‘กาสอมา’ ผู้นำทางจิตวิญญาณ และความศรัทธาของ ‘เผ่าลาหู่’

17.30 นาฬิกา ของวันที่ 21 ตุลาคม คือเวลานัดหมายเพื่อสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ กับ ‘คุณแอม – ดาริกา จ่าสี’ ผู้ที่จะมาเป็นล่ามแปลภาษาไทยและเป็นลูกสาวคนที่ 2 ของคุณแม่ ‘นะนู จ่าสี’ ผู้นำทางจิตวิญญาณ วัย 61 ปี ที่ชาวบ้านหมู่บ้านยะโหล ตำบลท่าตอน จังหวัดเชียงใหม่ ให้ความเชื่อมั่น เคารพ และศรัทธา ในการเป็นผู้นำเพื่อประกอบพิธีกรรมปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย รวมถึงรักษาโรคให้หายได้ 

การสนทนาครั้งนี้ชวนให้สับสนและสงสัยในหลายๆ ครั้ง แต่ผู้เขียนก็พยายามตั้งใจฟังภาษาไทยสำเนียงเผ่าลาหู่ พร้อมการแปลภาษาที่ชวนให้ตื่นรู้อยู่ตลอดเวลา บวกกับการจับใจความสำคัญให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเผ่าลาหู่ที่นี่ อาจแตกต่างจากที่คุณเคยรู้จักก็เป็นได้!

ที่นี่ไม่มีร่างทรง มีแต่ ‘ผู้นำทางจิตวิญญาณ’

“เราเรียกผู้นำการประกอบพิธีกรรมหรือคนทำพิธีว่า ‘กาสอมา’ จะเป็นหญิงหรือชายก็ได้ บริบทไม่ได้แตกต่างกันมาก ซึ่งคนที่จะเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณได้ ต้องมีเทพเจ้ามาดลจิตใจของเขาให้สามารถทำพิธีได้เอง โดยใช้จิตสัมผัสเชื่อมถึงกันและกัน เพราะเรื่องเหล่านี้ไม่มีในตำรา เขาจะรับรู้ได้ทางจิตเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากร่างทรงโดยสิ้นเชิง โดยเขาจะชี้แนะแนวทางในการเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณเพื่อทำพิธีว่า ตรงไหนทำไม่ได้ หรือ ตรงไหนผิด ชี้นำแนวทางการใช้ชีวิต การแก้ปัญหาต่างๆ ผ่านการประกอบพิธีกรรมของชาวลาหู่ ด้วยการสื่อสารทางด้านจิตวิญญาณและจิตใจ”

ปัดเป่าและรักษาให้หายได้ด้วยพิธีกรรม

“ถ้าคนไม่สบายและไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงว่าตัวเองเป็นอะไร ไปหาหมอแล้วไม่หาย เขาก็จะมาทำพิธีกับแม่ แม่ก็จะประกอบพิธีให้ และให้คำแนะนำในการรักษาหรือแก้ไขปัญหาสุขภาพ”

‘ขอตา’ อุปกรณ์สำคัญที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรม

“อุปกรณ์สำคัญในการประกอบพิธีคือไม้ไผ่ เรียกว่า ‘ขอตา’ ซึ่งมีขนาดและปริมาณที่แตกต่างกันไป โดยมีผู้นำทางจิตวิญญาณเป็นผู้กำหนดในการใช้แต่ละพิธี โดยในการประกอบพิธีกรรมทุกๆ ครั้ง จะมีอุปกรณ์ที่สำคัญ ได้แก่ ขอตา ไม้ไผ่ ดอกไม้ เทียน สายสิญจน์ และสำลี”

ระยะเวลาในการทำพิธี

“ใช้เวลาทำ 1 วัน ถ้าอาการเล็กๆ น้อยๆ ก็หายเป็นปลิดทิ้งหลังจากทำพิธีเสร็จ แต่หากไม่สบายหนักๆ หาสาเหตุไม่ได้ ก็อาจใช้เวลาสักระยะ และหลังจากทำพิธีเสร็จก็ต้องกินยาที่หมอแผนปัจจุบันให้มาควบคู่ไปด้วย อาการก็จะดีขึ้นเร็ว บางคนไปหาหมออย่างเดียวไม่หาย แต่มาให้แม่ทำพิธีให้แล้วกลับหายทันที โดยหลังจากทำพิธีเสร็จ ก็จะผูกข้อไม้ข้อมือด้วยสายสิญจน์ที่ผ่านการปลุกเสกและทำพิธีจากคุณแม่ พอหายเป็นปกติก็สามารถถอดสายสิญจน์นั้นออกได้”

