เผยตัวตนนิค สุปรีดา กับการเป็น Risk Taker แห่งวงการ Music Art & Fashion

“ถ้าชีวิตไม่ได้พบกับความเสี่ยงคงมาอยู่ในจุดนี้ไม่ได้”

ความเสี่ยงอาจเป็นอุปสรรคที่ทำให้ใครหลายคนไม่กล้าที่จะเดินไปต่อ แต่กับนิค สุปรีดา โสตะวงศ์ เจ้าพ่อโปรเจกต์แห่งวงการดนตรี ศิลปะ และสตรีทแฟชั่น ความเสี่ยงกลับเป็นจุดเริ่มต้นที่ผลักดันให้เขากล้าที่จะไล่ตามความฝันและลงมือทำออกมาจนเป็นรูปร่างในหลากหลายโปรเจกต์ จากคลับเล็กๆ ย่านทองหล่อ สู่แบรนด์เสื้อผ้า และล่าสุดกับการเป็นศิลปินหน้าใหม่ของวงการเพลง แน่นอนว่า EQ ไม่พลาดที่จะพาคนน่าทึ่งแบบนี้มาให้รู้จักกัน

แนะนำตัวตนของนิค

ผมเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่ชอบในดนตรี ศิลปะ และแฟชั่น และเอาความชอบของตัวเองมาต่อยอดเป็นธุรกิจ ผมเริ่มเป็นที่รู้จักจากการทำ BlaqLyte คลับที่เริ่มต้นจากการเป็นปาร์ตี้เล็กๆ ของคนชอบทำเพลง หลังจากนั้นก็ต่อยอดไปทำอาร์ต แกลอรี่ เริ่มมีเทศกาลดนตรีเป็นของตัวเองอย่าง Bangkok BLOCK PARTY ทำมีโอกาสได้ช่วยจัดอีเว้นท์ดนตรีและทำแบรนด์ดิ้งให้กับหลายคน ส่วนเรื่องแฟชั่นก็ทำแบรนด์ Auntys Haus เป็นเสื้อผ้าแนวสตรีทที่ได้ชวนเพื่อนต่างชาติมาคอลแลปส์กันในเมืองไทย เช่น แบรนด์ Pleasure, Chinatown Market ซึ่งตอนนี้ได้เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่อยู่ใน Hypebeast Store เว็บออนไลน์ระดับโลกแล้ว และตอนนี้ก็กำลังทำตลาดในวงการอีสปอร์ต (E-Sports) ด้วย โดยออกแบบและผลิตเสื้อผ้าให้กับทีม Becon Time และ Burrirum E-Sport นอกจากนั้นก็ได้ทำงานให้กับ Garena ประเทศไทย นำศิลปินไทย เช่น ตูน Bodyslam, โต้ง Twopee, Lazyloxy, UrboyTJ มาอยู่ในเกมเพื่อสร้างความน่าสนใจ

อะไรที่ทำให้เราลุกมาทำสิ่งต่างๆ มากขนาดนี้

“ด้วยความที่ผมเป็นเด็กไทยที่โตในอเมริกา เลยอยากเอาสิ่งที่ได้เรียนรู้หรือได้เห็นจากที่อื่นกลับมาพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ในเมืองไทย เพื่อให้คนอื่นมองว่าคนไทยก็มีอะไรเจ๋งๆ เหมือนกัน และก็อยากทำให้คนที่อยู่ใกล้ตัวผมรู้สึกแฮปปี้กับสิ่งที่ชอบ”

แพสชั่นของผมมีเท่านี้แหละ แต่การมาถึงจุดที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ได้มันเกินกว่าที่คาดคิดไว้เยอะมาก รู้สึกแฮปปี้นะ เพราะได้ทำในสิ่งที่ชอบและได้ทำให้ครอบครัวและทีมงานมีความสุขไปด้วย ซึ่งการได้ทำอะไรบางอย่างให้กับพวกเขา มันเป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้ผมมีแรงลุกขึ้นในทุกวัน 

