Space Cake & Weed Lollipop ของฝากกัญชายอดนิยมหรือไว้หลอกนักท่องเที่ยว 

หลายคนที่เดินทางมาเมืองอัมสเตอร์ดัมในประเทศเนเธอร์แลนด์ ส่วนหนึ่งก็คงต้องการมาลิ้มลองกัญชาสักครั้งในชีวิต แต่ทำไมพวก ‘Space Cake’ ขนมกัญชายอดฮิตที่ขายเกลื่อนดันกินแล้วไม่ลอย! เราไปตามค้นหาความจริงเพื่อเตรียมสำหรับทริปหน้าด้วยกันเลย

อัมสเตอร์ดัม นับว่าเป็นเมืองที่นำเสนอยาเสพติดและกามารมณ์ที่ถูกกฎหมาย ทั้งในทางตรงและทางอ้อม จึงขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่ง rite of passage ที่จะต้องมาให้ได้ สำหรับวัยรุ่นยุโรปหลายคนที่อายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ รวมไปถึงเป็นเมืองใน bucket list ของใครหลายคนที่จะต้องแวะมาเที่ยวก่อนตายเช่นเดียวกัน

ใครที่เคยมีโอกาสมาเที่ยวก็มักจะซื้อของฝากติดมือกลับไปให้เพื่อน ไม่ว่าจะเป็นขนม คุกกี้ ลูกอม ชา ช็อกโกแลต ฯลฯ แต่นอกจากจะไม่ยัมมี่แล้ว ยังไม่เมาอีกต่างหาก! 

ปัญหาเรื่องขนมหวาน/ของฝากเหล่านี้ เรียกได้ว่าทำกันเป็นขบวนการใหญ่ทั่วเมือง ถึงแม้ว่าหลายๆ ร้านจะไม่ได้โกหกเรื่องส่วนผสมกัญชา แต่กลับใช้ความการตลาดแยบยลมาเป็นแต้มต่อในการทำธุรกิจ

Space Cake หลอกให้คิดว่าลอย

นับตั้งแต่ออกจากสถานีรถไฟ Amsterdam Central จะไม่พลาดเห็นร้านพวกนี้ตามถนนและตรอกซอยเป็นอย่างแน่นอน จะมีป้ายติดประกาศอย่างโจ่งแจ้งว่ามี ‘ขนมกัญชา’ ไม่ว่าจะเป็นชา ช็อกโกแลต มัฟฟิน บราวนี่ ลูกอม ลอลลี่ป๊อป ฯลฯ

มีป้ายสีสันเชิญชวนให้ลอง แถมบอกถึงความแรงและความแฮปปี้ สามารถเลือกผลข้างเคียงที่ปรารถนาจากอ่อนไปถึงขั้นแรงมากจากร้าน tourist shop, tabacco store และ souvenirs shops

ธุรกิจเหล่านี้ขายขนมที่มีส่วนผสมหลักคือแป้งกัญชง (hemp flour) กลิ่นเทอร์ปีนปรุงแต่ง และไม่ได้มีส่วนผสมของ THC แต่อย่างใด 

นอกจากความผิดหวังในเรื่องนี้แล้ว มักจะถูกป้ายราคาที่แพงกว่า 10 ยูโร เมื่อเทียบกับขนมกัญชาที่ขายในร้าน coffeeshop ซึ่งมักจะเริ่มที่ราคา 7 ยูโรเท่านั้น และรับรองถึงความลอยได้

กัญชาเพื่อการแพทย์ในประเทศเนเธอร์แลนด์นั้นถูกกฎหมายมาตั้งแต่ปี 2003 ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่มีค่า THC ต่ำกว่า 0.05-0.2% และทำมาจากกัญชง สามารถขายได้อย่างถูกกฎหมายทั้งหน้าร้านและออนไลน์

สายเขียวมุ่งตรงไป Coffeeshop

หลายคนที่ต้องการเปิดโลกและลิ้มลองการเมากัญชาในอัมสเตอร์ดัมมักจะเลือกการกินขนมกัญชา (edibles) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการใช้กัญชาสำหรับมือใหม่หลายคน

อย่างที่รู้กันดีว่ากัญชาไม่ได้ถูกกฎหมายในเนเธอร์แลนด์ แต่ถูกยอมรับด้วยนโยบาย ‘Gedoogbeleid’ ที่ออกมาในช่วงปลายยุค 70’s เพื่อลดและควบคุมปริมาณการเข้าถึงยาเสพติดในสังคม ไม่ให้ประชาชนถลำลึกไปสู่ hard drugs อย่างเฮโรอีนและโคเคน

ใน Opium Act ที่ออกมาในปี 1976 ได้การแบ่งยาเสพติดออกเป็น soft drug และ hard drug ทำให้กัญชานั้นถูกจัดเข้าเป็นยาเสพติดแบบอ่อน และถูกยอมรับในด้านการใช้แบบสันทนาการได้ (ตามกฎระเบียบของรัฐบาล) 

