อ่านหนังสือเพื่อเยียวยาและฟื้นฟูจิตใจแบบ New Age Spiritual ที่ ‘Soul Friend & Spiritual Garden’ เขาหลัก จังหวัดพังงา

การภาวนาจิต การนั่งสมาธิ การฟื้นฟู หรือแม้กระทั่งการเยียวยาจิตใจ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป และไม่ต้องไปทำที่วัดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น! เพราะการอ่านหนังสือคืออีก 1 รูปแบบที่ช่วยให้จิตใจของเราแข็งแกร่งและแข็งแรงได้อย่างมี ‘สติ’ เหมือนกับที่ ‘Soul Friend & Spiritual Garden‘ ร้านหนังสือแห่งใหม่ที่เพิ่งเปิดสดๆ ร้อนๆ ที่เขาหลักได้เพียง 1 เดือน! (1 ตุลาคม 2022) ของ ‘ไปป์ – ธวิศรุต บุรพัฒน์’ ผู้ก่อตั้งและเจ้าของคลังแสงแห่งนี้ ซึ่งเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในไทย ที่ได้รวบรวมหนังสือน่าอ่านและน่าสนใจในหมวด Spiritual, Mindfulness และ Meditation ทั้งไทยและเทศไว้หลากหลายรูปแบบ หนอนหนังสือ ผู้ที่สนใจ หรือคนที่กำลังมองหาหนทางเพื่อเยียวยาและฟื้นฟูจิตใจ เส้นทางนี้อาจใช่และตอบโจทย์สำหรับคุณ!

“มีวันหนึ่งผมอยู่ที่นิวยอร์ก มีรุ่นน้องชวนไปเข้าคลาสนั่งสมาธิ แต่ไม่ใช่วัด เป็นสตูดิโอธรรมดา ตอนนั้นปี 2017 เราคิดในใจว่ามันไม่เวิร์ค นั่งไม่ได้ และรู้สึกไม่สนุก น้องบอกว่าเข้าฟรี ก็เลยลองไปเพราะไม่ได้เสียหายอะไร ปรากฎว่านี่คือครั้งแรกที่รู้สึกว่าตัวเองได้นั่งสมาธิจริงๆ”

จุดเริ่มต้นและแรงบันดาลใจที่ทำให้สนใจ New Age Spiritual 

“ผมสนใจเรื่องร้านหนังสืออยู่แล้ว และเคยหาข้อมูลเรื่องร้านหนังสือ ผมอยากผลักดันเรื่องนี้มาก แต่ก็โดนคนถามมาว่า “ยังมีคนอ่านหนังสืออยู่เหรอ?” และก็ค้นพบว่ากลุ่มคนอ่านหนังสือโตขึ้นเรื่อยๆ เพราะดูจากธุรกิจสิ่งพิมพ์ กระแสทั่วโลก และเมื่อก่อนเราไม่เคยสนใจเรื่อง Spiritual, Mindfulness หรือ Meditation เลย เราทำงานปาร์ตี้ เป็นดีเจ ทำงานเฟสติวัล อยู่กับดนตรีตลอด จนรู้สึกว่าเรื่องพวกนี้ไกลตัวมาก การเข้าคลาสนั่งสมาธิที่นิวยอร์กในสตูดิโอกับรุ่นน้องครั้งนั้น คือการนั่งสมาธิที่ไม่เหมือนภาพจำที่คุ้นเคย ที่ต้องเข้าวัด นั่งสมาธิ นุ่งขาวห่มขาว มันเป็น stereotype มากๆ พอลองทำแบบนี้ก็ค้นพบว่า การเข้าสู่ Spiritual หรือ Meditation มันมีหลายวิธี ก่อนหน้านี้เจอหนังสือธรรมมะก็อ่านไม่รู้เรื่อง ซึ่งอาจไม่ถูกจริตเรา ก็เลยเริ่มหาหนังสืออ่าน แต่เป็นภาษาอังกฤษ เพราะตอนนั้นอยู่อเมริกา เริ่มศึกษาและค้นพบว่า เรื่องการปฏิบัติ การภาวนาที่เราเข้าใจแบบเก่า มันเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะ Meditation มันกว้างมาก และมีวิธีการเข้าถึงหลายแบบ วิธีการเหล่านั้นไม่ผิด แต่เราในตอนนั้นไม่เข้าใจจริต”

“ยุคนี้ความรู้เยอะ หาจากในเน็ตได้ แต่ทุกคนสามารถเขียนอะไรลงในนั้นได้หมดเลย คนเลยเริ่มกลับไปหาฟอร์แมตที่เชื่อถือได้ หนังสือเป็นตัวบอกเล่าเรื่องได้ดีที่สุด มันคือการกระจายความรู้ เรารู้สึกว่าการทำร้านหนังสือกำไรน้อยมาก แต่สิ่งที่เราดีใจกับมันคือการแชร์ปัญญา เหมือนเราไปเจอความรู้ดีๆ ปัญญาดีๆ”

3 จิ๊กซอว์ในการทำร้านหนังสือ

“จิ๊กซอว์แรกคือ ‘สนใจ Meditation’ ซึ่งตอนนั้นแพลนไว้ว่าจะทำค่ายมวยสากล เพราะเราต่อยมวยอยู่แล้ว เป็นค่ายที่มี physical training และ mentality training เพราะนักกีฬาต้องพึ่งพาเรื่องจิตใจเหมือนกัน เลยอยากดีไซน์ห้องหนึ่งเป็นห้องนั่งสมาธิ ที่ใช้ในการเทรนร่างกายและจิตใจในเวลาเดียวกัน โควิดรอบแรกมามันก็ถึงจุดที่เราต้องยอมทิ้งในสิ่งที่เตรียมเรียบร้อยแล้วหลายๆ อย่าง แต่ไอเดียการทำห้องนั่งสมาธิยังอยู่ จนมาถึงวันที่เราเอาทุกอย่างมาประกอบกัน