ล่าสุดกับบทบาทเจ้าของค่ายเพลงและศิลปินหน้าใหม่

ในช่วงโควิด-19 ผมทำค่ายเพลง Blaq Lyte Digital ขึ้นมา เกิดจากความชอบฟังเพลงของตัวเอง แล้วชวนน้องๆ ที่รู้จักมาทำเพลงด้วยกัน มี BossaOnTheBeat เป็นโปรดิวเซอร์หลัก และผมก็เป็นนักร้องเองด้วยเฉยเลย (หัวเราะ) เป็นอะไรใหม่ๆ ที่ยังคงวนกลับมาหาความเป็นตัวเราเหมือนเดิม ทีมงานเราอยู่กันเป็นครอบครัวเล็กๆ ที่ต้องช่วยกันทำทุกอย่าง ตั้งแต่ทำเพลง ถ่ายโฟโต้ชู้ต และถ่ายทำ MV แต่ไปพาร์ทเนอร์ด้านการจัดจำหน่ายกับ Warner Music Thailand ส่วนศิลปินในค่ายจะค่อนข้างหลากหลาย  เช่น POSS เป็นศิลปินฮิปฮอป CoCo ทำเพลงป็อปอาร์แอนด์บี Mojosung มาในแนวเพลงป๊อป ใสๆ SixSummer มีทั้งร็อก อาร์แอนด์บี อัลเทอร์เนทีฟ Temp วงอินดี้ระดับแนวหน้าที่มาร่วมกับเราด้วย 

และผมใช้ชื่อว่า Motley Flower จะทำเพลงในสไตล์ที่คนรุ่นใหม่ฟังได้ คือมีกีตาร์โซโล่ และมีบีทเพลงที่ฟังง่ายแต่สนุก เพราะเราเริ่มทำเพลงช่วงโควิด การจะไปซ้อมในสตูดิโอมันทำไม่ได้ เลยต้องมาจับกีตาร์ทำกันเอง ถือเป็นเพลงอีกสไตล์หนึ่งที่ใหม่มากสำหรับผม ตอนนี้ปล่อยซิงเกิ้ลแรกไปแล้ว คือ FUNKY DOG’ และวันที่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมาพึ่งปล่อยซิงเกิ้ลที่สาม ชื่อเพลง REAL EYES feat. Pae Arak & Numcha 

Motley Flower ft. Pae Arak & Numcha – Real Eyes

ทำเพลงกับคนรุ่นใหม่

เด็กรุ่นใหม่ที่มาทำเพลงด้วยกันอายุแค่ 18 – 20 ต้นๆ ทำให้ผมได้มองดนตรีในอีกมุมมองหนึ่ง เพราะพวกเขาเรียนรู้และเติบโตมากับการทำเพลงด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ต่างกับยุคผมที่มันไม่มีอะไรพวกนี้ เลยทำให้เพลงออกมาในรูปแบบที่แตกต่าง เด็กรุ่นใหม่ทุกวันนี้เขามีไอเดียอะไรบางอย่างที่เรามักจะคาดไม่ถึงนะ ผมก็ตามทันบ้างไม่ทันบ้าง แต่คิดว่ามันน่าสนใจดี ซึ่งก่อนจะมาทำงานด้วยกันผมก็จะชวนกันไปแฮงค์เอาท์ก่อน เพื่อดูนิสัยใจคอ เชื่อไหมว่าแค่ครั้งแรกก็คลิกกันหมดแล้ว น้องๆ มีแพสชั่นกับสิ่งที่เขาอยากทำแล้วก็ไม่ได้มีอีโก้อะไรเลย รู้สึกดีใจที่ทำงานด้วยกันได้ มีอะไรก็ช่วยเหลือกัน มันเป็นคอมมูนิตี้ที่ผมอยากมี 

“การทำค่ายเพลงมันไม่ได้ง่ายเพราะต้องลงทุนตลอด กว่าจะได้รายได้มันยาก แต่พอเห็นน้องๆ แฮปปี้ ก็เลยโอเคที่จะไปต่อ”

นิคกับการเป็น Risk Taker

ผมค่อนข้างรู้ตัวเองว่าเป็น Risk Taker ค่อนข้างสูง เพราะกว่าจะมาอยู่ในจุดนี้ได้เรียกได้ว่าเสี่ยงทุกอย่างเลยครับ ตอนทำไปก็ไม่รู้เลยว่ามันจะเวิร์คหรือเปล่า อย่างตอนทำอีเว้นท์ดนตรีครั้งแรกแทบไม่มีคนมาดูเลย ก็เจ๊งไปตามระเบียบ แต่ผมก็ไม่ท้อ ลุกขึ้นมาทำต่อ เพราะถือคติว่าต้องทำต่อไป จะท้อไม่ได้ ไม่ลองไม่รู้ ผมเป็นคนแบบนั้นครับ แล้ววันนี้ทุกอย่างที่ผมทำมันเติบโตไปมากกว่าที่คิด โตไปโดยที่ไม่รู้จะเรียกว่าโชคดีหรืออะไร แต่ผมรู้สึกดีที่จากคนทำอะไรเล็กๆ คนเดียว ได้กลายเป็น something ที่มีทีมงานเข้ามาอยู่กับผม

