Amsterdam Coffeeshops – กัญชาสักมวนกับกาแฟสักแก้ว ที่อัมสเตอร์ดัม

Photo credit: I am Aileen

เมืองหลวงของประเทศเนเธอร์แลนด์และดินแดนแห่งเสรีภาพกัญชา ‘อัมสเตอร์ดัม’ ได้ปูแนวทางของ consumption lounge หรือพื้นที่สีเขียวที่สามารถไปนั่งสูบกัญชาได้ตั้งแต่ยุค 70’s 

เสรีภาพก่อนควัญกัญชา

ชาวดัตช์ให้ความสำคัญกับสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคลเป็นอย่างมาก เสียงของประชาชนในเวลานั้นจึงดังกว่ารัฐบาล หากมีการกระทำใดที่ไม่เหมาะสมในสายตาสังคม ก็สามารถทำให้เกิดการประท้วงให้ผู้ว่าลงจากตำแหน่งได้โดยเด็ดขาด

Photo credit: BYCS

ในระหว่างปี ค.ศ. 1964-1966 เป็นช่วงเวลาที่เห็นการเรียกร้องถึงประเด็นอย่างการสิทธิในการใช้จักรยานในเมือง การแบนยาเส้นบุหรี่ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การประนามสื่อที่ออกข่าวบิดเบือน ฯลฯ ที่ส่งผลให้ปัจจุบันอัมสเตอร์ดัมเป็นหนึ่งในเมืองสีเขียว (green city) ที่สุดในยุโรป และเป็นหนึ่งในเมืองที่เป็นมิตรกับ LGBTQ+ ที่สุดในโลก

ถึงแม้ว่ากลุ่มฮิปปี้จะเข้ามาพร้อมกับยาเสพติดอย่าง LSD และแฮช (hash) แต่อัมสเตอร์ดัมกลับพบปัญหาของเฮโรอีนระบาดอย่างหนักในช่วงศตวรรษที่ 60-70’s ทำให้นักศึกษาและเยาวชนหลายคนถูกจับพร้อมมีคดีติดตัว หมดสิทธิในสายอาชีพ ติดยา และเสพยาจนเสียชีวิตเป็นจำนวนไม่น้อยเช่นเดียวกัน ปัญหาในกลุ่มเยาวชนทำให้รัฐบาลดัตช์ลองทางเดินใหม่ในการแก้ปัญหา โดยมีการเปลี่ยนกฎหมาย Opium Act และการเสนอนโยบายยอมรับ รวมถึงยินยอม Gedoogbeleid

Photo credit: Trouw

กลยุทธ์ของชาวดัตช์ในการจัดการปัญหายาเสพติดระบาด คือการปรับเปลี่ยนทัศนคติด้วยแนวคิดแบบ harm reduction (ลดความรุนแรง) ที่พยายามเข้าใจธรรมชาติของผู้ใช้ยาเสพติด มากกว่ามองว่าเป็นปัญหาอาชญากรรมในสังคม

Green Space แห่งแรกของโลก

หลังจากการปรับกฎหมายและเสนอนโยบายใหม่ๆ ทางรัฐบาลดัตช์ก็ได้ประกาศว่ากัญชาไม่ใช่ปัญหา และมุ่งการจับกุมไปหากลุ่มผู้ใช้เฮโรอีนมากกว่า จุดนี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้มุมมองสังคมดัตช์ที่มีต่อกัญชาและกลุ่มคนใช้เปลี่ยนไป กัญชาถูกจัดประเภทเข้าเป็นหนึ่งในสารเสพติดไม่ร้ายแรง (soft drug) ไม่ต่างจากกาแฟ บุหรี่ หรือเบียร์

ในช่วงเวลานั้น กลุ่มฮิปปี้ที่มักจะร่วมตัวกันอยู่ตาม youth center ตามวงสนทนาดื่มชาก็มักจะสูบและใช้แฮช (ซึ่งเป็นที่นิยมมากกว่าช่อดอกในยุโรป) ไอเดียของจุดรวมตัวสังสรรค์เวลาสูบกัญชาจึงเกิดเป็น ‘ร้าน coffeeshop แรกในอัมสเตอร์ดัม’