จิ๊กซอว์ตัวที่ 2 คือ ‘ตัวเรา’ ที่ผ่านมาผมแค่ศึกษา ยังไม่ EXPERIMENT กับตัวเองว่า การ Approach หลากหลายแนวเวิร์คจริงไหม ช่วงโควิดเลยเริ่มทดลอง ตอนนั้นเลี้ยงต้นไม้เยอะมาก เลยเปิดเพลงให้ต้นไม้ฟัง เริ่มศึกษาคลื่นเสียงที่ดีต่อต้นไม้ หรือซาวด์แบบไหนที่เฮลตี้กับคนบ้าง ทุกเช้าจะเปิดเพลงและเอาลำโพงไปติดไว้ริมระเบียงเพื่อเปิดเพลงให้ต้นไม้ฟัง ผมก็ได้ฟังไปกับเขา ทำแบบนี้ทุกวันและนั่งสมาธิไปด้วย ผ่านไปเดือนหนึ่งช่วงครึ่งเช้า ก่อนเริ่มทำงานออฟฟิศ ผมรู้สึกว่าก่อน 10 โมงเป็นช่วงที่ดีมาก และก็รอคอยทุกวันว่าเมื่อไหร่จะถึง 10 โมงของอีกวัน ซึ่งมันคือความสงบ ความสุขบางอย่างที่น่าสนใจมากๆ”

“นิพพานที่คนพูดๆ กันอาจไม่ใช่ความตาย แต่อาจเป็นตอนที่เรานั่งสมาธิแล้วไปถึงจุดที่ว่างเปล่า ไม่มีขาว-ดำ บวก-ลบ อันนี้น่าจะเป็นคำตอบ” 

“จิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่ทำให้มั่นใจว่าสนใจเส้นทางนี้จริงๆ คือ ‘DMT’ คือ Psychedelic ประเภทหนึ่งมาจากรากไม้ทางฝั่งอเมริกาใต้ ทำให้เราค้นพบว่าความสุขมาจากความสงบได้ ไม่ได้มาจากการครอบครอง การไปปาร์ตี้ หรือไปเมา เราไม่เคยเจอความสุขแบบนี้ เป็นความสุขของความว่างเปล่าและบริสุทธิ์มาก การที่เรา Meditation น่าจะนำไปสู่สิ่งเหล่านี้ เพราะที่ผ่านมาเรามีคำถามว่า เราเกิดมาทำไม เราจะดีลกับความทุกข์แบบนี้ไปจนตายเลยหรือเปล่า ถ้าวันหนึ่งคนที่เรารักค่อยๆ หายจากเราไปทีละคนสองคน เราจะดีลกับเรื่องพวกนี้ยังไง การเรียนรู้ที่มีสติคือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ผ่านทุกสถานการณ์ไปได้ พอเอาเรื่องราวมาประกอบให้เป็นรูปเป็นร่าง ถ้าผ่านสิ่งนี้ไปได้ด้วยวิธีการเหล่านี้ที่เราทดลองมาแล้ว คนอื่นก็ต้องได้เหมือนกัน”

“เราเคยเฉียดเหตุการณ์คิดสั้น ผ่านมาหลายแบบมาก ถ้าเราผ่านพ้นเหตุการณ์เหล่านั้นได้ คนอื่นก็ต้องผ่านได้ด้วยวิธีการของเรา เลยอยากสร้างทางเลือกอื่นๆ เพื่อเยียวยาจิตใจคน เราทำงานออกแบบประสบการณ์ อยากดีไซน์ประสบการณ์ Meditation ให้เป็นแบบสมัยใหม่ผ่านร้านหนังสือ”

Listening Cafe & Meditation Studio

“นอกจากร้านหนังสือ เรายังเป็น Listening Cafe คล้ายกับ Listening Bar เราไม่ได้ปาร์ตี้ ไม่ได้เที่ยวกลางคืน แต่อยากฟังเพลงดีๆ ซึ่งต้องไปตามบาร์ ผับ หรือคอนเสิร์ต แต่ถ้าคนไม่ดื่มแอลกอฮอล์หรือมีครอบครัวแล้ว เขาก็ลำบาก ก็เลยอยากจะทำพื้นที่หนึ่งขึ้นมาที่ดีไซน์เหมือนบาร์ แต่ไม่เสิร์ฟแอลกอฮอล์ มีดีเจมาเปิดเพลงให้ฟังตั้งแต่ช่วงกลางวัน บางวันอาจมีดนตรีมาเล่น เพื่อทำให้คนที่ใช้ชีวิต Day time สามารถสนุกเหมือนคนที่ใช้ชีวิต Night life บ้าง เราสร้างคอนเซ็ปต์นี้โดยดีไซน์ Sound System เซ็ตอัพทุกอย่าง เป็น Analog System เหมือน Listening Bar เพื่อให้นั่งฟังเพลงได้ทั้งวัน นี่คือด้านล่าง ส่วนด้านบนเป็น Meditation Studio เป็นพื้นที่ที่ชวนคนมา Meditate ผ่านรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะ Sound Bath (การอาบคลื่นเสียง) การนั่งสมาธิด้วยเสียง โยคะ และกิจกรรมอื่นๆ จะอยู่ด้านบน เราอยากให้เกิดคอมมูนิตี้ที่นี่”

ร้านหนังสือไทยร้านแรกที่ขายหนังสือ Psychedelic และ Mindfulness 

“หนังสือหมวด Psychedelic ไม่เคยมีขายในบ้านเรามาก่อน ผมเลือกที่จะจับด้านนี้โดยเฉพาะ แล้วเสริมหนังสือธรรมะ Mindfulness เข้าไปด้วย คิดว่าน่าจะเป็นร้านผมร้านเดียวในไทย ในต่างประเทศก็ไม่มีแบบนี้ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหม่มาก เมื่อก่อนกลุ่ม Psychedelic ยุคแรกๆ คือพวกฮิปปี้ รุ่นพ่อแม่ ยุค 60-70’s มันค่อนข้างไปในทางปาร์ตี้ พอข้ามหมวดมาธรรมะ ภาพจำคือ หนังสือตามวัด ซึ่ง 2 สิ่งนี้ไม่ควรอยู่ในที่เดียวกัน แต่ผมกลับมองเห็นจุดเชื่อมโยงบางอย่างว่าจริงๆ แล้วคือเรื่องเดียวกัน

