“RAVIPA” หลักฐานของความมูฯ ที่ไม่เคยหาย แต่ความทันสมัยเข้ามาแทรก

ความเชื่อทางไสยศาสตร์หรือความมูเตลูอยู่คู่กับสังคมไทยมานานนับพันปี ถึงแม้วันนี้คนจะเชื่อในวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้กันมากขึ้น และการมีอยู่ของวัตถุมงคลแบบดั้งเดิมเหมือนจะค่อยๆ จางไป แต่ความจริงแล้วความเชื่อทั้งหลายแทบจะไม่ได้หายไปเลย แค่ถูกเปลี่ยนรูปแบบเท่านั้นเอง เพราะข้อจำกัดของยุคสมัยได้เปลี่ยนให้ความมูต้องเดินหน้าไปพร้อมความสวยงาม ดีไซน์ และภาพลักษณ์ส่วนบุคคล เลยทำให้เกิดทางเลือกใหม่ที่เรียกว่า “เครื่องประดับสายมู” แห่งศตวรรษที่ 21 ขึ้น

“เมื่อก่อนเราอยากใส่สร้อยพระมาก เพราะนับถือท่านและต้องการที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ อยากให้ท่านไปด้วยทุกที่ แต่การแต่งตัวและลักษณะการทำงานของเรา ถ้าใส่สร้อยพระก็จะแต่งตัวยาก จะใส่เชิ้ตหรือเสื้อเปิดไหล่ไม่ได้เลย และอาจโดนคนอื่นมองว่าแปลกและน่ากลัวเกินไป แต่ถ้าเราบูชาท่านไว้ที่หัวนอนเฉย ๆ ก็กลัวท่านจะไม่ตามเรามาด้วย เลยคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่าง”

นี่คือที่มาของคอลเลกชั่น REMINDER จากแบรนด์ RAVIPA ที่ สา – ธนิสา วีระศักดิ์ศรี เจ้าของแบรนด์ตั้งใจเล่าให้เราฟังว่าทำขึ้นจากความเข้าใจคนสายมูรุ่นใหม่จริงๆ และอยากให้เป็นสร้อยข้อมือสายมูจากคนมูสู่คนมูที่แท้จริง ซึ่งความตั้งใจนั้นก็ไม่เสียเปล่า เพราะหลังเปิดตัวได้ไม่นาน ความ Unique ที่ไม่ซ้ำใครนี้ ก็ได้รับกระแสตอบรับดีจนขึ้นแท่นแบรนด์เครื่องประดับสายมูที่ครองใจคนรุ่นใหม่ทั้งในและต่างประเทศไปแล้ว ที่แม้กระทั่งลิซ่า BLACKPINK ก็ยังใช้ 

งานทุกชิ้นต้องมีความหมาย

ถ้าคุณเป็นคนที่ชื่นชอบเครื่องประดับจากฝีมือดีไซเนอร์ไทย เชื่อว่าคงเคยได้ยินหรือรู้จักแบรนด์ RAVIPA กันมาบ้างแล้ว เพราะเปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2012 และเป็นเจ้าของรางวัล Design Excellence Award (DEmark) ปี 2019 ซึ่งคุณสาเล่าว่าสิ่งสำคัญที่ทำให้แบรนด์เติบโตมากในเวลาไม่ถึง 10 ปี เป็นเพราะเธอตั้งใจให้งานที่ออกแบบมาจากแรงบันดาลใจทุกชิ้นต้องมีความหมาย ต้องทำให้คนใช้งานมีพลังบวก และอยากส่งต่อความรู้สึกดีๆ ให้กัน

แต่ที่หันมาตีตลาดคนสายมูในช่วงโควิดด้วยคอลเลกชั่น REMINDER ก็เพราะเธอเองเติบโตมากับครอบครัวที่มีความเชื่อหลากหลาย ทั้งไหว้พระ ไหว้เจ้า เข้าวัดแขก และเดินสายทำบุญ ทำให้เธอเชื่อในพุทธศาสนาและพุทธคุณสายขาวเป็นที่สุด เลยอยากทำให้คนที่มีความเชื่อเหมือนกัน ได้รับสิ่งดีๆ ในช่วงนี้ และพาความเชื่อ ความหวัง และความโชคดีไปกับตัวเองได้ทุกที่ เธอจึงเอาความถนัดด้านดีไซน์มาผสมผสานกับความเชื่อ แล้วทำเป็นเครื่องประดับสายมูฉบับ RAVIPA ที่ใช้ได้จริงในทุกโอกาส ใส่แล้วไม่ถูกคนมองว่าแปลกหรือดูงมงายจนเกินไป เพราะเข้าใจว่าบางคนก็เป็นสายมูที่ไม่อยากให้คนรู้ว่ามู ซึ่งงานทุกชิ้นจะมีความหมาย ความเชื่อที่ต่างกันไป และผ่านกระบวนการปลุกเสกจริงๆ