หน้าร้าน Mellow Yellow ค.ศ. 1972 | Photo credit: Andere Tijden

‘Mellow Yellow’ ได้เปิดขึ้นในปี ค.ศ. 1972 โดยนาย ‘เวอร์นาร์ด เบรินนิ่ง’ (Wernard Bruining) ที่มองเห็นช่องทางการเปิดร้านกัญชา พร้อมกับความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ เหล่าบุปผาชน เวอร์นาร์ดให้คอนเซ็ปต์ร้านว่าเป็น ‘ร้านน้ำชา’ (tea house) ที่ทุกคนสามารถเข้ามานั่งดื่มชาและสูบแฮชได้ โดยมีการซื้อขายจากพนักงานที่นั่งเนียนๆ อยู่ด้วยกัน การที่ร้านที่ไม่มีบาร์ ไม่มีเมนู และไม่มีเอกสารการค้าใดๆ จึงสามารถเลี่ยงการจับกุมจากตำรวจมาได้หลายปี

Photo credit: Flickr

“เราเป็นแค่กลุ่มวัยรุ่นที่หาทางใช้ชีวิต หากัญชาดูด และเติมเต็มหน้าที่ของการแบ่งปันต่อไป ถ้าพูดถึงร้านที่ตั้งใจอย่างจริงจัง คงจะต้องเป็น Bulldog น่ะ” – Mellow Yellow พูดถึงการเป็นร้าน coffeeshop แห่งแรกของอัมสเตอร์ดัม

แต่น่าเสียดายที่กฎหมายที่ออกมาในปี ค.ศ. 2017 ได้จำกัดระยะบริเวณ 250 เมตรของการเปิดบริการ coffeeshop ใกล้สถาบันศึกษาและโรงเรียน ทำให้ Mellow Yellow ต้องปิดร้านไปอย่างถาวร

Consumption Lounge

Photo credit: Time Out

เหล่าร้าน coffeeshops ในตำนานที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ยุค 70’s ได้ตั้งมาตราฐานและบรรยากาศของร้านกัญชาในเมืองอัมสเตอร์ดัม อีกทั้งเป็นจุดเริ่มต้นของพื้นที่สีเขียวและการแลกเปลี่ยนกัญชาอย่างโปร่งใส

ถึงแม้ว่ากัญชาจะเป็นที่ยอมรับ แต่ก็ยังไม่มีกฎหมายมารองรับอยู่ดี คุณยังสามารถถูกจับในข้อหากัญชาได้หากมีการพกมากกว่า 30 กรัมหรือปลูกมากกว่า 5 ต้น และมีกฎบังคับที่รัฐบาลยื่นให้กับร้านคือ สามารถมีกัญชาในสต็อกได้ 500 กรัมต่อวัน และสามารถขายให้ลูกค้าได้เพียง 5 กรัมต่อคน โดยลูกค้าต้องมีอายุ 18-21 ปีขึ้นไป อีกทั้งเมนูภายในร้านควรมีชื่อสายพันธุ์ น้ำหนัก ราคา ฤทธิ์ ฯลฯ ระบุเอาไว้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังห้ามสูบบุหรี่หรือผสมยาเส้นกับกัญชาในร้าน (ผลบังคับจากการเปลี่ยนกฎในปี ค.ศ. 2008) เพราะทุกที่จะมี tobacco substitute ไว้ให้ใช้ผสมแทนยาเส้น