“ความเข้าใจผิดเรื่อง Psychedelic ในบ้านเราสูงมาก ก็เลยอยากทำร้านหนังสือ อยากแชร์ความรู้ แชร์ปัญญาในความเข้าใจผิดๆ ถูกๆ มายาวนานมาก อยากให้คนเข้าใจให้ถูกต้อง เขาจะตัดสินยังไงก็เรื่องของเขา ร้านหนังสือจะทำหน้าที่เหล่านี้ได้ดีมาก ในการแชร์องค์ความรู้ ส่วนของ Psychedelic มันเหมือนสิ่งที่เชื่อมโยงระหว่าง Mindfulness” 

Psychedelic และความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน!

“Psychedelic ยุคนี้คือ Psychedelic Renaissance การบูมครั้งใหม่ของ Psychedelic ซึ่งนักวิทยาศาสตร์กับหมอยังไม่ได้ทำการทดลองอย่างเต็มที่ เพราะไปผลิบานในเฟสติวัลหรือปาร์ตี้ แต่ข้อมูลทางการแพทย์ยังไม่เติบโต และโดนแบนในยุค 70’s ของอเมริกาที่ไล่จับกัญชา เห็ด และอีกหลายอย่าง แต่สิ่งที่เป็นภาพใหญ่กว่าคือ ตอนนั้นมีคนทำวิจัยเรื่องนี้เยอะมาก เพื่อพัฒนาและนำมาใช้ในทางที่ดี มันเลยโดนแช่แข็งเป็นสิบๆ ปี เราก็ถูกล้างสมองกันทั่วโลกว่าสิ่งเหล่านี้คือยาเสพติด มันไม่ใช่ยาเสพติดด้วยซ้ำ เพราะไม่ได้ทำให้เสพติดและเป็นธรรมชาติ 100% มันเป็น Hidden Agenda ในอดีต”

“ณ วันนี้ ถ้าเราดูหลายๆ ประเทศที่เขาเริ่มปลดล็อกกัญชาหรือเห็ดก็ตาม เทรนด์มันมาทางนี้มาก เพราะหลายๆ คนที่วิจัยด้านนี้เริ่มค้นพบประโยชน์และมีงานวิจัยรองรับเยอะมาก เราก็หาหนังสือที่พูดในมิติของหมอหรือนักประสาทวิทยา เกี่ยวกับสมาธิ จิต หรือ Psychedelic เพราะที่ผ่านมาเราไม่เคย approach แบบนี้ เราไม่เคยมองในมุมการนำมารักษาคนที่เป็นโรคซึมเศร้าหรือใช้ใน Spiritual เพื่อค้นหาตัวตน

ประโยชน์ของ Psychedelic ภาษาอังกฤษคือ ‘Ego Death’ (การหลุดพ้นอย่างสมบูรณ์) มันจะไปสลายอีโก้เราในระยะเวลาสั้นๆ ในช่วง Psychedelic experience อีโก้เราจะถูกสลาย ในทางพุทธศาสนา เราปฏิบัติเพื่อลดทอนอีโก้ออกไปให้มากที่สุด Psychedelic คือ การจำลองภาวะที่ไม่มีอีโก้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร พอกลับมาเป็นตัวเราคนเดิมก็อยู่ที่ว่าจะเดินเส้นทางไหนต่อ มันคือเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ทำให้คนเข้าใจภาวะนี้มากขึ้น แล้วก็กลับมาเรื่องสติ ธรรมะ โดยใช้ Psychedelic เป็นเครื่องมือและต้องไปถึงด้วยตัวเอง ไม่ใช่ด้วย Psychedelic  ถ้าคุณสนใจการดูแลจิต การเจริญสติ เรามีส่วนนี้ที่จะซัพพอร์ต เป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่ชอบอะไรแบบนี้”

“สิ่งที่ผมจะมอบให้ก็เป็นความสุขเหมือนกัน เป็นความสุขในรูปแบบความสงบ คุณยังได้ความสุขเหมือนเดิม แต่เติมความสนุกลงไปนิดหน่อย ผ่านแสง สี เสียง และดีไซน์ต่างๆ ที่ทำให้เข้าถึงได้มากขึ้น” 

ความสุขในรูปแบบของ แสง สี ดนตรี และความสงบ

“คนมักจะบอกว่าผมอยู่ขวาสุดแล้วย้ายมาซ้ายสุด เมื่อก่อนเราขับเคลื่อนความสุขด้วยปัจจัยภายนอก เราปาร์ตี้ เมา ใช้ยา ฟังเพลง ไปเทศกาลดนตรี ช้อปปิ้ง และอีกหลายๆ อย่าง แต่สิ่งที่เรากำลังทำและสนใจคือการสร้างความสุขจากข้างใน ซึ่งมั่นคงกว่า แต่ความฉาบฉวยหรือความฉูดฉาดสู้ฝั่งขวาไม่ได้ เพราะสิ่งที่อยู่ภายในจับต้องยากและน่าเบื่อกว่า ชวนไปงานมหรสพกับปฏิบัติธรรมก็ต่างกันมากแล้ว อาชีพผมคือผู้ออกแบบประสบการณ์ผ่านโครงการต่างๆ และแบรนด์ต่างๆ ผมก็เอาสิ่งที่ถนัดมาปรับใช้เพื่อออกแบบประสบการณ์ให้คนที่ชอบปาร์ตี้สนใจเรื่อง Meditate ต้องทำยังไง ผมรู้ว่าเขาไม่สนใจเพราะอะไร และอะไรจะทำให้เขาสนใจ เลยคิดถึงตัวเองว่าทำยังไงถึงสนใจ ผมอยากเซ็ตห้องนั่งสมาธิให้เหมือนห้องปาร์ตี้ ทำให้คนรู้สึกว่า เรา approach ได้แบบนี้ ห้องที่เต็มไปด้วยแสงสีก็สามารถทำให้เข้าถึงสมาธิได้เหมือนกัน ผมเลยเรียกมันว่า New Age Meditation”