เหล่าร้าน coffeeshop ถูกยอมรับจากนโยบายนี้ จึงได้เปิดบริการมาจนถึงปัจจุบัน

ร้าน coffeeshop มีให้เลือกกระจัดกระจายกว่า 168 ร้านทั่วเมือง ทั้งในย่าน Red Light District ออกไปจนถึงย่านพักอาศัยและชานเมือง มีการระบุชัดเจนว่าเป็นร้านที่ขายกัญชาด้วยสติ๊กเกอร์สีเขียวติดหน้าร้าน เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นธุรกิจที่มีใบอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ส่วนมากแล้วร้าน coffeeshop ก็จะมีตัวเลือกการสูบในรูปแบบของดอกกัญชา แฮช จ๊อยนท์ หรือ pre-rolled ทั้งแบบผสมบุหรี่และแบบเพียว 

รวมไปถึงขนมกัญชาที่เรียกแบบเหมารวมว่า space cake แต่ด้วยกฎหมายที่กึ่งเสรี ทำให้มีการควบคุมว่าขนมกัญชาที่วางขายจะต้องผ่านการอบร้อน ขนมกัญชาแท้ส่วนมากเป็นมัฟฟิน บราวนี่ และเค้กเสียส่วนใหญ่ (จึงไม่มีตัวเลือกของกัมมี่ ลูกอม หรือไอศครีมเป็นต้น)

ขนมกัญชามักจะมีความแรงอยู่ที่ระหว่าง 0.3-0.5 กรัมต่อชิ้นเท่านั้น (10-50mg) พร้อมคำแนะนำให้เริ่มที่หนึ่งชิ้น โดยรับประทานทีละครึ่งและรอ 30-45 นาทีให้ออกฤทธิ์ 

อย่าลืมว่ากัญชาไม่ได้ถูกกฎหมายซะทีเดียวในประเทศเนเธอร์แลนด์

ในโลกที่เสรีกัญชาเริ่มเปิดมากยิ่งขึ้นแต่ความเข้าใจของมันยังถูกจำกัดไว้ รวมไปถึงการเลือกใช้คำที่คลุมเคลือจึงมีกลุ่มคนที่หาผลประโยชน์และสร้างธุรกิจจากตรงนี้ได้เป็นจำนวนมาก

ด้วยสถานะทางกฎหมายที่กึ่งถูกกึ่งผิด รวมไปถึงความรู้พื้นฐานของกัญชายังไม่ได้ถูกกระจายออกเท่าที่ควร อาจจะเป็นช่องโหว่แห่งความเข้าใจของผู้บริโภคที่มักจะถูกหลอกเพราะความคลุมเคลือของการอธิบายส่วนประกอบของต้นกัญชาและการออกฤทธิ์ที่หลายคนยังคงสับสน

คำแนะนำสำหรับคนที่ต้องการลิ้มลองประสบการณ์กัญชาอย่างแท้จริง

  • การเลี่ยงร้านที่โฆษณาเกินจริง

กัญชายังคงถูกจัดประเภทเป็นยาเสพติดอ่อน (softdrug) โดยการค้าขายจะมีข้อจำกัดอย่างเช่น ห้ามการโฆษณาอย่างเปิดเผย เพราะหากสังเกตดูดี  แล้วเหล่าร้าน coffeeshop จะไม่มีใบกัญชา หรือคำว่า weed, cannabis, high ติดประกาศเลย

  • หากต้องการซื้อสินค้า CBD ก็ควรเลือกเข้าร้านขายยา หรือเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ออนไลน์จากบริษัทที่มีการรับรองเรื่องส่วนผสม จะได้รับสินค้าคุณภาพที่ดีกว่าเป็นอย่างมาก
  • ควรซื้อขนมผสมกัญชาที่ร้าน coffeeshops ที่มีป้ายสีเขียว (coffeeshop) ติดอยู่หน้าร้าน

หากต้องการลองชิมขนมกัญชาอย่างแท้จริงก็คงต้องเป็นภายใต้กลุ่มของ ‘Amsterdam Genetics’ ที่หาได้จากร้านอย่าง Boerejongens, Coffeeshop Amsterdam, Tweede Kamer, และ Het Ballonnetje coffeeshops

เครือร้านที่อยู่ภายใต้ Amsterdam Genetics จะมีขนมกัญชาภายใต้ชื่อ spacetry (ออกเสียงเหมือนกับ pastry) ถูกปรุงแต่งจากเชฟระดับมิชลินสตาร์ เป็นการยกระดับขนมบราวนี่ที่คุ้นเคย ไปเป็นขนมหวานหรูหราอย่าง red velvet หรือ lemon cakebar มีการระบุถึงปริมาณกัญชาอย่างชัดเจนบนกล่อง รับรองว่ากินแล้วอารมณ์ดีเคลิ้มลอยเป็นอย่างแน่นอน

เมืองอัมสเตอร์ดัมเองก็มีของดีอีกมากมายนอกจากกัญชา ของฝากอย่างอื่นไม่ว่าจะเป็น stoopwaffle, ชีสหลากหลาย, เมล็ดพันธุ์ดอกทิวลิป ก็เป็นอีกไอเดียที่คนรับน่าจะดีใจไม่แพ้กัน

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าคุณจะเลือกปริ่มเปรมกับกัญชาแบบไหน ก็ควรหาความรู้ก่อนเดินทางและวางแผนการเลือกซื้อของฝากให้ดี จะได้ไม่ผิดหวังกัน