Photo credit: Mistersmoke

ร้านในตำนาน ‘The Bulldog No. 90’ ถือว่าเป็นร้าน coffeeshop ร้านแรกในช่วงปี ค.ศ. 1974-1975 ที่ผู้ก่อตั้ง ‘เฮงก์ เดอ วรีส’ (Henk de Vries) ตั้งใจสร้างร้านที่ผู้คนสามารถเข้ามานั่งสูบกัญชาในบรรยากาศเคล้าเสียงเพลงในพื้นที่สไตล์เลานจ์ พร้อมกับมีเมนูสายพันธุ์กัญชา ชา และกาแฟให้เลือก แถมยังมีโซฟาที่นั่งภายในร้าน 

Holland, Shangri La of Weed

หลังจากปี ค.ศ. 1976 และการเปลี่ยนกฎหมาย Opium Act กัญชากลายเป็นสิ่งที่ถูกยอมรับในสังคมดัตช์ไม่ต่างจากเหล้าแอลกอฮอล์ เมืองอัมสเตอร์ดัมได้กลายเป็นเส้นทางท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของสายเขียวนับตั้งแต่ต้นยุค 70’s และมีกัญชาลักลอบส่งมาจากทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็น hash จากอัฟกานิสถานและโมร็อกโก รวมไปถึงช่อดอกกัญชาแห้งจากแอฟริกาและอินโดนีเซีย นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์รวมสำคัญของการแลกเปลี่ยนข้อมูล เมล็ดพันธุ์ และการพัฒนาสายพันธุ์ โดยเฉพาะนักปลูกชาวอเมริกันและชาวดัตช์

Photo credit: The New York Times

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ตำรวจกำลังไล่ล่าจับกุมวงการกัญชาอย่างหนัก นักปลูกและ breeder อเมริกันหลายคนหนีความเสี่ยงในการถูกจับ และตัดสินใจย้ายไปอัมสเตอร์ดัมเป็นจำนวนมากเพื่อตามความฝันของตัวเอง ไม่เพียงแค่นั้น ชาวอเมริกันนำความรู้และสายพันธุ์ไฮบริดแบบใหม่ติดมาด้วย ไม่ว่าจะเป็น Skunk#1 และ Original Haze 

แต่ในช่วงแรก สายพันธุ์ใหม่พวกนี้กลับไม่ได้ถูกยอมรับในร้าน coffeeshops มากนัก เพราะตอนนั้นมีแฮชครองตลาดเป็นใหญ่ และช่อดอกที่ทุกคนคุ้นเคยก็มักจะแห้งกรอบ ไม่มีใครให้ความสนใจกับช่อดอกกัญชาที่กลิ่นแรงเหมือนเยี่ยวแมว แต่ไม่นานหลังจากร้านกัญชาได้เข้ายุค 80-90’s ก็เริ่มมีการพัฒนา ผสมสายพันธุ์ และเปลี่ยนแปลงในเรื่องของเมนูสายพันธุ์หลากหลาย คุณภาพช่อดอกและฤทธิ์ความแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ตำนาน Skunk#1

Photo credit: Bloomberg

คุณภาพของกัญชาโลก (โดยเฉพาะการร่วมงานระหว่างนักปลูกชาวอเมริกันและดัตช์) มีความก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัดผ่านการแข่งขันของนิตยสารอเมริกัน ‘High Times’ ภายในงาน ‘High Times Cannabis Cup’ มีการจัดลำดับประเภทสายพันธุ์ ตั้งมาตรฐานการแบ่งเกรดดอก รวมไปถึงการขายเมล็ดพันธุ์บนปกหลังของนิตยสารให้กับผู้อ่านอีกด้วย

Photo credit: Amazon

การแข่งขัน High Times Cannabis Cup เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1988 และมักจะจัดในเดือนพฤศจิกาของทุกปี เป็นโอกาสที่ร้านกัญชาจะสามารถนำของมาโชว์ และสร้างชื่อเสียงให้กับผลงานของตัวเอง ผู้ชนะในครั้งแรกก็คือ ‘แซม สกั๊งค์แมน’ (Sam Skunkman – ภายใต้ชื่อ Cultivators Choice) กับสายพันธุ์ Skunk#1 ที่ดังในฝั่งแคลิฟอร์เนียมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1977