‘สัจจะ’ เทพเจ้าเพียงหนึ่งเดียวที่ชนเผ่าลาหู่แดงนับถือ

“ถ้าให้เล่าย้อนกลับไป สมัยก่อนเขาคือคนธรรมดาทั่วๆ ไป แต่เป็นคนที่เคร่งครัดในศาสนาและศีลธรรมอันดี หนักแน่นในความเชื่อเรื่องพระเจ้า เขาจึงเชื่อมั่น ศรัทธา และปฏิบัติตามคำสอนทุกอย่าง จนเขามีครอบครัวและลูก อยู่มาวันหนึ่ง สัจจะทำพิธีและสามารถขึ้นสวรรค์ได้โดยไม่ต้องรอให้ตัวเองถึงแก่ความตาย และหลังจากเสียชีวิตไปแล้ว ก็สามารถเดินทางไปหาพระเจ้าได้ทันที”

“สิ่งเดียวเลยคือ ‘สัจจะ’ เท่านั้น ในหมู่บ้านก็นับถือสัจจะ 100%”

‘ปู่จ่อ’ คือใคร

“ศาสดาผู้สืบทอดมาจากสัจจะ เพื่อเป็นผู้นำในการทำพิธีและเผยแพร่ให้แก่คนทั่วไป เป็นบุคคลที่มีอิทธิพลในหมู่บ้านมากที่สุด และยังเป็นคนประกอบพิธีเพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายให้ออกไป”

วัดของเผ่าลาหู่ที่แตกต่างจากวัดอื่น

“ข้างในจะมีรูปไม้ที่แกะสลักเป็นน้ำเต้า เครื่องเซ่นไหว้ และเครื่องประกอบพิธีที่ทำจากไม้และไม้ไผ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่สัจจะดลบันดาลจิตใจให้ทำ ซึ่งวัดของเผ่าลาหู่จะไม่เหมือนวัดทั่วๆ ไป เพราะวัดอื่นจะนับถือพระพุทธรูป แต่ของลาหู่จะเอาไม้ไผ่และไม้ที่แกะสลักเป็นน้ำเต้าไปถวายสัจจะ”

ความเชื่อด้านประเพณีและวัฒนธรรมของเผ่าลาหู่

“มี ‘วันศีลเล็ก’ 2 วัน โดยจะทำพิธีทั้งหมด 3 รอบ รอบแรก ชาวบ้านจะตัดไม้ไผ่มาทำพิธี และถ้าตรงกับวันสงกรานต์ เขาจะก่อกองทรายและหาดอกไม้มาทำพิธีถวาย รอบที่ 2 จะตรงกับวันเข้าพรรษา ชาวบ้านจะนำผลผลิตของตัวเอง อย่างข้าวโพดที่กำลังส่งออก ณ ตอนนั้น นำไปถวายสัจจะที่ ‘หอแหย่’ โดยห้ามนำเนื้อสัตว์เข้าไป และต้องเป็นเมนูอาหารเจเท่านั้น บ้านไหนที่มีผู้นำศาสนา ชาวบ้านก็จะไปขอพรเพื่อให้ผลผลิตงอกเงย งดงาม และอุดมสมบูรณ์ ส่วนรอบที่ 3 รอบสุดท้าย จะตรงกับวันออกพรรษา ชาวบ้านจะรวมตัวกันเพื่อไปทำบุญที่วัด ซึ่งช่วงนั้นจะตรงกับฤดูกาลเก็บเกี่ยว ข้าวกำลังออกจากรวงพอดี ชาวบ้านก็จะนำรวงข้าวไปถวายสัจจะ ส่วน ‘วันศีลใหญ่’ ทุกคนจะถือศีลอยู่บ้าน ประพฤติตัวเป็นคนดี ละเว้นการกินเนื้อสัตว์และของมึนเมาเป็นเวลา 2 วัน โดย 1 เดือนจะมีวันศีล 2 วัน ถือศีล 2 ครั้ง และในวันศีล ปู่จ่อจะไม่กินเนื้อสัตว์ และชาวบ้านทุกคนก็จะหยุดทำงาน”

‘หอแหย่’ คืออะไร

“สถานที่ประกอบพิธีเพื่อบูชาสัจจะ เป็นบ้านหรือลานที่ใช้ในการทำพิธี”

ปฏิทินของเผ่าลาหู่

“สมาคมลาหู่จะเป็นผู้ออกปฏิทินในทุกๆ ปี โดยจะต่างจากปฏิทินทั่วไปตรงที่มีวันศีลและวันประกอบพิธีกรรมของชาวลาหู่ โดยมีการตั้งวันให้เกี่ยวข้องกับนักษัตรทั้ง 12 ราศีด้วย”

ตอนคุณแม่ทำพิธี เคยมีประสบการณ์ชวนขนหัวลุก อิทธิฤทธิ์ หรือปาฏิหาริย์ต่างๆ ไหม?

