“HempThai” จากเส้นใยกัญชง สู่นวัตกรรมเสื้อผ้าแบบออร์แกนิก

เสื้อผ้าที่เราสวมใส่กันอยู่ทุกวันนี้ ล้วนทำมาจากเส้นใยชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฝ้าย ไหม ขนสัตว์ ไปจนถึงเส้นใยสังเคราะห์ นำมาถักท้อเป็นผ้าผืน แต่ใครจะไปรู้ว่า ‘เส้นใยกัญชง’ เองก็มีคุณสมบัติโดดเด่นด้านความแข็งแรงทนทานที่มีมาก ถึงขั้นใช้จูงรถและเรือได้! ลองคิดดูว่าเส้นใยสุดถึกนี้ ได้กลายมาเป็นเสื้อผ้าให้เราสวมใส่ แถมยังเป็น sustainable product ที่คงอยู่ได้อีกหลายปี เหมาะกับไลฟ์สไตล์สายออร์แกนิก และยังสนับสนุนการรักษ์โลกอีกด้วย

แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงเส้นใยกัญชง เราก็ต้องนึกถึง HempThai หัวหอกของธุรกิจกัญชงในประเทศไทย ซึ่งเริ่มต้นมาจากอุดมการณ์อันหนักแน่นที่ว่าจะผลักดันสินค้าท้องถิ่นของไทยให้เป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลก ในวันนี้เราจึงมาพูดคุยกับคุณ อาทิตย์ ฤทธีราวี ผู้จัดการแบรนด์ HempThai ชายผู้ซึ่งรักษาอุดมการณ์และพัฒนานวัตกรรมกัญชงมานานกว่า 18 ปี

HempThai คืออะไร?

“HempThai ก็คือแบรนด์ที่สนับสนุนของไทยครับ เราเอาวัตถุดิบไทยที่มีประวัติศาสตร์ มีคุณสมบัติ แต่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก มาสร้างตัวตนให้มัน ต้องบอกก่อนว่าเราปลูกแบบระบบออร์แกนิกหมดเลยด้วย ต่อยอดจากความรู้ของชาวม้ง เราอยากนำเสนอความเป็น circular culture (วัฒนธรรมการผลิตแบบหมุนเวียน) ที่สามารถต่อยอดนวัตกรรมไปถึงระดับสากล”

จุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจกัญชง

“จริงๆ ทางครอบครัวมีพื้นฐานการทำธุรกิจของไทยและส่งออกอยู่แล้วครับ อย่างไม้ไผ่สาน หรือ ของใช้ในบ้าน โคมไฟทำจากไม้ไผ่ เราก็ใช้ตัวผ้ากัญชงมาเป็นส่วนประกอบการออกแบบ แต่ว่าเราไม่เคยทำผลิตภัณฑ์กัญชง 100% จริงจังอะไรขนาดนั้น แค่ไปแทรกกับของอย่างอื่นอีกที”

ทำไมถึงต้องเป็นเส้นใยกัญชง?

“หลักๆ ก็อยากโปรโมตของไทยครับ อย่างไหมของไทย ทั่วโลกก็รู้จักกัน แล้วมันก็เป็นของดีของบ้านเราด้วย ทำไมเราถึงไม่โปรโมตว่ากัญชงในไทยก็เป็นอีกหนึ่งของดี เราอยากให้วันหนึ่งต่างชาติเขาพูดกันว่า “เฮ้ย Hemp (กัญชง) ของไทย” เราก็คิดว่าจะต้องทำให้กัญชงของเราไปถึงระดับโลกให้ได้เพราะว่ามันมีจุดเด่นสูงมาก แต่แค่คนยังรู้จัก”

Starting point และความยากลำบากในตอนที่เริ่ม

“เมื่อประมาณ 18 ปีที่แล้ว ก่อนจะมาเป็น HempThai เราเป็นบริษัท DD Nature Craft ครับ เปิดมาเป็นธุรกิจครอบครัว ทำเกี่ยวกับพวกสิ่งทอแล้วก็ของในไทย ส่งออกตลาดเมืองนอกก็เยอะ ตอนนั้นเลยทำหลายอย่าง อย่างพวกชามไม้แกะสลัก ไม้ไผ่ เราก็ทำหมด กัญชงก็เป็นส่วนหนึ่งในนั้นครับ”

