนี้ ซึ่งเป็นกลุ่มที่นิยมฝึกโยคะกันอยู่แล้ว และเมื่อมีโรงเรียนหนึ่งเปิด ก็ทำให้มีโรงเรียนอื่นค่อยๆ ทะยอยเปิดตามมา จนส่งผลให้ที่นี่กลายเป็นชุมชนโยคะที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย”

“ส่วนตัวแล้วผมจะเลือกสอนเป็นคลาสเดี่ยว เพราะพวกเราแต่ละคนมีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นจุดแข็งหรือจุดอ่อน พละกำลังด้านต่างๆ ของแต่ละบุคคลไม่เหมือนกันเลย เราต้องดูว่าจะให้อะไรแก่เขา ตัวอย่างเช่น บางคนเป็นพวกทำอะไรเร่งรีบตลอดเวลา เขาก็เหมาะกับหัตถะโยคะ ซึ่งมันจะทำให้เขาทำอะไรช้าลงและมีสมาธิมากขึ้น ในขณะที่คนที่มีลักษณะเนิบช้า ร่างกายและจิตใจของเขาจะต้องการรู้สึกตื่นตัวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตื่นให้เช้าขึ้นเพื่อให้ร่างกายได้รับรู้ถึงความกระปรี้กระเปร่า สไตล์การฝึกที่เหมาะกับเขาคือวินยาสะ ซึ่งในแต่ละคนก็มีรายละเอียดที่แตกต่างกันไปอีกว่าใครต้องทำอะไรเพื่อให้ร่างกายสมดุล และตรงนี้คือเสน่ห์ของอาชีพการเป็นครูสอนโยคะ เรามีหน้าที่ช่วยออกแบบให้เขาเติบโตในแบบของเขาเอง แม้บางคนจะมาแบบบอบช้ำ เราก็เป็นคนช่วยให้เขาค้นพบความรักที่มีให้แก่ตัวเอง และเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ไปในทางที่ดีมากขึ้น มันคือความงดงามที่ได้เห็นคนๆ หนึ่งเติบโตและเบ่งบานในแบบของตัวเขาเอง”

ใครมาเกาะพะงันก็ลองติดต่อไปทางเฟสบุ๊กของเขาเลยก็ได้ Jace Jordan พร้อมให้บริการสอนโยคะในแบบที่เหมาะกับตัวนักเรียนเองจริงๆ

ในด้านของสาวเท่ ‘ลูก้า ลิท’ (Luka Lit) แห่ง ‘ลาบราคาดาบรา’ (Labracadabra) สถานที่ที่เป็นดั่งห้องแล็บทดลองสำหรับโปรเจกต์หลากหลายแขนง ได้เล่าที่มาที่ไปของมันว่า 

“พวกเรามาจากประเทศสิงคโปร์ โดยมีแนวคิดเรื่องที่จะย้ายไปอยู่ในชุมชนแบบยั่งยืนที่ใดสักแห่งในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเราเลือกประเทศไทยเพราะมีความมั่นคงทางการเมืองมากกว่าที่อื่น พวกเราตั้งใจเก็บหอมรอมริบเพื่อมาลงทุนใช้ชีวิตระยะยาว จึงจำเป็นต้องมั่นใจได้ว่ากฏหมายท้องถิ่นมีความมั่นคงเพียงใด เพราะเราไม่ต้องการเผชิญกับความเสี่ยง แต่ที่ไทย เรามั่นใจได้ว่าสามารถทำความฝันของเราให้เป็นจริงได้ แม้จะมีเหตุการณ์ระส่ำระสายทางการเมืองอยู่บ้าง แต่มันก็มีผลต่อพวกเราน้อยมาก นอกเหนือจากนั้นก็เพราะอากาศดี รวมทั้งความเป็นเมืองพุทธ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องการอยู่แล้ว เมืองไทยจึงเป็นคำตอบสำหรับพวกเรา”