“ของทางคุณแม่ยังไม่เคยพบเจอ แค่มีความรู้สึกว่ามีสิ่งที่ไม่ดีอยู่รอบๆ ตัว แต่พอรู้สึกแบบนั้น เขาก็จะไปทำพิธีไล่สิ่งเหล่านั้นออกไปทันที แต่ของเพื่อนแม่ที่ชื่อ ‘ตาลา’ ที่เป็นกาสอมา จิตเขาค่อนข้างแรงมาก เขาก็จะเจอสิ่งเหล่านี้ โดยจะทำพิธีไล่คนเสียชีวิตแบบที่ตายไม่ดีหรือผีตายโหง ซึ่งเขาเห็นบ่อยมาก และเขาจะมีคาถาเฉพาะเพื่อไล่ผีเหล่านั้น และมีอุปกรณ์ที่เขาใช้ทำพิธีเพื่อไล่ผี ใครผีเข้าก็มาหาเขา เขาจะไล่ให้ได้ เพราะคาถาค่อนข้างแรง คนที่ผีเข้ามา เขาจะไม่รู้เลยว่าตัวเองโดนผีเข้า กาสอมาที่เป็นเพื่อนแม่ก็จะปัดเป่าคาถาและไล่ให้ บางคนสลบไปรอบหนึ่งกว่าผีจะออก”

“แม่และแอมเชื่อนะว่าผีมีจริง เพราะทุกวันนี้มีคนทำพิธีไล่ ถ้าวันไหนนอนไม่หลับหรือมีสิ่งไม่ดีมารบกวนจิตใจ ถึงแม้จะไม่เคยเจอ แต่มันก็รู้สึกได้ว่ามี ส่วนใหญ่แม่จะชอบฝันถึงคนที่ตายไม่ดีหรือตายโหง โดยแม่จะเตรียมเครื่องรางของขลัง และให้เพื่อนผู้ชายที่เป็นกาสอมาทำพิธีปัดเป่าและไล่ให้”

“แอมบอกได้เลยว่ากลัวมาก เพราะเราก็กลัวจริงๆ กลัวแบบสติจะแตก กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ใจเต้นตลอดเวลา เรื่องนี้เกิดขึ้นปีที่แล้ว ปกติใครตายในหมู่บ้านจะไม่เคยกลัวเลย แต่จะนะตาย คนกลัวทั้งหมู่บ้าน!”

ประสบการณ์ขนหัวลุกของกาสอมาชาย เพื่อนของแม่!

” ‘จะนะ’ อายุประมาณ 25 ปี พ่อของเขาเสียตั้งแต่เด็ก ก็เลยอยู่อาศัยกับอาที่เป็นกาสอมา จึงมีโอกาสได้ไปเรียนในเมืองและนับถือศาสนาคริสต์ เขาเรียนเก่งมาก สอบติดวิศวะไฟฟ้า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่น่าเสียดายที่ใช้ชีวิตไม่เป็น เขาอยู่แต่ในหอพักและมุ่งมั่นกับการเรียน กลับบ้านปีละครั้งก็อยู่แต่ในห้องของตัวเอง อ่านหนังสืออย่างเดียว พอได้เข้าไปเรียนมหา’ลัยก็ใช้เงินเกินตัว จนทางบ้านไม่มีส่งให้เรียนต่อ เขาเลยลาออกไปทำงาน และไม่กลับมาบ้านนานมาก จนกลับมาครั้งล่าสุดเมื่อช่วงที่โควิดระบาดหนักๆ เลยให้กักตัวอยู่แต่ในบ้าน แต่เขาคงเครียดอะไรมาสักอย่าง ก็เลยฆ่าตัวตายด้วยการกินยาฆ่าหญ้าและเสียชีวิตทันที ตอนที่ตายใหม่ๆ เขาก็ไม่ยอมไปไหน ชอบมาวนเวียนและเฝ้าบ้าน ช่วงนั้นทุกๆ วัน คนในหมู่บ้านจะมานั่งล้อมวงรวมกันเพื่อร่วมพิธีขับไล่ผีตายโหง เพราะมีคนเห็นแบบตัวเป็นๆ ทั้งๆ ที่เขาตายไปแล้ว! ซึ่งคนในหมู่บ้านกลัวเขามาก กาสอมาเพื่อนแม่เลยทำพิธีไล่ผี เพราะมันเป็นหนทางสุดท้าย และที่เรากลัวก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ เราได้ไปดูแลเขาหรือเปล่า เรายังจำภาพตอนที่จะนะอยู่ในโรงพยาบาลได้ เขาคลั่งและโวยวายมาก จะกลับบ้านอย่างเดียว แต่หลังจากทำพิธีก็ค่อยๆ ดีขึ้น พอไม่ดีก็ไปทำอีก และทำไปเรื่อยๆ อยู่ประมาณ 3 รอบ รอบหนึ่งใช้เวลาประมาณ 1 วัน”