“พอเราหันมาทำเส้นใยกัญชง ก็ได้เห็นว่ามันมีคุณสมบัติเยอะมาก จากการที่ได้ไปคลุกคลีกับชาวเขาเผ่าม้งที่ปลูกต้นกัญชง เส้นใยมันจะดิบๆ สากๆ และมีคาแรคเตอร์เฉพาะตัวที่โดดเด่นมาก เราทำธุรกิจกับเขามาเรื่อยๆ โดยที่ไม่ได้รู้ว่าเป็นของที่ขึ้นชื่อขนาดนั้น จนวันหนึ่งการทำธุรกิจกัญชงทุกรูปแบบโดนตัดสินว่าเกี่ยวข้องกับสารเสพติดประเภท 5 แม้กระทั่งกับชาวม้งที่ปลูกเอาเส้นใยก็โดนไปด้วย ซึ่งกัญชงเนี่ย เปรียบเสมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เขานับถือ ซึ่งในตอนนั้นก็โดนทำลาย จึงทำอะไรต่อไม่ได้เลยครับ เผาทิ้งหมดเลย”

“เราก็เห็นใจเขา กัญชงมันไม่ใช่สารเสพติดนะ แล้วชาวม้งไม่เคยเอามาทำเป็นยาสูบเลย เขาแค่ทำเป็นเส้นใย แต่ก็ต้องมาโดนทำลายแบบนี้ กับการที่แค่โดนตรวจสอบว่าเป็นพืชที่เกี่ยวกับสารเสพติดประเภท 5 เราก็เลยลงไปช่วยเต็มตัวเลยคราวนี้ ดูว่ามันมีวิธีการแบ่งแยกไหม ต้องมี THC เท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าเป็นสารเสพติด แล้วก็เอามาตรวจสอบในแล็บของสถาบันสิ่งทอเลยครับ ว่าเส้นใยกัญชงมันมีข้อดี – ข้อเสียยังไง”

“ปรากฏว่าเส้นใยของมันแข็งแรงที่สุดในโลก สามารถจูงเรือหรือรถได้เลย ถ้าเราทำมันในลักษณะของเชือกถักใหญ่ๆ แล้วคุณสมบัติของเส้นใยกัญชงคือยิ่งโดนน้ำจะยิ่งเหนียว ยิ่งแข็งแรง มันเลยถูกเอาไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย คราวนี้พอเราศึกษาดีๆ ลองเอามาทำเป็นเส้นใยสิ่งทอ มันจะสามารถกัน UV ได้ถึง 95% ความร้อนทะลุผ่านไม่ได้ด้วย แล้วก็ยังมีคุณสมบัติต่อต้านแบคทีเรียและเชื้อราได้ คุณสมบัติพวกนี้มันน่าสนใจมาก ผมก็เลยคิดว่า เฮ้ย หรือเราจะทำกัญชงกันจริงๆ จังๆ ก็เลยเอาเข้าสถาบันสิ่งทอครับ จากภูมิปัญญาของชาวบ้านชาวเขาก็ถูกเอามาพัฒนาให้มันดีขึ้น”

“ของอื่นๆ อย่างเช่นผ้าไหม เราก็รู้สึกว่าเป็นของดีของไทยมานานแล้ว ถ้าเกิดว่าต่างชาติได้ยินคำว่าไหมไทย เขาก็รู้อยู่ว่าไหมเราดียังไง แต่จริงๆ แล้วของดีบ้านเราก็มีเส้นใยกัญชง ซึ่งไม่มีใครรู้จักเลย”

“นี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์ HempThai ประมาณปี 2007 เป็นแบรนด์หนึ่งในเครือของ DD Nature Craft ครับ ที่ทำเกี่ยวกับกัญชงอย่างเดียวเลย ทำในรูปแบบ circular culture ด้วยครับ คือการช่วยชาวม้ง คืนอาชีพให้เขา ส่งเสริมสินค้าท้องถิ่น แล้วก็ต่อยอดให้มันไปสู่ระดับสากล ฉีกออกจากแนวที่มันเป็นผ้าชาวบ้าน เราอยากจะไปไกลกว่านั้น และสุดท้ายรายรับของเราจะใช้พัฒนาชุมชนเกษตกรต่อไป ทั้งในเรื่องขององค์ความรู้ และเครื่องมือที่ใช้”

เสื้อผ้าเส้นใยกัญชง และโอกาสเติบโตในวงการแฟชั่น

“ตอนนี้กระแสมันกำลังมาแรงเลย แต่ก่อนยากมากที่จะทำยังไงให้คนรู้จัก เสื้อผ้าเส้นใยกัญชงนี่จะใช้ในงานประกวดซะส่วนใหญ่ครับ เพราะว่ามันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการดีไซน์ แค่ผ้าผืนเล็กๆ เอาไปเย็บแต่งให้เป็นไหมกัญชงบ้าง ผ้าฝ้ายบ้าง ไม่ค่อยมีใครใช้กัญชง 100% เพราะมันหายากด้วย ในวงการแฟชั่นทั่วไปเลยไม่ค่อยนิยมกัน” 

