ดีไซน์เนอร์สัญชาติไทยคนแรกของ Louis Vuitton Paris

Switch Language: English

ถ้าจะพูดถึงดีไซน์เนอร์เก่งๆ ในเมืองไทยก็ต้องขอยืมนิ้วเพื่อนอีกสิบกว่าชีวิตมาช่วยนับ เรื่องฝีมือการออกแบบแต่ละคนก็ไม่เป็นรองต่างชาติเลยแม้แต่น้อย ไหนๆ วันนี้ก็เกริ่นเรื่องดีไซน์เนอร์แล้ว เราอยากให้คุณได้รู้จักกับดีไซน์เนอร์อีกหนึ่งคนของเมืองไทย ที่ดังไกลระดับโลก ตั้งแต่เริ่มฝึกงานกับ Alexander Wang จนได้มาทำงานกับ BOYY Bag และล่าสุดกับ Louis Vuitton ที่ท้าทายความสามารถของเธอคนนี้ มิ้น – อาภาณัฐ โอสถสงเคราะห์

การเรียนจบจบคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ศิลปากร ไม่จำเป็นว่าคุณต้องอยู่กับการปั้นและวาดรูปเสมอไป แต่มันเป็นตัวช่วยชั้นดีที่ทำให้เธอเริ่มเดินทางในสายดีไซน์หลังจากเรียนจบ  มิ้นคือคนไทยคนแรกที่ได้ร่วมงานกับแบรนด์ระดับโลกในฐานะดีไซน์เนอร์ของ Louis Vuitton เรื่องนี้ไม่ใช่เพราะโชคช่วย หรือการบนบานศาลกล่าว แต่มันคือเรื่องของฝีมือล้วนๆที่ทำให้เด็กคนหนึ่งลาออกจากงานประจำ เพื่อทำตามฝันที่อยากมีแบรนด์กระเป๋าเป็นของตัวเอง ตัดสินใจเซ็นต์สัญญาเข้ามาทำงานอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสคนเดียวเป็นเวลากว่า 1 ปีแล้ว

จุดเริ่มต้นของการเป็นดีไซน์เนอร์

“จริงๆ แล้วถ้าจะให้พูดถึงความสนใจในการออกแบบ น่าจะเริ่มมาตั้งแต่ตอนเราอยู่มัธยม เราเริ่มสะสมรองเท้าและกระเป๋ามือสองเยอะมาก หลังเลิกเรียนก็นั่งเรือไปวังหลัง ไปคุ้ยหาแบบรองเท้าที่น่าสนใจ แต่ด้วยความสุดโต่งตอนนั้นที่อินกับ Conceptual Art มาก เลยตัดสินใจสอบเข้าจิตรกรรมฯ  พอเรียนมาได้สักปีสาม เหมือนพอเรามาสังเกตตัวเองดีๆ ก็พบว่าสมุดสเก็ตมีแต่รูปรองเท้า (หัวเราะ) เลยเริ่มพยายามสะสมผลงานเพื่อส่งไปฝึกงาน เพราะเรารู้ว่าถ้าอยากทำงานในสายนี้แต่ไม่มีประสบการ์ณเลยคงยาก เราไม่ได้เรียนแฟชั่นมาโดยตรง ทางที่จะไปคงต้องเริ่มจากหาประสบการณ์จากการฝึกงานก่อน”

การทำงานที่ผ่านมา รวมไปถึงผลงานการออกแบบ

“หลังจากที่เริ่มสะสมพอร์ตมาได้ระยะนึง เราก็ส่งอีเมล์ไปทั่วไปหาแบรนด์ที่เราชอบ น่าจะส่งไปเกือบ 20 ที่ได้ จนมี HR ที่ Alexander Wang นิวยอร์กตอบรับกลับมา จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้เราได้เข้าไปฝึกงานในทีมรองเท้า 6 เดือน ซึ่งเราค่อนข้างโชคดีที่ประสบการณ์ทำงานที่แรกค่อนข้างเป็นที่ประทับใจและเป็น Paid Internship ทีมรองเท้าที่นู้นเป็นทีมที่ค่อนข้างเล็กมีแค่ 3 คนในทีม เราเลยค่อนข้างได้ใกล้ชิด และเห็นขบวนการทำงานทุกอย่าง หลังจากฝึกงานจบที่นิวยอร์ก เรารู้สึกว่าประสบการณ์ทางด้านแฟชั่นเราก็ยังน้อยนิดอยู่จริงๆ เพื่อนเราหลายคนที่เรียนแฟชั่นที่ต่างประเทศ ส่วนใหญ่เค้าก็จะมี Placement Year ให้หาประสบการณ์ฝึกงานประมาณปีนึง ซึ่งเราว่ามันเป็นเรื่องที่ดีมากนะ ไม่ว่าประสบการณ์มันจะประทับใจหรือไม่ มันก็เป็นการได้เรียนรู้อย่างหนึ่ง เหมือนกับที่หลังจากนั้นเราได้ไปฝึกงานที่ Yang Li ลอนดอน เป็นแบรนด์ที่สตูดิโอเล็กมาก มีคนทำงานจริงๆ อยู่ประมาณ 5 คน เด็กฝึกงาน 7 คน ซึ่งเรายื่นไปขอฝึกงานแค่รองเท้า แต่เนื่องด้วยแบรนด์มันเล็กมาก เค้าก็ขอให้เราช่วยทำทุกอย่าง Womenswear, Menswear และ Accessories ซึ่งเราก็ทำเป็นบ้างไม่เป็นบ้าง แต่มันก็ดีที่เราได้ลองทำอะไรใหม่ๆ หลังจากจบจากฝึกงานที่นั้นมาก็ได้กลับมาไทย และมาทำงานเป็นดีไซน์เนอร์ที่ BOYY ค่ะ”

