แอ๊วผู้ฝรั่งยังไง ให้ได้ ให้โดน! Finding Farang Lover By Note Dudesweet

Photo credit: Benya Hegenbarth

อยากจะมีแฟนสายฝอ ตาน้ำขาว หุ่นล่ำๆ สับๆ แซ่บๆ กับเขาสักที แต่ติดตรงที่สปีคอิงลิชไม่ค่อยได้! ปัญหาโลกแตกและวาระระดับชาติของชาว LGBTQ+ ทั้งหลาย และไม่ใช่แค่เรื่องภาษาอย่างเดียวที่สำคัญ เพราะมันยังมีอีกหลายสิ่ง everything jinglebell

EQ เลยมีทริคและคำแนะนำที่เผ็ดแซ่บแบบพริกยังเรียกแม่ จากคุณ ‘โน้ต – พงษ์สรวง ชุบ’ หรือ ‘โน้ต Dudesweet’ เจ้าของร้าน ‘Mischa Cheap’ และผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงปาร์ตี้มากกว่า 20 ปี มาเม้าธ์มอยเรื่องส่วนตัว และประสบการณ์การแอ๊วผู้ จีบชาวต่างชาติ ที่ทำแล้วได้ผู้แน่นอน!

จุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจวัฒนธรรมและชาวต่างชาติ

“เราโตมากับเพลงฝรั่ง หนังฝรั่ง และเรียนภาษาอังกฤษจากตรงนั้น เพราะแม่ร้องเพลงและเป็นนักร้อง เขาร้องเพลงพวก The Carpenters และจะมีหนังสือเพลงเล่มใหญ่ๆ เล่มหนึ่ง เราก็ฟังเพลงของแม่และร้องตาม ก็เลยจะได้ศัพท์ภาษาอังกฤษจากตรงนั้น ตอนสมัยมัธยมฯ ต้น ที่โรงเรียนเขาจะสอนภาษาอังกฤษเพลง Old MacDonald Had a Farm ในขณะที่เราร้อง Superstar ของ The Carpenters ได้แล้ว เวลาทำข้อสอบก็เป็นข้อสอบเปิดเพลงภาษาอังกฤษ ขึ้นประโยคแรกก็เติมได้ทุกคำ ทุกประโยค ก่อนเพลงจบด้วยซ้ำ”

“ตอนนั้นชอบดนตรี Britpop กับ Grunge เพลงที่เราชอบไม่มีเพลงไทยตอบสนอง ก็เลยฟังแต่ของฝรั่ง”

ก่อนจะจีบฝรั่ง ก็ต้องเข้าไปในวงสังคมฝรั่ง

“สำหรับเรา ต้องบอกว่าสังคมมันเข้ามาเองมากกว่า เพราะมีเพื่อนรุ่นพี่ทำงานดีไซน์เยอะ พออยู่มหา’ลัยก็ชอบคบรุ่นพี่ บางทีเขาเพิ่งเรียนจบแล้วก็มีเพื่อนฝรั่งติดมาด้วย จนเมื่อทำปาร์ตี้ Dudesweet ช่วงปี ค.ศ. 2002 เวลาไปเที่ยวในกลุ่มเพื่อนจะมีฝรั่ง 1 คน และมีคนชาติอื่นๆ ซึ่งหลากหลายมาก ทำให้รู้จักฝรั่งขึ้นมาเอง”