“เราสร้างคอมมูนิตี้ที่มีทั้งร้านหนังสือ สตูดิโอ คาเฟ่ การที่เราจะแตกต่างจากร้านหนังสืออื่นๆ ได้ คือการสร้างคอมมูนิตี้ ทำให้คนในพื้นที่มาซ้ำแล้วซ้ำอีกได้โดยไม่ต้องซื้อหนังสือก็ได้ แต่มาแชร์ความรู้กัน”

New Age Meditation Community & Calmtainment 

“New Age Meditation Community หมายถึงโลกใหม่ เราพูดถึงเรื่องการนั่งสมาธิ การปฏิบัติแบบยุคใหม่ แต่เราก็ยังมีสิ่งอื่นในอดีตที่นำมาปรับใช้ให้ทันสมัย ส่วน Calmtainment ก็เป็นการเล่นระหว่างคำว่า Calm กับ Entertainment ซึ่งคนจะเคยชินกับสิ่งนี้ มันคือ High Energy ไปดูคอนเสิร์ต กินเบียร์ เต้น ถึงทำแบบสงบก็ยังสนุกได้อยู่นะ เพราะการที่จะนั่งสมาธิได้ เราต้องผ่อนคลายก่อน ผมชวนคนมานั่งสมาธิ ซึ่งไม่ใช่ทุกคนที่สนใจ แต่ถ้าบอกว่า งั้นมาดูคอนเสิร์ต แต่เป็นแนว Calmtainment คือ นอนดู ไม่เต้น ไม่มีแอลกอฮอล์ มานั่งสมาธิเพื่อสร้างความสงบพร้อมกันก่อน แล้วครึ่งหลังก็มาดูโชว์ไปด้วยกัน เพลงจะเป็น Downtempo Experiment ซึ่งจริงๆ แล้วเราสนุกก็แบบนี้ได้เหมือนกัน นี่คือสิ่งที่เราพยายามทำอยู่”

“กลุ่มลูกค้า ครึ่งหนึ่งเป็นต่างชาติ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มต่างชาติจากเขาหลักและภูเก็ต อีกกลุ่มคือ คนไทย กลุ่มเล่นเซิร์ฟ  กับ นักท่องเที่ยวทั่วไป”

เพราะ Soul Friend & Spiritual Garden คือ ‘บ้าน’

“เราให้มัณฑนากรออกแบบ แต่พอจะเริ่มทำจริงๆ ก็เปลี่ยนไอเดียใหม่หมดเลย เพราะได้ไอเดียมาจากร้านเมื่อสมัย 10 ปีที่แล้วในเชียงใหม่ เป็นร้านกาแฟเล็กๆ ที่ไม่ได้แต่งร้านแฟนซี แต่มีจิตวิญญาณอยู่ข้างในเยอะมาก รู้สึกอบอุ่นและน่ารัก ก็เลยฉุกคิดว่าไม่ต้องแต่งร้านจริงจังก็ได้ แต่งเหมือนบ้านก็ได้ จะได้ดูเป็นมิตรมากที่สุด ผมคิดเองว่าถ้าทำห้องนั่งเล่นของตัวเองที่เป็นห้องอ่านหนังสือจะดีไซน์ยังไง เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ที่ร้านเป็นของมือสองเกือบทั้งหมด เป็นของที่ผมซื้อเก็บไว้ มีออกแบบเพิ่มเติมตรงเคาน์เตอร์บาร์ อยากให้คนมาที่นี่แล้วรู้สึกเหมือนมาบ้านผม” 

“คิดจากความรู้สึกและชอบคำว่ากัลยาณมิตร ได้ศึกษา เริ่มทำสมาธิ และอ่านหนังสือของท่านพุทธทาส ท่านบอกว่า จริงๆ แล้วครูที่สอนนั่งสมาธิในอดีตแรกๆ เขาไม่ได้เรียกว่าครู เขาเรียก ‘กัลยาณมิตร’ เลยเอามาตั้งเป็นชื่อร้าน“

ที่มาที่ไปของชื่อร้าน ‘Soul Friend & Spiritual Garden’ 

‘Soul Friend’ – คำนี้เป็นคำที่เตือนใจตัวเรา เราทำงานตรงนี้แล้วไม่คิดจะเรียกตัวเองว่าเป็นมาสเตอร์เลย เพราะเราคือเพื่อน เราคือ Soul Friend ภาษาไทยคือ ‘กัลยาณมิตร’ ซึ่งเป็นคำที่ได้ยินมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ ความหมายมันดี คือการที่เพื่อนชวนไปทำอะไรดีๆ ด้วยกัน เพราะผมก็เรียนรู้จากคนที่มาหา หรือเข้า session เหมือนกัน ซึ่งเราได้เรียนรู้อะไรจากเขาด้วย ไม่ใช่แชร์อย่างเดียว เป็นมิตรที่ดีต่อกัน เลยอยากให้ที่นี่เป็นเหมือนเพื่อน ไม่ใช่สำนักหรืออะไรสักอย่าง ส่วน Spiritual Garden ในอนาคตผมอยากสร้างสวนให้คนมาพักผ่อน ได้มาร้านหนังสือ และมีพื้นที่ปฏิบัติภาวนา หรือจะแฮงเอ้าท์ก็ได้ ตอนนี้เป็นตึกอยู่ แต่สิ่งนี้คือส่วนขยับขยายของเรา ที่ให้เป็นพื้นที่สำหรับคนทั่วไปจริงๆ”