ความเชื่อคือ…

สำหรับสาความเชื่อเหมือนการปักธงไว้ก่อน ถ้าเรามีความเชื่อก็จะมีความหวังตามมา อาจจะไม่ใช่ในแง่ของเรื่องสายมูอย่างเดียวก็ได้ เช่น ถ้าเราเชื่อว่าเราจะรวย มันก็จะมีแรงผลักดันให้ตัวเองทำงานหนักเพื่อให้รวยขึ้น แต่ถ้าเราไม่มีความเชื่อว่าตัวเองจะรวยได้ แน่นอนว่าเราก็คงไม่มีทางจะรวยได้

ความมูฯกับสังคมไทย

ความเชื่อหรือความมูต่างๆ มีอยู่มาอย่างนั้นนานแล้ว และถูกส่งต่อไปสู่ลูกหลานแบบที่แทบไม่รู้ตัวเลย จะเห็นว่าตั้งแต่เด็กเราก็ไหว้พระ ไหว้เจ้า ไหว้ศาล และเชื่อถือในสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจแล้ว โตมาก็ยังทำอยู่จนเป็นนิสัย และมันจะสืบทอดไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลานของเราอย่างนี้ต่อไป จนกลายเป็นวัฒนธรรมทางสังคมที่ไม่เคยจางหายไป แค่วันนี้มันอาจถูกทำให้ดูเข้ากับยุคสมัยมากขึ้น เป็นสร้อยข้อมือ เป็นเครื่องประดับที่ทุกคนกล้าใช้ในทุกวัน

ความท้าทายในการทำตลาดสายมูยุคใหม่

ความมูเป็นนามธรรม จับต้องไม่ได้ 100% ความท้าทายแรกสุดคือกลัวว่าคนจะไม่เชื่อเรา และคิดว่ามันหลอกหลวง แต่ตอนนี้ RAVIPA ก็เลยจุดที่คนจะสงสัยไปแล้ว เพราะเราทำให้หลายคนมีกำลังใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น ทำให้เขามีความหวัง และสร้างพลังบวกได้จริง ทำให้ตอนนี้มีคนมากมายที่เลือกใช้แบรนด์เรา เพราะเขาบอกต่อกันไปเอง 

“มีหลายครั้งที่แบรนด์ของเราได้เข้าไปเป็นสิ่งดีๆ ของคนคนหนึ่ง เช่น ทำให้เขามีโชค มีความมั่นใจ ได้งานใหม่ ทำให้แม่หายป่วย มีความหวัง และเปลี่ยนความคิดต่อชีวิตตัวเองใหม่ เลิกคิดฆ่าตัวตายไปเลยก็มี และด้วยความที่สาเป็นสายพุทธคุณ จะเชื่อในเรื่องการทำดีและบาปบุญมาก ก็จะให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์ ความจริงใจ และความทุ่มเทต่อลูกค้า ตลอดจนการทำความดี ส่งต่อสิ่งดีๆ ให้สังคม เพราะสินค้าของเราเป็นแฮนด์เมด จะมีการจ้างงานคนที่กำลังตกงาน และรายได้ส่วนหนึ่งจากการขายก็จะแบ่งไปทำบุญอยู่ตลอด ทั้งลูกค้าและแบรนด์นอกจากจะได้มูแล้วก็ยังได้ทำบุญไปด้วยกัน คิดว่าพลังบุญก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ทำให้คนเชื่อถือใน RAVIPA”

มูแต่พอดี VS งมงาย

สาเชื่อว่าคนเราเก่งอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเฮงและขยันทำงานด้วยถึงจะประสบความสำเร็จ อย่างตัวสาเองที่ตั้งทำตั้งใจทำงานหนักในทุกวัน มันก็ทำให้เราประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว บวกกับความมูของเราที่นับถือหลายอย่าง ก็ทำให้เราเฮงและดีขึ้นไปอีกสเต็ป แต่ถ้าวันนี้สาเลือกที่จะมูอย่างเดียว ทำบุญจนหมดตัว แล้วนอนอยู่บ้านเฉย ๆ ไม่ทำงาน แล้วหวังทรัพย์สินก้อนโต นั่นก็คงเรียกว่างมงาย เพราะไม่มีทางที่จะประสบความสำเร็จได้ หรือถ้าสาทำงานอย่างเดียวแต่ไม่มูเลย ก็คงจะไม่ประสบความสำเร็จเหมือนทุกวันนี้