กล้า Flirt กับฝรั่ง

“ไอ้การกล้าจีบเนี่ยนะ มันใช้เฉพาะความหน้าด้านนี่ล่ะ ไม่ได้ใช้การศึกษาอะไรทั้งนั้น จริงๆ แล้วถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เราไม่อยากจะเรียนมหาลัยเลยรู้ปะ อยากจะจบแค่ม.6 แล้วออกไปทำงานบาร์ ไปหัดทำงานที่สีลม ได้สามีฝรั่ง เพราะที่เราไปเที่ยวตอนเด็กๆ ตอนสมัยสีลมรุ่งเรือง เห็นหลายๆ คนแรดไปแรดมา ตอนนี้อยู่เมืองนอกเมืองนา แต่งตัวดีมีฐานะ (หัวเราะ) ไอ้ปริญญาตรีมันค้ำคออยู่ ทำให้ฉันไม่กล้าทำตัวทราม ซึ่งจริงๆ มันไม่เป็นอะไรเลย หนังสือนี่เรียนเมื่อไหร่ก็ได้ แต่กับการหาผัว มันต้องหาตอนที่ยังหนุ่มๆ สาวๆ อยู่”

ประสบการณ์การจีบฝรั่งแลัวได้ครั้งแรก

“ตอนนั้นอายุ 20 ปี ปี ค.ศ. 2001 เราได้ไปงานของสมาคมฝรั่งเศส ‘Month of Photography’ ตอนนั้นมีช่างภาพฝรั่งเศสมาแสดงนิทรรศการ เราก็ไป แล้วช่างภาพที่มาแสดงงานก็เข้ามาจีบ ตอนนั้นใสๆ ตัวเล็กๆ ตาโตๆ แบ๊วๆ เขาก็มาคุยๆ แล้วก็พากลับบ้าน แล้วก็เสียตัว ยังเก็บเสื้อที่ใส่ตอนเสียตัวไว้อยู่เลย (หัวเราะ) ตอนนี้ก็ยังเป็นเพื่อนกันในเฟซบุ๊กอยู่ แต่ไม่ได้คุยกันแล้ว”

จุดแข็งของตัวเองในเรื่องการจีบฝรั่ง

“อ๋อ…มีเหล้าฟรีให้กินเยอะไง ตั้งแต่ทำปาร์ตี้ (หัวเราะ) อยู่กับฉันรับรองว่าจัดบาร์ดีๆ บางทีเลี้ยงฝรั่งข้าวสารแล้วถูกคอก็ขึ้นไปเอากันข้างบนห้องนอนด้วย (หัวเราะ)”

ปัจจัยที่ทำให้การจีบฝรั่งประสบผลสำเร็จ

“เราคิดว่าความสัมพันธ์มันเริ่มจาก one night stand ได้ เพราะอย่างน้อยผัว 3 คนในชีวิตก็เกิดจาก one night stand พอเอาเสร็จแล้วมันคุยเรื่องอื่นกัน ถ้ารู้สึกว่าสามารถคุยเรื่องเดียวกันได้ มันก็สานไปอย่างอื่นต่อ ปัจจัยที่สำคัญคือ ภาษาอังกฤษ สมมติเราคุยแค่ว่าวัดพระแก้วมีอะไร อยุธยาไปทางไหน มันก็อาจไม่ได้อัปฯ เลเวลเร็วเท่าที่ควร บางทีเราคุยเรื่องการเมือง หนังสือ หรือเพลงก็ได้ เพราะสุดท้ายความสัมพันธ์ก็ไม่ใช่แค่เรื่องเซ็กซ์อยู่แล้ว”

เรียงลำดับความสำคัญใหม่ ระหว่างหน้าตา ภาษา และบุคลิก

“ถ้าเป็นเมื่อก่อนตอนเด็กๆ ต้องดูหน้าตา แต่ฉันรู้สึกว่านอนกับคนเยอะไปแล้ว หลังๆ จะเน้นที่บุคลิกมากกว่า อย่างแฟนคนล่าสุดก็ไม่ใช่คนที่หน้าตาดีมาก แต่บุคลิกดี ดูเป็นผู้ใหญ่ ตอนนี้ก็อายุ 43 แล้วนะครับ เลยวัยที่จะต้องไปไล่ตามหนุ่มหล่อเด็กๆ หรือจับหนุ่มฮอต เลิกแล้ว เราทำอะไรที่มีสาระกันหน่อย จะมาเด็กๆ อะไรนักหนา”