โลโก้และแรงบันดาลใจ

“ตอนดีไซน์โลโก้ ผมชอบพระอาทิตย์อยู่แล้ว เพราะรู้สึกว่ามันมีพลังมาก เหมือนให้แสงสว่าง สัญลักษณ์ของปัญญาและพลัง มอบชีวิตให้กับคน เลยอยากให้โลโก้เกี่ยวข้องกับความเป็นพระอาทิตย์ และมีความเป็นชนเผ่า ก็เลยออกแบบเป็นตัว S ที่สื่อถึงความเป็น Soul Friend และมีความเป็นพระอาทิตย์ มีจุดเชื่อมเหมือนโลกเชื่อมกัน 2 โลก จุดที่ว่าคือ Psychedelic และ Mindfulness ที่เชื่อมโยงสองเรื่องนี้ โดยเลือกใช้สีเขียวกับม่วงเป็นหลัก เพราะสีเขียวคือสีของต้นไม้ เราเชื่อเรื่องธรรมชาติ สีม่วงคือ จักระที่อยู่บนสุดของเรา ที่เป็นหมวด Spiritual สัญลักษณ์ของพลัง 2 อย่างนี้มารวมกันน่าจะเป็นเรามากที่สุด ซึ่งคุณวรรณ คนที่วางแบรนดิ้งให้ก็ออกแบบไปด้วยกันกับเรา”

Processed with VSCO with 4 preset

“การพูดเรื่องศาสนาหรือธรรมะไม่ใช่ว่าทุกคนจะพูดเหมือนกัน มันอยู่ที่วิธีการเล่าเรื่องและการนำเสนอ ผมต้องหาหนังสือธรรมะแบบที่ผมชอบ อ่านแล้วเข้าถึงได้ เข้าใจง่าย ก็เลยพยายามเลือกหนังสือที่พูดเรื่องการปฏิบัติและหลักวิทยาศาสตร์ ซึ่ง 90% ของหนังสือร้านเรา ร้านอื่นไม่มี เป็นสต๊อกที่เรามีที่เดียวแน่นอน เพราะเราดีลกับสำนักพิมพ์โดยตรง”

ถ้าให้เลือกหรือหยิบมา 3 เล่มที่อยากแนะนำผู้อ่าน และเล่มโปรด 1 เล่ม

Photo credit: Amazon

“เล่มแรก คือ ‘ชีวิตเร้นลับของต้นไม้’ (The Hidden Life of Trees) ของ ‘ปีเตอร์ วอห์ลเลเบน’ (Peter Wohlleben) เจ้าหน้าที่อุทยานป่าไม้ที่เยอรมัน ทำงานมาเป็นสิบๆ ปี และบันทึกเรื่องราวของต้นไม้ว่าสื่อสารกันยังไง มีความรู้สึกไหม ผมมีทั้งเวอร์ชั่นภาษาไทยและอังกฤษ เพราะเล่มนี้เป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ที่ทำให้ผมสนใจเรื่องธรรมชาติ ก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้และสนใจเรื่องพวกนี้เลย พอเริ่มสนใจเขา ผมรู้สึกว่าเขามีความฉลาดสูง และวิธีการสื่อสารมหัศจรรย์มาก มันทำให้เรารักธรรมชาติมากยิ่งขึ้น เพราะเป็นเล่มที่เปิดประตูบานแรกให้รู้จักธรรมชาติจริงๆ ทำให้เราเคารพเขามากขึ้น เพราะเขาคือบรรพบุรุษเรา เล่มนี้ผมชอบมากที่สุด”

Photo credit: Amazon

“เล่มต่อมา คือ ‘The Midnight Library’ เล่มนี้ดังมาก ของ ‘แมตต์ เฮก’ (Matt Haig) เป็นฟิกชั่นที่ได้หนังสือรางวัลเยาวชนดีเด่น วัยรุ่นอ่านได้ ผู้ใหญ่อ่านดี หนังสือพูดถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นโรคซึมเศร้าและฆ่าตัวตาย ตื่นขึ้นมาอยู่ในห้องสมุดที่มีหนังสือเป็นหมื่นๆ เล่ม แล้วมีบรรณารักษ์เดินเข้ามา เป็นคนที่เขาเคยเจอตอนมีชีวิต และเข้ามาบอกกับผู้หญิงคนนี้ถึงเรื่องราวบางอย่าง และหนังสือทุกเล่มที่เห็นคือชีวิตของเธอ ซึ่งหนังสือเหล่านั้นคือตัวแทนการตัดสินใจของทุกเรื่องในชีวิตเรา 1 เล่มก็จะเป็น 1 เหตุการณ์ มันคือการที่เขาได้กลับไปใช้ชีวิตอีกรอบหนึ่ง อ่านง่ายและสะท้อนความคิดหลายๆ อย่างที่ดีมาก”

Photo credit: Lazada

“อีกเล่มที่ชอบมากเหมือนกัน มีทั้งไทย-อังกฤษ ชื่อว่า ‘ทำไมพุทธจึงเป็นศาสนาแห่งความจริง’ (Why Buddhism Is True) ของ ‘โรเบิร์ต ไวรท์’ (Robert Write) เขาไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ เป็นฝรั่งที่มองพุทธแบบวิทยาศาสตร์ มองปรากฏการณ์การนั่งสมาธิ และเขียนหลายๆ อย่างเกี่ยวกับการปฏิบัติภาวนาว่าส่งผลดีต่อร่างกายเรา เขียนในมุมนักวิชาการ และอธิบายว่าทำไมพุทธถึงเวิร์คในยุคนี้ ไม่มีเรื่องอภินิหาร พูดเรื่องการปฏิบัติล้วนๆ”