“คนเรามีครีเอทีฟอยู่ในตัวอยู่แล้ว ถ้าอยากทำอะไรก็ทำไปเลย ไม่ต้องกลัว แค่ลองทำดู ถ้าผิดพลาดก็แค่เริ่มใหม่ และพยายามพัฒนาให้มันดีขึ้น อย่าไปยอมแพ้ ชีวิตมันก็เท่านี้เองครับ”

จากวันแรกจนวันนี้ มองตัวเองเป็นยังไงบ้าง

เป็นคำถามที่สุดยอดมากครับ ถ้ามองกลับไปวันนั้น ผมเป็นแค่คนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย แค่อยากลองจัดปาร์ตี้ดู อยากทำให้ทุกคนแฮปปี้ ผมมองแค่นั้นเลย ไม่เคยตั้งเป้าหมายใหญ่ พอมาถึงวันนี้มันทำให้ผมเหมือนได้เจอกับโลกใหม่ที่น่าสนใจ แต่ผมก็ยังไม่ได้มองว่าตัวเองประสบความสำเร็จหรืออะไรหรอกนะ ยังรู้สึกว่า along way to go มีอะไรต้องเรียนรู้อีกเยอะ มันยังไม่มีคำว่าสิ้นสุด พูดตรงๆ เลยว่าทุกวันนี้ตอนทำงานก็ยังมีปัญหาให้ต้องตามแก้อยู่ตลอด แต่มันก็สนุกดี 

เป้าหมายชีวิตหลังจากนี้

ผมไม่เคยมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่อะไรเลยครับ ทุกวันนี้มองแบบ Day By Day เลย แค่ขอให้น้องๆ ทุกคนในออฟฟิศอยู่กันแบบแฮปปี้ และขอให้ทุกสิ่งที่ทำมันค่อยๆ โตขึ้นไปในทางที่ดี โดยที่เราไม่สูญเสียความเป็นตัวเองก็พอ เพราะผมชอบความเติบโตแบบธรรมชาติ ให้เรายังได้เป็นทีมเล็ก ๆ ที่ทำงานสนุก ใกล้ชิดกันดี และโฟกัสในเรื่องคุณภาพมากกว่าปริมาณ ไม่ว่าอนาคตจะมีงานเล็กหรือใหญ่เข้ามา คุณภาพทุกอย่างต้องดีเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง แต่ยอมรับว่าช่วงโควิดได้ทำให้ผมเห็นความจริงว่าคนน่ะมันจะตายตอนไหนก็ได้ เลยทำให้แผนงานหลังจากนี้เปลี่ยนไป นอกจากทำค่ายเพลงแล้ว ก็มีเปลี่ยนธุรกิจทุกอย่างไปเป็นออนไลน์ทั้งหมด อย่างเสื้อผ้าเราก็ทำตลาดออนไลน์ในต่างประเทศมากขึ้น ไม่ได้มองแค่ในไทยอย่างเดียว และหันไปลุยตลาดอีสปอร์ตที่กำลังเป็นเทรนด์ในประเทศ มันเป็น New Normal ที่ไม่รู้ว่ามันจะกลับไปเป็นปกติเหมือนเดิมหรือเปล่า แต่จะปล่อยผ่านเฉยๆ ไม่ได้ เราต้องปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่มันเกิดขึ้น

ถ้าให้เลือกเพลงที่ใช่กับชีวิต

ต้องเพลง Every morning ของวง Sugar ray เลย ผมเคยฟังในวิทยุตอนเด็กๆ รู้สึกว่าเพลงนี้มันทำให้คนอยากตื่นขึ้นมาฟัง และทุกวันนี้ผมก็ยังฟังอยู่นะ ร้องได้ทั้งเพลง มันให้ความรู้สึกว่า ก็ Every Morning นะ เรายังมีชีวิตอยู่

ติดตามและอัพเดตข่าวสารได้ที่ Motley Flower

Blaq Lyte, Blaq Lyte Digital, Auntys Haus