บทเรียนจากประสบการณ์จีบฝรั่ง

“จริงๆ แล้วนกบ่อยกว่าสำเร็จ นกจนคิดว่าจะเปิดฟาร์มนกได้เลย ถ้าเป็นนกจริงๆ นะ แล้วหลายพันธุ์ด้วย (หัวเราะ) เราได้เรียนรู้แล้วว่า พอโตขึ้น ทุกอย่างที่เคยฟังเกี่ยวกับความสัมพันธ์ มันเป็นจริงหมดเลย เพราะความสัมพันธ์เป็นเรื่องของการประนีประนอม และบางทีเราอีโก้เยอะ ด้วยความที่ทำอะไรด้วยตัวเองมาตลอด พออะไรไม่ได้อย่างใจก็ชอบใจร้อน งอนเร็วเกินไป กับคนล่าสุดเราก็เลยพยายามปรับตัว เพราะเขาเป็นคนดี เลยเปลี่ยนโหมด เวลาขัดใจก็หายใจเข้า-ออก แต่ก็ยังทะเลาะกันบ่อยๆ อยู่”

“เราคิดว่าสุดท้าย คู่รักที่ร้างลากัน มันเกี่ยวกับการที่แต่ละคนไม่สามารถตกลงเรื่องอีโก้ของแต่ละฝ่ายได้”

นกหนักมาก…แบบฟาร์มนกยังเรียกแม่!

“มีอยู่เดือนหนึ่งที่นก 3 ครั้ง ก็คือเฉลี่ยอาทิตย์ละครั้งกว่าๆ (หัวเราะ) แน่นอนว่ามันทำให้เสียความมั่นใจในตัวเอง มานั่งคิดว่า เอ๊ะ กูเตี้ยเกินไป ดำเกินไป อ้วนเกินไป หรือ ผอมเกินไปหรือเปล่า แต่เราก็ได้พบสัจธรรมที่ว่า desperation is the worst perfume ถ้าเมื่อไหร่ที่เรา desperate คนอื่นก็จะได้กลิ่น มันสัมผัสได้ ช่วงที่มีแฟน มีคนมาจีบ หรือไปจีบเขาสำเร็จ ก็จะเป็นช่วงที่จิตใจดี การงานดี สุขภาพดี นอน 8 ชั่วโมง กิน 3 มื้อ แต่พอนกมา เราก็จะปล่อยวาง ช่างมัน เราก็ไปหาเพื่อน เปิดร้านเหล้า วาดรูป เอาตัวเองออกมาจากเรื่องหมกมุ่นและกามารมณ์ มันก็จะมีลูปที่ดึงดูดคนด้วย อาจจะด้วยสีหน้าแววตา เราว่าอะไรพวกนี้อธิบายยาก แต่มันจริง แล้วตอนที่คนมาจีบบ่อยๆ จะเป็นช่วงที่มีแฟนตลอด นั่นก็เป็นข้อพิสูจน์ได้ว่า เมื่อไหร่ที่เราไม่สนใจในการไล่หา เลิกวิ่งพล่าน จะมีคนเข้ามาเอง ก็เลยพยายามบอกตัวเองว่า เดี๋ยวเขาก็เข้ามา”

รักใครก็อย่าใจร้อน 

“เมื่อก่อนอารมณ์ร้อนเกินไป แล้วไปเลิกกับเขา เวลาที่คนเรามีอีโก้เยอะๆ ก็จะเป็นแบบนี้ ซึ่งมีอยู่ช่วงหนึ่งที่เราเป็นคนดัง ระหว่างที่คบกันอยู่แล้วเราหงุดหงิด ก็จะคิดว่าเดี๋ยวไปหาคนอื่นก็ได้ เลิกก็เลิกไป ทำให้เราทำตัวเองเหนือกว่าเขา ซึ่งจริงๆ แล้วความสัมพันธ์ไม่ต้องเป็นลักษณะนั้น ไม่มีใครเหนือกว่าใคร ซึ่งพอเลิกกันไปแล้วมาเห็นภาพเขาอยู่ในโซเชียลมีเดีย มีชีวิตที่ดี ในขณะที่เราแบบ…ไม่น่าเลย คนนี้ดี๊ดี ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ก็คงไม่เลิก แต่ก็สายไปเสียแล้ว”