ความมูไม่หายไป แค่เปลี่ยนหน้าตาเป็นเครื่องประดับ 

ด้านคุณน้ำ – กุลนิภา หนึ่งในคนรุ่นใหม่ที่ใช้สร้อยข้อมือสายมูของ RAVIPA ก็ได้ร่วมแชร์ความเห็นเกี่ยวกับความมูยุคใหม่ว่า ตัวเองเป็นสายมูอยู่แล้ว ชอบดูดวงทุกสำนัก ใครว่าที่ไหนดี ที่ไหนปังจะไปหมดเลย แต่จะไม่บูชาอะไรที่เป็นชิ้นใหญ่ เพราะชอบใช้เครื่องประดับชิ้นเล็ก เรียบง่าย ไม่เยอะ แต่ดูมีอะไร อย่างสร้อยข้อมือสายมูของ RAVIPA ก็เป็นชิ้นหนึ่งที่ใช้อยู่ ตั้งแต่ใส่มาก็รู้สึกได้ว่าหลายอย่างทั้งในตัวและรอบตัวดีขึ้น เพราะเหมือนมีมีสิ่งช่วยดึงสติ เราเลยมั่นใจมากขึ้น เข้มแข็งขึ้น และสบายใจมากขึ้น

“ความมูคือสิ่งที่สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นเหมือนกับศาสนา มีแนวคิดแตกต่างกันไปตามแต่ละกลุ่ม และสามารถเปลี่ยนหน้าตาเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยต่าง ๆ ได้ อย่างสร้อยข้อมือสายมู ก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าความมูไม่ได้หายไปเลย แค่เปลี่ยนภาพลักษณ์ไปจากเดิม ทำให้คนที่สวมใส่ดูเข้าถึงง่ายมากขึ้น ไม่ดูน่ากลัวเหมือนความคิดเก่าๆ ที่ฝั่งหัวเรามานาน และทำให้หลายคนยอมรับและเปิดใจให้ความมูได้มากขึ้นเยอะ” 

ถ้ามูแล้วไม่ขยันก็ไร้ความหมาย 

ส่วนคุณอุ๋ย – กมลวรรณ สาวออฟฟิศ เจน Y บอกกับเราว่า เธอไม่ใช่สายมูที่เชื่อไปหมดทุกอย่าง แต่จะเลือกเชื่อในสิ่งที่สนใจและได้ศึกษามาก่อนแล้วว่ามีความหมายอย่างไร ช่วยเสริมด้านไหนได้บ้าง และเหมาะกับตัวเองหรือเปล่า อย่างเครื่องประดับที่ใช้อยู่ตอนนี้ก็มีปี่เซียะกับด้ายแดงวัดหวังต้าเซียน และกำลังศึกษาสร้อยข้อมือของ RAVIPA อยู่ด้วย

“เครื่องประดับสายมูทำให้เราอุ่นใจมากขึ้นในระดับหนึ่งเลย เป็นที่พึ่งทางจิตใจ และบางครั้งก็ทำให้มีโชคลาภที่พอเป็นน้ำหล่อเลี้ยงใจได้บ้าง แต่ถ้าพกพาไว้กับตัวแล้วไม่ขยันทำมาหากิน เครื่องประดับก็จะมีไว้สวมใส่เพื่อความสวยงามเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งพิเศษ”

เครื่องประดับสายมูฯ คือสิ่งที่ยืนยันได้ดีว่าความมูเตลูไม่เคยจางหายไปจากสังคมไทย ถึงแม้วันนี้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะล้ำหน้าไปมากแค่ไหน ไม่มีใครบอกได้ว่ามันดีหรือไม่ดี แต่ตราบใดที่มนุษย์ยังมีอารมณ์ ความรู้สึก ความหวัง ความฝัน และความเชื่อ สิ่งยึดเหนี่ยวทางใจเหล่านี้ก็จะยังคงมีบทบาทสำคัญอยู่ และยากที่เทคโนโลยีสมัยใหม่จะเข้ามาทดแทนได้

ติดตามและเลือกความเชื่อในแบบที่เป็นคุณได้ที่ Ravipa, ravipajewelry

Website: www.ravipa.com

Line: @ravipajewelry