“ส่วนสาเหตุที่เลือกเกาะพะงัน ก็เพราะเราทราบว่าที่นี่มีความเป็นวัฒนธรรมเล็กๆ ในแบบของมันอยู่แล้ว ด้วยความที่ปรัชญาของเราคือการใช้ชีวิตแบบยั่งยืน เราจึงเลือกที่นี่ เพราะมันยังไม่มีความทันสมัยอะไรมาก เช่น ไม่มีสนามบิน หรือสถานที่ให้ช้อปปิ้งนอกจากซูเปอร์มาร์เก็ต ทุกอย่างเพียงพอต่อการดำรงชีวิตอยู่โดยไม่ต้องให้ความสำคัญกับเงินมากเกินไป และในช่วงระยะ 10-15 ปีมานี้ มันได้กลายเป็นสถานที่ยอดฮิตของผู้ที่สนใจการดำเนินชีวิตแบบทางเลือก ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เราเลือกที่จะหยั่งรากแนวคิดแห่งความยั่งยืนที่นี่ เพราะเราหวังกันเป็นอย่างยิ่งว่า เมื่อถึงวันที่แนวคิดของเราปรากฏผลให้เห็น มันจะส่งผลให้เกาะอื่นๆ เล็งเห็นความสำคัญและลงมือทำตามเช่นกัน”

เราขอให้ลูก้าขยายความถึงปรัชญาการใช้ชีวิตแบบยั่งยืนของลาบราคาดาบราให้ฟัง เธอบอกว่าปรัชญาการดำเนินชีวิตในรูปแบบนี้แท้จริงมาจาก ‘Burning Man’ งานเทศกาลที่จัดขึ้นทุกปีในทะเลทรายที่เนวาด้าที่มีผู้เข้าร่วมงานเป็นแสนคน แต่มีกฏไว้ว่าทุกคนที่มาเหยียบจะต้องกลับไปโดยไม่ทิ้งให้มีร่องรอยใดๆ หลงเหลือไว้ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อธรรมชาติ รวมทั้งไม่ใช้เงินเป็นปัจจัยในการแลกเปลี่ยน แต่ให้เป็นสิ่งของหรือปัจจัยอย่างอื่นแทน และให้คุณค่าต่อวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม จึงเป็นที่มาให้ชุมชนของผู้ที่เชื่อในเรื่องของการดำเนินชีวิตแบบนี้ต่างเชื่อในเรื่องของการลดการสร้างขยะพลาสติก รวมทั้งนิยมซื้อสินค้าทำมือโดยคนท้องถิ่นมากกว่าสินค้าที่ผลิตจากโรงงาน กิจกรรมต่างๆ ที่ลาบราคาดาบราจึงเน้นไปที่การฝึกทักษะเพื่อให้ทำของใช้ต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง และเพื่อเป็นการลดปริมาณขยะจึงเน้นไปที่วัสดุธรรมชาติและวัสดุเหลือใช้ เพื่อช่วยลดความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคจากระบบการผลิตของโรงงาน

“จะบอกว่าลาบราคาดาบราเกิดจาก Burning Man ก็ไม่ผิด เพราะเราพยายามนำปรัชญาแบบนั้นมาใช้ เราไม่ต้องการให้ระบบที่มากับชีวิตยุคใหม่เข้ามากำหนดว่าเราต้องใช้ชีวิตยังไง หรือรีบทำหน้าที่ไปโดยไม่คำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์ ในขณะที่สิ่งที่พวกเราทำคือการใช้ชีวิตไปตามจังหวะของเราเอง มันทำให้เรามีเวลาให้กับตัวเองมากขึ้น รวมทั้งความสัมพันธ์ของเรากับชุมชนก็ดีขึ้นด้วย จึงทำให้วิถีชีวิตของเรามีความใกล้ชิดกันมากกว่าสังคมเมืองทั่วๆ ไป”

“เราเชื่อว่าทุกสิ่งที่ทำขึ้นมาด้วยความรักและตั้งใจคือศิลปะ เราจึงตระเตรียมพื้นที่ไว้ให้ศิลปินหลากหลายแขนงได้ใช้ทักษะที่ตัวเองถนัด รังสรรค์ผลงานขึ้นมา ไม่ว่าคุณจะสนใจศิลปะประเภทไหน เราก็มีพื้นที่ให้แทบทั้งหมด แม้กระทั่งศิลปะการเคลื่อนไหว หรือที่เรียกว่า Flow art เพราะเราเชื่อว่าการเคลื่อนไหวทำให้สมองหลั่งสารเคมีที่มีความสุขออกมา จึงทำให้พวกเราเป็นที่รู้จักในหมู่นักแสดงกายกรรมผาดโผนที่ชอบเข้ามาใช้พื้นที่ของเราเพื่อฝึกซ้อม เราจึงมีอุปกรณ์ให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ผาดโผนทางอากาศ (Ariel) อุปกรณ์สำหรับฝึกโยน และอื่นๆ ในขณะเดียวกันเราก็ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากต่อปรัชญาความยั่งยืน งานศิลปะของเราจึงเน้นไปที่การนำวัสดุที่ผ่านการใช้งานมาเป็นวัตถุดิบในแต่ละงาน หรือที่เรียกว่า ‘อัพไซเคิล’ เราเน้นให้ศิลปินทุกคนที่มาใช้พื้นที่ของเรารู้สึกเป็นอิสระที่จะแสดงความเป็นตัวตนของเขาได้อย่างเต็มที่ และรู้สึกได้รับการยอมรับ ลาบราคาดาบราจึงเป็นพื้นที่ที่คุณสามารถพบศิลปินทุกแขนงมารวมตัวกัน เราจึงเป็นสถานที่ๆ รวบรวมแรงบันดาลใจไว้ทั้งหมด เพราะเราต้องการให้ทุกคนที่เข้ามารู้สึกสนุกสนานกับการได้ใช้เวลากับพื้นที่ของเรา และได้เรียนรู้วิถีการดำเนินชีวิตแบบ Burning Man ไปด้วย ซึ่งเราได้ริเริ่มใช้แนวคิดนี้อย่างเต็มรูปแบบในปี ค.ศ. 2016” 