Photo credit: Benya Hegenbarth

แอปฯ หาคู่อย่าง Tinder / GDR เองก็มีส่วนช่วยให้จีบฝรั่ง

“แฟนเก่าสองคนที่เจอใน GDR หนึ่งในนั้นก็คือคนที่ดีที่สุดที่เคยคบ มันก็ย้อนกลับไปที่ว่า one night stand ไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ชั่วคราว มันอาจจะกลายเป็นความสัมพันธ์ที่ดี อาจจะเป็นรักแท้ก็ได้”

“เกย์ดาร์ฉันพังมาก เดี๋ยวนี้ผู้ชายหวานๆ เยอะ แน่นอนว่าไปบาร์เกย์มันชัวร์สุด แต่ก็จะเจอคู่แข่งมากมาย แล้วเดี๋ยวนี้เทรนด์เขาจะล่ำๆ ใช่ไหม ผอมๆ อย่างฉันนี่ลำบากนะยะ”

‘ปาร์ตี้ทั่วไป’ และ ‘ปาร์ตี้เกย์คลับ’ กับการหาคู่

“สมมติไปปาร์ตี้ที่ไม่ใช่เกย์คลับ ก็ต้องสแกนก่อนว่าคนนี้ป็นเกย์หรือเปล่า ซึ่งอยู่ๆ จะเข้าไปถามว่าคุณเป็นเกย์ไหม มันก็ไม่ใช่ บางทีเขาเป็นคนเฟรนด์ลี่ เราก็มีความหวังเข้าไปอีก ว่าคนนี้มันใช่แน่ๆ เลย พอเรามีความหวัง เพื่อนที่ไปด้วยก็จะส่งเสริมกันใหญ่ ซึ่งขั้นตอนการเช็กว่าเขาเป็นหรือไม่เป็นเกย์ มันใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ระหว่างนั้นเนื้อคู่ผ่านไปกี่คนแล้วก็ไม่รู้ พอไม่ใช่ปุ๊บจะชิ่งเลย เดี๋ยวเสียฟอร์ม แต่ก็สานสัมพันธ์ไว้เป็นเพื่อนกันได้”

“มันต่างกันยังไง กับการที่เราไปได้ผู้ชายในบาร์แล้วไปเอากันที่บ้าน ซึ่งจะกลายเป็นความสัมพันธ์ระยะยาวหรือสั้นก็ไม่รู้เหมือนกัน มันต่างอะไรกับการนัดเจอกันผ่านแอปฯ เหรอ ดีซะอีก ไม่ต้องกินเหล้าให้เสียสุขภาพ เสียเงิน เสียเวลา แค่นั่งรถไปให้เขาเอาก็ต้องเสียค่าแท็กซี่เหมือนเปิดผับล่ะ (หัวเราะ) อันนี้ถูกกว่าเยอะ” 

ฉลาดมากไปก็ไม่ดี!

“ไม่เคยเกิดขึ้นแบบในหนังนะ ที่ไปนั่งนิ่งๆ คูลๆ แล้วจะมีคนมาจีบ หรือเราอาจจะไม่ได้หน้าตาดีขนาดนั้นก็ได้ ก่อนหน้านี้มีบทความเกี่ยวกับเทรนด์ชอบคนฉลาด คนที่น่าเบื่อที่สุดคือคนที่อ่านหนังสือในผับ หรือ คนที่คุยเรื่องที่ดูเฉลียวฉลาดตลอดเวลา ซึ่งถ้าเป็นขนาดนั้นก็น่ารำคาญ บางทีคนเราก็อยากคุยเรื่องไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์ เดอะวอยซ์ซีซั่นใหม่ ซีรีส์ใหม่ ถ้าอยู่ๆ มานั่งถกปรัชญาอีเมอร์สันกัน มันก็ไม่ใช่”