เล่าถึงการเริ่มงานกับ LV ให้ฟังหน่อยว่าทำไมถึงได้เข้าทำงานที่นี่

“เราทำงานที่ BOYY มาได้ประมาณ 3 ปี แต่ด้วยลึกๆ แล้วเรามีความฝันอยากทำแบรนด์ของตัวเองมาตลอด พออายุใกล้เลขสามเข้าไปทุกที ก็เริ่มกลัวตัวเองจะหมดไฟ เลยตัดสินใจออกจาก BOYY ประมาณเดือนสุดท้ายของการทำงานที่ BOYY เรากำลังขับรถกลับบ้าน พี่ที่เป็น head designer เค้าก็พิมพ์มาหาว่าเพื่อนเค้าทำงานอยู่ LV เค้าหาคนมานานแล้วยังไม่ได้ เราสนใจอยากลองสมัครไหม ตอนนั้นพูดตรงๆ ก็มีทั้งความตื่นเต้นผสมกับความไม่แน่ใจ เพราะเราออกมาเพื่ออยากเริ่มของตัวเอง แต่อีกใจนึงก็รู้สึกว่า โอกาสแบบนี้คงไม่ได้มีมาอีก เลยตัดสินใจลองดู และด้วยความบังเอิญที่เราจองตั๋วกลับไปเที่ยวนิวยอร์กหลังออกจากงาน ประจวบเหมาะกับตัวซีเนียร์ดีไซน์เนอร์ ของ LV เค้าอยู่ที่นั่นพอดีเลยได้สัมภาษณ์กับเค้าและเป็นจุดเริ่มต้นของการได้มาทำงานที่ LV ค่ะ”

ผลงานกับ LV คืออะไร รวมไปถึงวิธีการทำงานกับทีมดีไซน์เนอร์ต่างประเทศ

“ทำงานที่ LV เราเป็นดีไซน์เนอร์กระเป๋าผู้หญิงซึ่งงานหลักคือกระเป๋า Commercial และมีช่วยเสนอไอเดียให้กับ Runway บ้าง แต่เนื่องด้วยกระเป๋าเป็นสินค้าหลักของแบรนด์ ทีมกระเป๋ามีหลายทีม ดีไซน์เนอร์แต่ละคนในทีมค่อนข้างทำงานกันอย่างอิสระ เริ่มจากดีไซน์จากตัวเอง พัฒนาดีไซน์จนไปถึงกระเป๋าก่อนวางขาย ซึ่งดีไซน์เนอร์แต่ละคนก็รับผิดชอบแบบของตัวเองไป ซึ่งเรามองว่ามันดีนะทุกอย่างคือเราคุมเองได้หมด ส่วนแผนกต่างๆ ที่มีต้องร่วมงานด้วยตลอดก็คือแผนกด้านอะไหล่ ช่างเย็บ แผนกหนัง แผนกผ้า และอื่นๆ”

อุปสรรคการทำงาน

“ถ้าจะมีจริงๆ ก็คงเรื่องเดียวคือภาษาฝรั่งเศส แต่ด้วยความโชคดีที่อยู่ทีมดีไซน์ ซึ่งคนในทีมใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักหมดจึงไม่มีปัญหา แต่รู้สึกเสียดายถ้าเราได้ภาษาฝรั่งเศสอีกภาษาการคุยงานกับแผนกอื่นคงง่ายขึ้น ซึ่งคนส่วนใหญ่เค้าก็พูดภาษาอังกฤษได้นะ แต่จะมีบ้างที่อาจจะสื่อสารยากหน่อย ซึ่งตอนนี้เราก็กำลังเรียนภาษาฝรั่งเศสอยู่ แต่คิดว่าอีกนานกว่าจะพูดได้”

การใช้ชีวิตและการทำงานในต่างประเทศช่วง COVID

“พูดตรงๆ เลยว่า ช่วง Lockdown เราค่อนข้างโชคดีมากที่มีงานทำ ไม่งั้นคิดว่าตัวเองคงเป็นบ้าได้ ตอนนั้นเพื่อนในทีมเราพักร้อนหมด เหลือเรากับหัวหน้าทำงานกับสองคนในช่วงเวลาสองเดือน เลยไม่มีเวลาได้หายใจเท่าไหร่ ตื่นมา Zoom ประชุม และนั่งทำงานทั้งวันจนเย็น ส่งของผ่าน messenger ซึ่งเราว่ามันสนุกไปอีกแบบ”

คิดว่าจะทำอะไรต่อจากนี้

“หลังจากออกจากที่ LV ก็คิดว่าอาจจะถึงเวลาสักทีที่เราควรจะเริ่มทำงานของตัวเองบ้าง แต่คิดว่าคงใช้เวลาค่อยๆ เริ่มไป ในขณะเดียวกันถ้ามีโอกาสอะไรเข้ามาอีก เราก็คงไม่ปิดโอกาสค่ะ”