แล้วลาบราคาดาบรามีไว้สำหรับใครล่ะ?

“ลาบราคาดาบรามีไว้สำหรับทุกคนที่ต้องการจะค้นพบพลังความคิดสร้างสรรค์ของตัวเอง โดยใช้ใจของคุณเป็นผู้กำหนดว่าอะไรคือสิ่งที่ใช่สำหรับตัวคุณ โดยไม่ให้อะไรมาเป็นกรอบ และกล้าที่จะฉีกกรอบออกมา ไม่ว่ามันจะเป็นวิธีการเคลื่อนไหว วาดรูป หรืออะไรก็ตามที่ฉายชัดในความเป็นคุณ ท่ามกลางบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์โดยมีศิลปินคนอื่นๆ คอยเป็นแรงบันดาลใจให้คุณอยู่ตลอดเวลา”

ที่จริงที่เกาะพะงันมีชาวต่างชาติอาศัยอยู่มากมายและนับวันประชากรยิ่งขยายมากขึ้น จึงทำให้มีหน่วยงานและองค์กรที่น่าสนใจที่เกิดจากการร่วมมือของคนไทยและชาวต่างชาติตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นองค์กรช่วยเหลือสัตว์จรจัดและสัตว์ป่าอย่าง PACS หรือองค์กรเก็บขยะอย่าง Trash Hero และ Clean Phangan มูลนิธินิเวศวิถีหรือ Eco Thailand และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำก็ล้วนแล้วแต่มี ‘ฝรั่ง’ เข้ามาร่วมทีมอย่างเป็นมืออาชีพ จึงพูดได้ว่าเกาะพะงันเป็นอีกหนึ่งสถานที่ๆ ได้รวมความหลากหลายทั้งทางวัฒนธรรม เชื้อชาติ และรูปแบบการใช้ชีวิตไว้ได้มากที่สุดในประเทศไทย โดยพวกเขาอาจจะมาเป็นครอบครัว กลุ่ม เป็นคู่ หรือมาเดี่ยวๆ แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขามีร่วมกันคือ แทบจะไม่มีใครมาที่นี่แล้วไม่อยากกลับมาอีก จนทำให้ทุกวันนี้เกาะพะงันได้กลายเป็นบ้านของหลายๆ คนที่เดินทางมาแสวงหาความสุขทั้งจากทางโลกย์ และทางจิตวิญญาณ เพราะไม่ว่าจะต้องการอะไรก็ดูจะมีให้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะร้านอาหารนานาชาติราคาทุกระดับ ปาร์ตี้น่าตื่นตาตื่นใจ ผู้คนใหม่ๆ ให้ทำความรู้จัก คลาสโยคะ ดีท็อกซ์ ซาวน่าที่มากับไอซ์บาธ และกิจกรรมเพื่อการเยียวยาและบำบัดอีกมากมาย ความน่าสนใจของพะงันจึงดูจะไม่มีวันจบสิ้น ต้องขอบคุณกลุ่มคนที่อุตส่าห์เดินทางเพื่อมาอยู่ที่นี่ จนก่อให้เกิดชุมชนเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยผู้คนและเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย หวังว่าจะช่วยให้ผู้อ่าน EQ ที่ได้มีโอกาสมาเที่ยวเกาะพะงันได้ทำความรู้จักเกาะในแง่มุมที่ลึกซึ้งมากขึ้นผ่านพวกเขาเหล่านี้ แล้วก็อย่าลืมแวะไปทักทายพวกเขากันล่ะ