ความท้าทายที่สุดของการล่าแฟนต่างชาติ

“การโดนปาดฮะ (หัวเราะ) ซัพพลาย-ดีมานด์มันไม่เท่ากัน แต่ความท้าทายของการล่าหรือการโดนปาดมันมีหลายอย่าง บางทีคนที่ปาดหน้าไปก็ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษเก่งเท่าเรา เขาไม่ได้รู้เรื่องเพลงเรื่องหนังเท่าเรา แต่เขามีเสน่ห์บางอย่าง อาจจะเป็นความเฟรนด์ลี่และสนุกสนานของเขา คือบางทีคนอย่างเรารู้เยอะและฟอร์มจัด บางคนเขาไม่สนใจ (หัวเราะ) สวยมักนก ตลกมักได้ และเราก็ไม่ได้สวยขนาดนั้น”

บรรยากาศ เวลา และสถานที่ มีส่วนช่วยให้ได้และนก (ในเวลาเดียวกัน!)

“สมรภูมิดีเจสเตชั่นมันโหดมาก (หัวเราะ) เราเจอผู้ชายที่เกาะเต่ามาหลายปี และเขาหล่อมาก คืนนั้นก็มั่วซั่วเอากัน เอาๆ กันอยู่เพื่อนก็มาเคาะประตูขอเอาด้วย ก็ออกไปรอเพื่อน แล้วแยกย้ายกัน จนนัดเจอที่กรุงเทพฯ ผ่านอีเมล ซึ่งมันคนละสถานการณ์ กรุงเทพฯ มันคนละบรรยากาศและคนละเวลา ก็นัดเจอตอน 4 โมงเย็นที่สยามเซ็นเตอร์ มีฟู้ดคอร์ท นั่งกินเบียร์ย้อมใจ คุยแล้วแสงสีเสียงบรรยากาศรอบๆ มันไม่ใช่หมดเลย ผู้ชายก็ไม่รู้จะคุยอะไร แล้วด้วยความไร้เดียงสาในตอนนั้นก็ถามเขาว่าอยู่ตรงส่วนไหนของกรุงเทพฯ เราก็ไม่เห็นสัญญาณของเขาว่าไปเอากันเลยไหม พอกินเบียร์เสร็จก็เดินเล่น ไปเข้าห้องน้ำ พอออกมาก็หายไปแล้ว! (หัวเราะ) โดนเทกลางห้าง นกกลางห้าง หาทางออกไม่เจอ โอ๊ย…เจ็บมาก นั่งรถไฟฟ้ากลับบ้านก็ปล่อยโฮ เจ็บไปหลายวัน เข็ดไปเลย ตอนนั้นก็เขียนอีเมลไปถามเขาว่าทำไมทำแบบนี้ เขาตอบว่า “มันรู้สึกว่าไม่ใช่” คือเขาอยากจะลุกออกมาตั้งแต่บทสนทนาแรกแล้ว (หัวเราะ) เพราะเกาะมันทำให้คนมีความรู้สึกมากขึ้น ด้วยความชิล ไม่ต้องคิดอะไรมาก “

“ความท้าทายในการคบฝรั่งก็คือตัวเองนี่ล่ะ ทำยังไงให้ตัวเองใจเย็น ประนีประนอม ยอมผ่อนปรน แบบที่ปู่ย่าตายายเขาอยู่กันได้ 50-60 ปี ทฤษฎีนั้นล่ะ”