Photo credit: SE-ED

“แถมให้อีกเล่ม ของ ‘องค์ทะไลลามะ’ เรื่อง ‘จักรวาลในหนึ่งอะตอม’ ท่านจะเขียนเรื่องพุทธศาสนา ฟิสิกส์ และวิทยาศาสตร์ ว่าเชื่อมโยงกันยังไง ร้านเราจะมีหนังสือประเภทนี้เยอะมาก มีหนังสือที่นักวิทยาศาสตร์เขียนถึงศาสนาพุทธในทางวิทยาศาสตร์ อย่างเวลาจับคลื่นสมอง การนั่งสมาธิ มันดีในทางวิทยาศาสตร์ยังไง ช่วยเรื่องอะไรบ้าง ซึ่งมีเยอะมากทั้งไทยและอังกฤษ บางหัวสต๊อก 2 ภาษาเลย เพราะบางเล่มอ่านภาษาอังกฤษดีกว่าไทย บางเล่มอ่านภาษาไทยดีกว่าอังกฤษ ส่วน Psychedelic ภาษาไทยแทบไม่มีเลย เราพยายามเลือกหนังสือหลายๆ แบบเพื่อเป็นทางเลือกให้ได้แชร์ความรู้กัน และมีหนังสือเกี่ยวกับธรรมชาติด้วย”

เรื่อง ‘จิตวิญญาณ’ มีความสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับ ‘หนังสือ’ มากน้อยแค่ไหน 

“มี 2 อย่างครับ อย่างแรก การอ่านหนังสือคือการภาวนารูปแบบหนึ่ง เราเกิดในยุค multitask ที่ทั้งพิมพ์แชทและประชุมไปด้วย ตามองทีวีไปด้วย ทำอาหาร ทำโน่นทำนี่ไป แต่ความเป็นจริงมันไม่ได้ส่งผลดีสำหรับมนุษย์ในการทำอะไรหลายๆ อย่าง เพราะถ้ามีสติจริงๆ เราจะทำได้ทีละอย่าง เพราะฉะนั้น จะอ่านอะไรก็ได้ แต่ขอให้จดจ่ออยู่กับมัน มันก็คือการ Meditation รูปแบบหนึ่ง

อย่างที่สอง Spiritual คือการส่งต่อปัญญาที่มีหลายเจเนอเรชั่น หนังสือบางเล่มเขียนมาเป็นร้อยปี แต่ยังทันสมัยอยู่ คนที่เขียนอาจตายไปแล้วด้วยซ้ำ แต่เทคนิคและองค์ความรู้ต่างๆ ที่เขาแชร์ยังมาถึงมือเราได้ ผมว่านั่นคือการทำงานของหนังสือที่ดี คือการส่งต่อความรู้จากรุ่นสู่รุ่น จากอดีตถึงปัจจุบัน”

“ถ้าเราใส่ใจต่อหัวใจของเรามากกว่านี้ ชีวิตอาจจะมีความสุขขึ้น เพราะเราโตมาในประเทศที่ไม่มีสวัสดิการ ทำให้ต้องดูแลตัวเอง ปัญหาบ้านเมืองทำให้มีเรื่องเครียดเยอะ เราต้องหาวิธีอยู่กับมันให้ได้ ถ้าเราเปลี่ยนไม่ได้“

New Age Spiritual ในบ้านเราเป็นยังไงบ้าง?

“มันคือเรื่องใหม่ของคนส่วนใหญ่ ซึ่งโลกของ ทentality ถูกพูดถึงไม่นาน และนั่นคือสิ่งที่ Soul Friend พยายามทำ คุณไม่ได้มาหาเราเพราะเครียด แต่มาเพื่อการฝึกจิตใจ เพราะฉะนั้น เราต้องหมั่น monitor หัวใจเราด้วย ซึ่งเป็นเรื่องภายในที่ยากมาก เพราะมัน abstract มาก เราจึงต้องฝึกฝนตัวเองให้แข็งแรง เพื่อรับมือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ใช่รอการซ่อมแซม คนที่ฝึกเจริญสติจะรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีกว่าแน่ๆ แต่ถ้าไม่เคยฝึกฝนก็อาจจะช็อกได้ เขาต้องเยียวยาจิตใจ เพื่อให้ผ่านเหตุการณ์เหล่านี้ไปได้ ผมกลับคิดว่า การป่วยทางจิตก็เหมือนการเป็นหวัด ไม่หายก็ไปหาหมอ เพราะอยู่เหนือการควบคุมและต้องการผู้ช่วย คนส่วนใหญ่กลับชอบไปหาหมอตอนเป็นหนักๆ หรือสุดทางแล้ว ผมว่าอาจจะไม่ถูกต้องซะทีเดียว”

“ผมมาอยู่ที่นี่ก็ทำอะไรให้ชุมชนค่อนข้างเยอะมาก เพราะอยากสร้างพื้นที่ตรงนี้ให้เป็นพื้นที่ที่ดี ซึ่งเมืองใหม่ๆ แบบนี้มีโอกาสที่จะเติบโต คนที่นั่นก็มีความคิดที่อยากจะสร้างเมืองให้เติบโตไปในทางที่ดี”

เขาหลัก มีทั้งทะเล ภูเขา และ พลังงานดีๆ

“ถ้าทำที่กรุงเทพฯ คนเพียบชัวร์ แต่ที่ผ่านมาผมไม่ได้เอาตัวเองเป็นที่ตั้งเลย รอบนี้ก็เลยลองเปลี่ยนโจทย์ใหม่ ให้ต้นทุนคือตัวเรา เราอยู่กับอะไรแล้วมีความสุขบ้าง เราจะเอาตรงนั้นไปบาลานซ์ ต่อให้ยอดที่ได้ไม่เท่ากรุงเทพฯ แต่ถ้ามีความสุขมากกว่าก็จะเลือกแบบนี้ ความสุขของเรากลับไม่ใช่กรุงเทพฯ แต่คือต่างจังหวัด ซึ่งเขาหลักมีภูเขาแบบภาคเหนือ มีอุทยาน มีน้ำตก อากาศเย็น มีทะเลด้วย ไฮไลท์คือ เขากับทะเลเผชิญหน้ากัน ในแง่ของคนที่มีความเชื่อเรื่องพลังงานอย่างเรา รู้สึกว่าที่นี่มีพลังงานมหาศาล มันดีต่อคนอย่างเรา เพราะเราทำงานให้คนอื่นแล้ว ต้องมีพื้นที่ที่ฟื้นฟูจิตใจเราได้เหมือนกัน ที่นี่พิเศษมากตรงที่มีคนย้ายจากกรุงเทพฯ มาอยู่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราอยากสร้างคอมมูนิตี้ดีๆ ไปด้วยกัน”