“เสื้อผ้าจากกัญชงนี่ไม่ใช่ fast fashion นะครับ มันเป็น slow fashion หมายถึงเป็นแฟชั่นที่ย่ำอยู่กับที่ไปเรื่อยๆ แต่อยู่ได้นาน 3-5 ปีก็ยังใส่ได้อยู่ เพราะมันมีความคลาสสิกเป็นคาแรคเตอร์อยู่ครับ ถ้าถามว่ามันมีโอกาสเติบโตสูงไหม ในช่วง 2-3 ปีนี้ตั้งแต่กฏหมายกัญชงออกมาว่าอนุมัติแล้ว พอมีสมาคมอะไรเกิดขึ้นมากมาย เส้นใยกัญชงก็บูมขึ้นมาก ซึ่งผมก็ไม่อยากให้มันเป็นแค่กระแสอย่างเดียวนะ ตอนนี้มันเหมือนการทดลองไปเรื่อยๆ มากกว่าว่าเส้นใยกัญชงเหมาะกับการทำอะไรที่สุด แต่ผมคิดว่ากัญชงในวงการแฟชั่นยังไปได้อีกไกล”

“อย่างปีนี้ สินค้ากัญชงของประเทศเราจะมีส่วนร่วมในงาน fashion week ที่อัมสเตอร์ดัมกับลอนดอนด้วย ก็จะมีการเอาผ้าไปโปรโมตที่นั่น ส่วนของประเทศไทยเองก็มีงานใหญ่ของกัญชงเมื่อต้นปีที่ผ่านมา จัดที่ EmQuartier กับหาดใหญ่ ก็ใช้เสื้อผ้าคอลเลคชั่นของเราในการเดินแบบกัน ฉีกออกจากมุมของสินค้าชาวบ้านอะไรแบบนี้ไปเลยครับ คือมันเป็นจังหวะที่ถูกต้อง หลังจากที่ปูทางกันมานาน”

“จากเมื่อก่อนคนพูดว่าทำมาทำไม ผ้ามันดูหมอง ดูทึม ขายก็แพง แต่ปัจจุบัน awareness ของคนมันไปทางเดียวกัน เขาได้รับรู้แล้วว่ามันมีมูลค่า ของก็เลยบูม”

“ตอนนี้ต่างชาติให้ความสนใจมาก อย่างจีนเองก็ทำกันแบบอุตสาหกรรมเท่านั้น แล้วเขาพยายามลดค่ากัญชงให้เป็นผ้าฝ้ายชนิดหนึ่ง ซึ่งมันไม่ใช่ มันมีคุณค่าในตัวของมันเอง พอเขาได้ศึกษา story line ว่าเราคุยกับชาวเขายังไง มีขั้นตอนการทำยังไง แล้วเป็นแบบออร์แกนิกทั้งหมด ก็เลยกลายเป็นว่าของเรามันดูมีราคาขึ้น จริงๆ แล้วผ้าของเราอยู่ในห้องสมุดของ LVMH ด้วย ซึ่งเราคิดว่ามันยังไปได้ไกล แค่ยังไม่ค่อยมีใครทำ”

อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในการทำธุรกิจกัญชงในไทย

“จริงๆ ต้องบอกว่า อุปสรรคมีหลายอย่างเลยครับ ต้องมีการจำแนกให้ชัดเจนว่าสายพันธุ์ไหนคือกัญชง สายพันธุ์ไหนคือกัญชา อนุญาตให้ทำได้ถึงเท่าไหร่ ในเชิงอย. หรือว่าสาธารณสุขเองก็ดี ต้องให้ความรู้กับคู่ค้า ควบคู่กันไปกับการรับรองตามกฎหมายของทางภาครัฐ หรือการคุมมาตรฐานของสินค้าวัตถุดิบให้คงที่ตลอด ทั้งกับฟาร์มเราเอง หรือกับเกษตรกรจากพื้นที่ต่างๆ ต้องไปพร้อมๆ กันหมดครับ”

“ในเรื่องของกฎหมาย ผมเข้าใจว่ามันเพิ่งเปิด มันยังใหม่อยู่ จริงๆ แล้วธุรกิจนี้ สามารถแบ่งแยกย่อยได้เป็นอีกหลายอย่าง จากต้นกัญชงต้นเดียวกันตั้งแต่ ราก, แกน, ใบ, เส้นใย และเมล็ด ถ้าแยกกันจริงๆ แล้ว ตัวใบกับดอกของมัน เราก็ไม่ได้ใช้ ส่วนต้นก็จะไม่ปล่อยให้ถึงขั้นออกดอก เราปลูก 3 เดือนก็โค่นต้นทิ้ง เอาเส้นใยมาใช้