เป็นเวลากว่า 30 ปีของการแข่งขันจนกระทั่งปี ค.ศ. 2014 หลังจากที่มีเสรีกัญชาในประเทศอื่นๆ รวมไปถึงในสหรัฐฯ ที่เดินทางสะดวกและอากาศเป็นใจกว่า ทำให้จบตำนานของงาน Cannabis Cup ไปโดยปริยาย

ปัญหาและอนาคตของ Coffeeshops

นับตั้งแต่วันที่กัญชาถูกจัดเป็นสารเสพติดไม่ร้ายแรง และถูกยอมรับในสังคมตั้งแต่ในปี ค.ศ. 1976 ก็ไม่มีการออกระเบียบหรือร่างกฎหมายที่จะทำให้การค้ากัญชาเป็นไปอย่างโปร่งใสแต่อย่างใด ทุกคนในวงการธุรกิจกัญชาดัตช์ต่างก็เรียกร้องให้รัฐเข้ามาทำให้มีระบบการค้าและเสียภาษีชัดเจน เพราะพบกับการจับกุมและปัญหาหลังบ้าน (backdoor problem) ที่ไม่มีระบบหรือกฎหมายควบคุมด้านการปลูกหรือขายส่งให้กับร้าน

Photo credit: Amsterdam Red Light District Tours

ยิ่งผู้ว่าปัจจุบันของอัมสเตอร์ดัม ‘เฟมเก ฮาลส์มา’ (Femke Halsema) ตั้งใจออกมาตราการใหม่เพื่อลดสิทธิ์ของกัญชา อีกทั้งผลักดันกฎระเบียบใหม่ที่จะไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการร้าน coffeeshops เพื่อควบคุมเครือข่ายอาชญากรรมที่กำลังก่อตัวอยู่ในตลาดใต้ดิน

สถานการณ์ของร้าน coffeeshops และอนาคตเสรีกัญชาอย่างเต็มตัวอาจจะดูไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ แม้ว่าเส้นทางของเสรีกัญชานั้นกำลังเดินหน้าในประเทศอย่างสหรัฐฯ และประเทศไทย ประเทศเนเธอร์แลนด์ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะเคลื่อนไหวตาม

Dutch Social Institute

การเรียกร้านกัญชาว่า coffeeshops เป็นวิธีการที่คนดัตช์จะสร้างบรรยากาศห้องนั่งเล่น (living room atmosphere) ที่คนอื่นสามารถเข้ามาพักผ่อน และสูบกัญชาไปพร้อมกับดื่มชาร้อนหรือกาแฟได้ ไม่ว่าจะเป็นเวลาไหนของวันก็ตาม

กว่า 50 ปีที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ได้เปิดรับ coffeeshops เข้าสู่วัฒนธรรมชีวิตของขาวดัตช์ การสังสรรค์และการเข้าร้านสูบกัญชาก็ไม่ต่างจากการเลิกงานแล้วเข้าบาร์ไปดื่มสักแก้วก่อนกลับบ้าน ประชาชนดัตช์เห็นว่าการเลือกใช้กัญชาไม่ควรเป็นสิ่งที่ตัดสินศีลธรรมของมนุษย์คนหนึ่ง

อาจจะไม่ใช่แค่เพียงบราวนี่กัญชา space cake หรือดอกสายพันธุ์หลากหลายที่ทำให้อัมสเตอร์ดัมพิเศษกว่าที่อื่น แต่เพราะมันคือสถานที่ที่ทุกคนสามารถมานั่งสูบได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องกลัวกฎหมาย เป็นเมืองใน bucket list ที่สายเขียวต่างสัญญากันว่าสักวันหนึ่งจะต้องมาสูบกัญชาด้วยกันที่เมืองนี้ให้ได้

อ้างอิง

  • Amsterdam’s Coffeeshop Culture, Dismas Barbito
  • The History of The Mafia in Amsterdam, Steven Brown