ทำไมความเชื่อจากบรรพบุรุษเหล่านี้ ยังคงถูกสืบทอดและนับถือมาจนถึงปัจจุบัน

“เรานับถือกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ สืบต่อกันมาแบบนี้ตลอด แต่ถ้าเราเปลี่ยนไปนับถือและศรัทธาสิ่งอื่น เราจะไม่สบาย แม่เล่าให้ฟังแบบนั้น แค่เราไม่หนักแน่นหรือทำผิดแปลกไปเพียงเล็กน้อย แค่นี้ก็รู้สึกได้แล้ว อาการไม่สบายแบบไร้สาเหตุจะเข้ามาคืบคลานทันที และที่ความเชื่อเหล่านี้กับผู้นำทางจิตวิญญาณยังคงอยู่ เพราะทำแล้วหายจริงๆ มันเชื่อถือและศรัทธาได้จริงๆ ตัวแอมเองไปเรียนในเมืองมา แต่มีแม่เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณและนับถือสัจจะ เราก็นับถือตามแม่ พอมีสิ่งที่ไม่ดีเกิดขึ้นกับตัวก็จะให้แม่ทำพิธีให้ สิ่งไม่ดีเหล่านั้นก็จะหายไปและดีขึ้น”

“แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไปแค่ไหน พิธีกรรมและความเชื่อก็ยังคงหนักแน่นอยู่เหมือนเดิม”

บรรพบุรุษของเราต้องการจะบอกอะไรกับคนรุ่นลูกรุ่นหลาน?

“อยากให้คนทำความดีกันเยอะๆ เพราะที่หมู่บ้านค่อนข้างเคร่งครัดในศีลธรรม เราจะสอนลูกหลานไม่ให้กินเหล้า ดื่มของมึนเมา ทำตัวดีๆ แต่ถ้าเขาทำตัวออกนอกลู่นอกทางเมื่อไหร่ คนรอบตัวหรือคนที่เขารักจะเจ็บไข้ได้ป่วยทันที”

ผู้นำทางจิตวิญญาณคนต่อไป ไม่ใช่ใครก็ได้ เพราะสัจจะเท่านั้นที่เป็นผู้เลือก!

“แม่ไม่สามารถเลือกคนมาเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณได้ คนที่จะมารับช่วงต่อเทพเจ้าจะดลบันดาลจิตใจเขาเองเท่านั้น ซึ่งเขาจะรับรู้ได้เองว่าต้องทำอย่างไรต่อไป และจะสามารถทำพิธี ท่องบทสวดกับคาถา เข้าไปทำพิธีที่หอแหย่ได้เอง โดยเขาจะจุดเทียนและสื่อสารทางจิตวิญญาณกับเทพเจ้าหรือสัจจะ เพราะฉะนั้น สัจจะจะเป็นคนเลือก”

คิดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า ความเชื่อของเผ่าลาหู่จะยังหนักแน่นในศรัทธาอยู่ไหม?

ถ้าไม่มีคนสืบทอดก็ไม่น่าจะมีแล้วนะคะ เพราะในหมู่บ้านก็มีอีก 2 คนที่เป็นเพื่อนแม่และเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ แต่เราก็ไม่รู้ว่าเขาจะมาดลบันดาลจิตใจให้เป็นแบบนี้ และคนจะยอมเป็นไปอีกนานหรือเปล่าก็ตอบไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็จะมีตัวตายตัวแทน 1 คนแน่ๆ สำหรับ ณ ตอนนี้”

หลังจากจบการสนทนาและวางสายไป ก็เกิดคำถามกับตัวเองขึ้นมาว่า “ทุกวันนี้เราหนักแน่นในสิ่งที่ศรัทธามากพอแล้วหรือยัง?” จนบางครั้งก็ทำให้ผู้เขียนคิดว่า สิ่งเร้นลับ ความเชื่อ และความศรัทธาที่อยู่เหนือธรรมชาติ อาจไม่ต้องรอการพิสูจน์ใดๆ เพียงแค่มีจิตและศรัทธาอันแรงกล้า คุณก็อาจจะสัมผัสสิ่งเหล่านั้นได้