แนวทางการเข้าหาชาวต่างชาติที่ประสบความเสร็จมากที่สุด

“เราไม่ใช่คนประเภทที่เข้าหาแบบพุ่งๆ ซึ่งปกติก็ไม่ค่อยได้เข้าหาใคร ในปาร์ตี้ก็ไปกับเพื่อน แล้วบางทีให้เพื่อนเป็นวินแมน ให้เพื่อนเปิดให้ ความรักแบบลมๆ แล้งๆ เพ้อฝัน ป็อปคัลเจอร์ เพลงหรือซีนรักต่างๆ ที่เจอกับผู้ชายหล่อๆ นั่งข้างกัน แล้วรักกันจนแฮปปี้เอนดิ้ง Forever After ไม่เคยเกิดขึ้น (หัวเราะ)”

เลิกเพ้อฝันและอยู่กับความเป็นจริงตรงหน้า 

“ตอนยังเป็นวัยรุ่นก็คิดกันทุกคนว่าจะต้องเจอกับความรักเหมือนแบบในหนัง เพราะวัยรุ่นอยู่ได้ด้วยการ์ตูนตาหวาน หนัง FVO, Notting Hill กับเพลงรัก แล้วเราก็คิดว่าจะเป็นแบบนั้น ความโรแมนติกบ้าบอทำให้ฉันเสียเวลาชีวิตมาก มันทำให้เราดีลกับความรู้สึกในหนัง ซึ่งมันผิด เพราะของจริงอาจจะไม่ใช่อย่างที่คิดเอาไว้ เราก็แค่หาเหตุผลแบบตัวต่อตัว พวกหนังป็อปคัลเจอร์แนวโรแมนติกกับเพลงรักทำให้ความโรแมนติกพัง สมัยนี้เท่าที่รู้ เด็กมันได้กันเร็วขึ้นนะ แบบอิจฉา (หัวเราะ)”

Long-distance relationship

“เมื่อก่อนเป็นไปได้ยาก แต่พอถึงจุดหนึ่งที่เราสามารถซื้อตั๋วเครื่องบินได้โดยไม่มีปัญหา มันอาจจะเป็นจริงได้ จริงๆ แล้งมีแต่คนบอกว่าไม่เวิร์ค ตัวเราเองก็คิดว่ามันก็ไม่เวิร์คมาก่อน ในตอนที่ยังเป็นเด็ก ไม่มีเงิน ขอวีซ่ายาก แต่ตอนนี้บินไปยุโรปใช้เวลาแค่ 16 ชั่วโมงเอง มันก็อาจจะเป็นไปได้ เพราะไม่รู้ ไม่เคยเห็น ยังไม่เคยเห็นใครที่มี Long-distance แล้วเวิร์ค”

นิยามของความโรแมนติก

“อะไรที่ไม่ต้องอยู่ด้วยกันตลอดเวลา เหมือนให้รักเป็นสายลมผ่านระหว่างเรา (หัวเราะ) พอเรามีภาระเยอะ ต้องมารายงานตัวทุกวันก็ไม่ไหว ให้ตื่นมาแชทคุยกันตลอดมันก็ไม่ใช่หรอก คนรักนี่มีไว้บ่นเรื่องงานให้ฟัง มีคนนั่งฟัง แค่นี้ก็พอแล้ว แต่ตอนนี้ไม่ได้มองเรื่องเซ็กซ์เป็นอันดับแรกๆ เพราะรู้สึกว่าถ้าเข้าใจกัน มันเอากันสนุกกว่า”

ความฝันอันสูงสุดของตัวเองกับการหาแฟนฝรั่ง

“อยากขึ้นเครื่องบินแล้วเจอคนอย่าง ‘คริส เฮมส์เวิร์ธ’ (Chris Hemsworth) ตกหลุมรักกัน แล้วเราก็รักกันตลอดไป (หัวเราะ)” 

สุดท้ายโน้ตให้ความหวังกับคนที่ยังคงมองหารักด้วยว่า…

“You can find love in a hopeless place and that place is called MISCHA CHEAP.”

ติดตาม ‘โน้ต Dudesweet’ ได้ที่

Facebook: Dudesweet

Instagram: dudesweetworld