“ทุกคนเคยมีคำถามว่า เราจะเป็นคนที่ดีขึ้นได้ยังไง ผมเคยเอาเรื่องนี้มานั่งคิดและรู้สึกว่า คนที่ดีขึ้นคือคนที่เห็นแก่ตัวน้อยลง มันจะไม่มีการคอรัปชั่น ไม่มีสงคราม โลกจะน่าอยู่ขึ้นเยอะ Soul Friend ก็เหมือนอาจารย์ของผม ที่จะศึกษาและเรียนรู้ไปเรื่อยๆ”

ความท้าทายในการทำร้านหนังสือ

“เขาหลักเป็นเมืองเล็กๆ มีปั๊มน้ำมันปั๊มเดียว มี 2 สี่แยก ตอนทำร้านก็เลยไม่ง่าย ต้องสั่งของจากหลายๆ ที่ คนที่อยู่ที่นี่ก็คนละแบบกับกรุงเทพฯ ผมก็เลยต้องสร้างคอมมูนิตี้ใหม่ขึ้นมา เหมือนเริ่มจากศูนย์ และผมไม่ได้ใช้ไอเดียแบบเดิมๆ กับการทำธุรกิจเลย ผมอยากทำแบบนี้ไปตลอดชีวิตที่เหลือ ไม่ได้มองว่าต้องรีบโต ขอแค่อยู่ได้และยั่งยืนก็พอ ขอออร์แกนิค ไม่เน้นเร็ว มีเงินเก็บพอสามารถอยู่ได้ ไม่ต้องร่ำรวยก็ได้ เติบโตไปด้วยกัน ทั้งคนทั้งร้าน”

“ผมเพิ่งเปิดร้านมาได้หนึ่งเดือน แต่มีคนเข้ามาขอคำปรึกษาเยอะมาก ตอนแรกไม่ได้ดีไซน์ให้เป็นแบบนั้น เขามีปัญหาชีวิตหรือมีเรื่องอะไรก็จะแวะเวียนมาขอคำปรึกษาจนกลายเป็นเรื่องประจำวัน แต่ผมเข้าใจ เพราะที่ผ่านมาก็เคยเจอปัญหาพวกนี้ และทุกวันนี้ก็ยังมีปัญหาเหล่านี้อยู่ เป็นเหมือนคอมมูนิตี้เล็กๆ ที่คนแวะเวียนมาคุย มาแชร์กัน“

เปิดแค่ 1 เดือน แต่มีผู้คนมาเยี่ยมเยือนหลากหลายมาก!

“แค่เดือนเดียวแต่กลับเจอมิตรภาพดีๆ เยอะมาก วันแรกที่เปิดก็มีฝรั่งมาจากบาหลี เขาแวะมาก่อนร้านเปิดวันหนึ่งและบอกว่าชอบร้านและคอมมูนิตี้ที่นี่มาก เสิร์ชหาจากบาหลีมา เขาอยู่ดูตอนผมทำร้านและบอกว่าขอกลับบาหลีก่อน เดี๋ยวจะแวะมาใหม่ พอวันเปิดร้านวันแรก เขาซื้อต้นไม้มาให้เป็นของขวัญวันเปิดร้าน และมีแก๊งฝรั่งจากภูเก็ต ไม่รู้ว่าเขาเจอว่าเราเปิดร้านได้ยังไง มากัน 5-6 คน โดยที่ตั้งใจมาโดยเฉพาะ บางคนที่เป็นโรค Anxiety เข้ามาที่ร้านและขอคำปรึกษา เราพูดคุยกับเขา ให้คำแนะนำจนเห็นความเปลี่ยนแปลงว่าเขาเริ่มสามารถคุยกับคนโน้นคนนี้ได้ เริ่มเข้าสังคมได้ ทำอะไรได้ดีขึ้น เราดีใจที่ได้เป็นส่วนประกอบเล็กๆ ที่ทำให้คนมีความสุขขึ้น และมีน้องคนหนึ่งแวะมาที่ร้าน มาขอบคุณเรา เพราะเขาบอกว่าที่นี่มีร้านหนังสือแค่ร้านเดียว ร้านเราเป็นร้านที่ 2 และเขาชอบอ่านหนังสือมาก เมื่อก่อนต้องหาสั่งจากกรุงเทพฯ และหนังสือที่เราสต๊อกก็เป็นแบบที่เขาอ่าน เขาบอกผมด้วยว่าเจอกันคราวหน้าจะเอาหนังสือมาให้ เอามาทิ้งไว้ที่ร้าน เผื่อมีคนอยากอ่าน ผ่านไป 2 อาทิตย์ ตรงกับวันเกิดน้องเขา เขาก็มาที่นี่และเอาหนังสือมาให้ 2 ถุงใหญ่ๆ กลายเป็นมิตรภาพใหม่ๆ ที่เราได้พบเจอ ผมว่าสิ่งเหล่านี้มีค่ามากกว่ากำไรจากร้าน คือการที่เราเห็นคนมีความสุขและสามารถผ่านช่วงเวลาแย่ๆ ได้ โดยมีเราเป็นส่วนหนึ่ง นี่คือสิ่งมหัศจรรย์”

“เมื่อก่อนทุกอย่างจะกระจุกอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ตอนนี้มันกระจายตัวออกแล้ว เราก็รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของพังงาเหมือนกัน ในการขับเคลื่อนความคิดสร้างสรรค์และอะไรใหม่ๆ กับเมือง เพราะเรามาอยู่กับเขา ต้องเคารพพื้นที่และทำประโยชน์ให้เขาด้วย”

ตีโจทย์คนไม่อ่านหนังสือ ให้อ่านหนังสือ!