ต้องแยกประเด็นของการปลูกเพื่อนำไปใช้ และประโยชน์ของแต่ละส่วนอย่างชัดเจน เราจะเหมารวม ห้ามเกษตรกร ห้ามฟาร์มปลูกเพราะมันเกี่ยวข้องกับยาเสพติด อันนี้ก็ดูจะมากเกินไป เพราะคนที่ต้องการใช้เส้นใยเพื่อทำสินค้าขายก็จะต้องหยุดไปด้วย ก็เลยต้องมีการแยกส่วนกันให้ดีกว่านี้ เพราะผมก็เข้าใจส่วนของคนออกกฎหมาย จะรู้ได้ยังไงว่าใครปลูกเอาดอก ปลูกเอาเส้นใย มันควบคุมค่อนข้างยาก ต้องรอดูว่าในอนาคตเขาจะออกกฎหมายยังไงมาบ้าง”

จุดแข็งของ HempThai

“จุดแข็งของเราก็คือสตอรี่ ประสบการณ์ แล้วก็นวัตกรรมครับ เพราะบริษัท HempThai กับ DD Nature Craft ได้รางวัลเยอะมาก เราเคยได้รางวัลอันดับ 2 ของนวัตกรรมยอดเยี่ยมแห่งปี นับว่าประสบความสำเร็จแล้ว ต้องขอบคุณองค์กร NIA THTI กับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเขาครับ ที่ดันเราให้ออกสินค้ามาในหลายๆ รูปแบบ บวกกับความอยากรู้อยากเห็นของเราด้วย ลองนำไปพัฒนาหลายๆ ทาง จนได้รางวัลนวัตกรรมสินค้ายอดเยี่ยมและอีกหลายๆ รางวัล จนกลายเป็นจุดแข็งของเรา”

“นอกจากนี้เราก็มีสินค้าต้นแบบของวัตถุดิบ 6 ชิ้น ที่อยู่ใน TCDC Connect เป็นห้องสมุดของผลิตภัณฑ์ที่ได้รางวัล Design Award ในแต่ละปี แล้วห้องสมุดนี้จะอยู่ใน 21 หัวเมืองใหญ่ของโลก มีที่หนึ่งอยู่ในกรุงเทพ ฯ ทำให้เราเป็นที่รู้จักมากขึ้น เวลาคนจะทำงานกับเรามันก็ง่ายขึ้น เพราะเขามองว่าเราทำนวัตกรรมเยอะ แล้วก็มีความรู้ เพราะเราปลูกจริง เป็นฟาร์มกัญชงเอาท์ดอร์แรกๆ ที่ออร์แกนิก”

ฟีดแบ็กจากผู้ใช้จริง

“เขาจะบอกว่าของเราแข็งแรงทนทาน ระบายอากาศ แล้วก็กันความร้อนดี ทุกอย่างดีหมด แต่เท่าที่ผมเห็น คนก็จะไม่ได้ใส่เสื้อผ้าเส้นใยกัญชงบ่อยขนาดนั้นอยู่ดีครับ เหมือนว่าใส่เป็นกิมมิค ซึ่งคงจะไม่ได้ใส่ตลอด เพราะสีของมันก็เป็น earth tone ด้วย แต่คนที่เป็นแฟนคลับ ชอบจริงๆ ก็จะใส่กัน”

ภาพของ HempThai ในอนาคต และสิ่งที่จะทำต่อไป

“พอกฎหมายเปิดเต็มรูปแบบ จากตอนแรกที่ HempThai เหมือนคนที่ไปช่วยชาวเขาในการพัฒนาเส้นใยและทำสิ่งทอให้มันดีขึ้นเฉยๆ ฟาร์มของเราก็จะไม่หยุดอยู่แค่กับเส้นใย ในส่วนของแกนต้นกัญชง ปีนี้เราสู้กับเรื่องของมาตรฐาน เพราะจะนำเข้าสู่อุตสาหกรรมให้ได้ แล้วก็พยายามสร้างนวัตกรรมให้มากที่สุดเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ใช้ต่อ ซึ่งเราจะได้เห็นบ้านทั้งหลังที่สร้างจากกัญชงภายในปีนี้ รอดูกันต่อไปครับ”

“ส่วนตัวเมล็ดกัญชงจากฟาร์มเรา มีการตรวจสอบคุณภาพแล้ว ในเรื่องของค่าโลหะหนักและสารอาหาร เพราะเราจะดันมันเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงเครื่องสำอาง ซึ่งจะมีการทำให้มาตรฐานสูงขึ้นในอนาคต แล้วเราก็จะพัฒนาวัตถุดิบอื่นๆ เพื่อต่อยอดเข้าสู่อุตสาหกรรมกัญชงอย่างเต็มรูปแบบครับ”

ติดตามและอัปเดตข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเสื้อผ้าและเส้นใยกัญชงทั้งหมดได้ที่ HempThai