“ผมอยากให้คนที่ไม่อ่านได้มาอ่าน เพราะถ้าเราขายคนที่อ่านอยู่แล้วก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ผมอยากให้คนที่เลิกอ่านหนังสือกลับมาอ่านมากกว่า กลายเป็นโจทย์ที่ท้าทายว่า เราจะทำให้คนที่ไม่อ่านมาอ่านได้ยังไง มันควรจะเป็นหนังสือแบบไหน เราขายหนังสือที่ค่อนข้างหนักมาก แต่ผมก็ต้องสต๊อกหนังสือที่อ่านง่าย เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน ผมว่ามันเป็นเรื่องการทำความเข้าใจ อย่างไซคีเดลิค มีลูกค้าหลายคนมาถามว่ามีเห็ดขายไหม (หัวเราะ) เราขายกัญชาด้วย แต่ใช้เพื่อการพักผ่อน เน้นสุขภาพ ผมก็ต้องอธิบายจุดยืน ซึ่งเป็นความยากเหมือนกัน”

“ทำให้เจอมิตรภาพดีๆ ได้เจอ Soul Friend ใหม่ๆ เยอะมาก การได้เจอมิตรภาพดีๆ เป็นอะไรที่สุดยอดแล้ว”

หัวใจสำคัญของ Soul Friend & Spiritual Garden 

“ข้อแรก ต้องซื่อสัตย์กับตัวเองและไม่เป๋จากปัจจัยภายนอก บางคนเวลายอดไม่ดีก็เน้นหาอะไรที่มันขายดีจนลืมตัวตนไป บางทีมีคนมาคอมเมนต์เราว่าทำไมไม่ทำแบบนั้นแบบนี้ เราก็เปลี่ยนตามที่เขาบอกหรือตามกระแส มันทำให้ขาดความเป็นออริจินอลและผิดเพี้ยนไปจากเดิมที่ตั้งใจไว้ ผมก็เลยพยายามจริงใจกับสิ่งที่ทำ เชื่อยังไงก็ทำแบบนั้น ข้อสอง เราทำงานตรงนี้ ทั้งเรื่องของการบำบัด การนั่งสมาธิ มีทั้งคนชื่นชมและชอบ แต่ผมก็บอกตัวเองเสมอว่าจะไม่ยึดติดสิ่งเหล่านี้ ไม่งั้นก็เหมือนเอาอีโก้มาพอกที่ตัวเอง มันถึงเป็น Soul Friend ที่ย้ำว่าผมไม่ใช่ครู ผมเป็นเพื่อนที่ต้องเรียนรู้จากเขาเหมือนกัน เพื่อทำให้ไม่ตัวลอยและยังเป็นตัวเองเหมือนเดิม สิ่งเหล่านี้คือหัวใจของการทำงานที่นี่ ทุกอย่างที่ให้ลูกค้าก็รู้สึกว่าเราทำเต็มที่กับทุกคน”

Soul Friend & Spiritual Garden ในอนาคต

“เรามีโปรดักส์จริงๆ ขายแล้ว และผมอยากสร้างพื้นที่เพื่อเป็นคอมมูนิตี้ มีงานศิลปะ เป็นพื้นที่ให้คนทำกิจกรรมมากมาย ผมอยากดีไซน์คำว่าวัดใหม่แบบไม่ต้องอิงศาสนา (พื้นที่ที่จะทำ) และควรเป็นที่พึ่งพิงทางจิตใจได้โดยคนทุกคนจริงๆ เรารู้สึกว่างานศิลปะดีๆ อยู่ในพื้นที่เหล่านี้ได้ และเยียวยาคนได้จริงๆ วันหนึ่งถ้ามีโอกาสก็อยากทำเฟสติวัลที่เขาหลัก เพราะที่นี่มีเรื่องราวที่สวยมาก เป็นพระอาทิตย์ที่สวยที่สุดอีกแห่งในชีวิต เราอยากให้เมืองนี้เป็นอีกจุดหมายปลายทางของคนที่อยากมาพักใจ ในเมื่อผมเป็นเหมือนประชากรของเมืองนี้ ผมก็อยากเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเมืองให้เติบโตและแข็งแรงไปด้วย อีกอย่างที่กำลังพัฒนาและน่าจะได้เห็นกันภายในปีหน้าคือ คลาส Meditation ของเด็ก เพราะเด็กที่โตมาด้วยความบริสุทธิ์คือความท้าทาย ผมจะสอนยังไงให้เขาสนใจ และถ้าสอนได้ เด็กคนนี้จะมีจิตใจที่เข้มแข็ง เติบโตมาในสังคมได้อย่างง่ายดาย ผมเองก็พยายามทำการบ้านว่าจะสร้างโปรแกรมนี้ขึ้นมายังไง เพื่อทำให้เด็กสนใจ เข้าใจ Meditation และ Mindfulness”

“Soul Friend & Spiritual Garden คือคอมมูนิตี้ที่ healthy และ เติบโตไปด้วยกัน กัลยาณมิตรในความหมายของเราที่ไม่น่าเบื่อ สร้างสรรค์ และสนุก”

ทิ้งท้าย เชิญชวนชาว EQ

“ตั้งแต่ช่วงโควิด ที่นี่เติบโตไปอีกทิศทางหนึ่งเลย เพราะมีคนจากหลายพื้นที่ย้ายมาอาศัยอยู่และร่วมสร้างคอมมูนิตี้เยอะมาก ที่ผ่านมา คนอาจคุ้นชินกับการมาพักผ่อน แต่การมาเขาหลักก็สามารถมาเพื่อไม่ทำอะไรเลยก็ได้ มาเพื่ออยู่เฉยๆ ให้เวลากับตัวเอง จริงๆ แล้ว Soul Friend & Spiritual Garden จะเป็นอีกหนึ่งส่วนที่ช่วยเติมเต็มตรงนี้ให้ เมืองนี้น่ารัก คนน่ารัก ใครยังไม่เคยมาก็อยากให้ลองมา”

Processed with VSCO with 4 preset

ติดตาม Soul Friend & Spiritual Garden ได้ที่

Facebook: Soul Friend & Spiritual Garden