Cannabis Edible: เชื่อพี่ มันทานได้ แต่อย่าทานเยอะ 

Photo credit: SciTech Daily

ช่วงนี้หลายคนคงได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับกัญชาที่นำมาผสมในอาหารและเครื่องดื่ม ด้วยความตั้งใจ จงใจ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผู้ประกอบการหลายๆ คน จนเป็นข่าวรายงานอาการต่างๆ ออกมาอยู่เนืองๆ ก็เป็นอีกหนึ่งด้านของกัญชาเมื่อมีการเปิดเสรี แต่กลับขาดมาตรการควบคุมจากทางรัฐ 

สำหรับกัญชาที่มาในรูปแบบของส่วนผสมในอาหารนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งจะเกิดขึ้น ตลอดประวัติศาตร์อันยาวนานของมนุษย์นั้น เราได้ผสมกัญชามาตั้งแต่อาหารอินเดีย จนถึงบราวนี่ในอเมริกา จนพัฒนามาถึงการสกัดสาร THC และ CBD ออกมาในรูปแบบเข้มข้น ผสมในขนม เยลลี่ ช็อกโกแลต ซอสปรุงรส เนย หรือจะเป็นสารพัดเครื่องปรุง และอีกหลากหลายเมนูตั้งแต่สตรีทฟู้ดจนไปถึง fine dining 

WEED & QUEER – จากยาเสพติด สู่ยารักษา ผ่านการเคลื่อนไหวของ LGBTQ+

มือใหม่หัดทาน 

แม้ว่ากัญชาแบบกินจะใช้เวลาดูดซึมนานกว่าการสูบ เพราะโดยปกติแล้วร่างกายเราใช้เวลาประมาณ 30 นาที ถึง 2 ชั่วโมง กว่าที่จะดูดซึมกัญชาผ่านระบบย่อยอาหารและเข้าสู่กระแสเลือด และจะออกฤทธิ์ไปเรื่อยๆ จนถึงจุดสูงสุด ขึ้นอยู่กับปริมาณที่บริโภคเข้าไป แต่ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับระบบร่างกายของแต่ละคน

Photo credit: Alchimia

สำหรับคนที่สนใจกัญชาในรูปแบบทาน ข้อสำคัญที่ต้องพึงนึกในใจเสมอคือ “เริ่มทานอย่างช้าๆ และช้าลงเรื่อยๆ” เราจึงได้นำตัวอย่างคำแนะนำการทานจาก Weedmaps ที่คิดว่าน่าสนใจและจะเป็นประโยชน์กับมือใหม่

1. ให้ทานทั้ง THC และ CBD

2. เริ่มต้นด้วย THC ปริมาณ 2 มิลลิกรัม หรือน้อยกว่านั้น 

3. เลือกอาหารที่แจ้งแบบชัดเจนว่าผสมมาในปริมาณเท่าไหร่

4. รออย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนที่จะบริโภคต่อ

กิน สูบ – ต่างกันอย่างไร 

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า การสูบหรือทำให้เป็นไอนั้น แม้ว่าจะออกฤทธิ์ไว แต่จะคงผลกระทบไว้เพียงแค่ 3 – 4 ชั่วโมง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทดลองในระยะสั้นๆ แต่ด้วยวิธีการสูบก็ทำให้มีผลกระทบต่อปอดและทางเดินหายใจได้ ส่วนของการกินนั้นถึงแม้ว่าจะออกฤทธิ์ช้า แต่เมื่อออกฤทธิ์แล้วจะให้ประสิทธิภาพที่ยาวนานกว่า เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการเรื้อรังและนอนไม่หลับ เพราะฉะนั้น การเลือกใช้คงต้องขึ้นอยู่กับจุดประสงค์และความต้องการของแต่ละบุคคล

Photo credit: Royal Queen Seeds

การ Overdose และที่มาของกัญชาที่ไม่ชัดเจน

จากที่ได้เลื่อนดูร้านเยลลี่กัญชาออนไลน์มาระยะหนึ่ง เราได้เห็นความอันตรายภายใต้ความไม่รู้หรือจะเป็นความประมาทของทั้งผู้ผลิต ในการขายเยลลี่กัญชา แต่กลับไม่บ่งบอกปริมาณสาร THC ที่อยู่ภายในตัวเยลลี่ หรือบอกแต่เป็นการบอกตัวเลขรวมที่ทำให้ดูเยอะเอาไว้ก่อน ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถทราบได้เลยว่าในการกินแต่ละชิ้นได้รับปริมาณไปเท่าไหร่และควรจำกัดการทานกี่ชิ้นต่อครั้ง หรือในบางรายที่เห็นมาก็อัดสาร THC เกือบ 100 มก. เอาไว้ในเยลลี่ชิ้นเล็กๆ ชิ้นเดียว ถ้าไม่ระวังก็สามารถ Overdose อาเจียน เวียนศีรษะ หรือมีภาพหลอนได้ในบางกรณี ซึ่งก็เป็นอันตรายเช่นกัน 

Photo credit: Healthline

อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญและน่าสนใจคือการผลิตกัญชาที่ผ่านการแปรรูปให้สามารถทานได้นั้น ผู้บริโภคไม่สามารถทราบได้เลยว่ากัญชาที่นำมาใช้เป็นสายพันธุ์อะไร มีที่มาที่ไปจากไหน มีสาร THC หรือ CBD อยู่แล้วในปริมาณเท่าใด หรืออาจจะเป็นกัญชาตกเกรด กัญชาที่ถูกปลูกโดยใช้สารเคมี หรือยาฆ่าแมลง ซึ่งแทนที่จะบริโภคแล้วให้ผลดีกับร่างกาย กลับจะเป็นโทษเสียมากกว่า

จะทำอย่างไรเมื่อทานจน Overdose

พูดกันตรงๆ ว่าฤทธิ์ของกัญชาจะเสื่อมสลายไปตามระบบเผาผลาญ และร่างกายสามารถจัดการได้ด้วยตัวเอง แต่อาจจะใช้เวลา 1-2 วัน ในการกำจัดออก เพราะฉะนั้น ปล่อยให้ร่างกายทำหน้าที่ของมัน อาจจะเป็นการดูแลตามอาการ แต่ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเช่น เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว ก็ควรไปโรงพยาบาลเพื่อประเมินอาการเบื้องต้น

Photo credit: Destinations

อย่างที่เราเคยนำเสนอไปในบทความ “WEED & QUEER – จากยาเสพติด สู่ยารักษา ผ่านการเคลื่อนไหวของ LGBTQ+” บราวนี่ของแมรี่ได้ช่วยชีวิตของเพื่อนมนุษย์จากโรคร้ายเอาไว้ก็มาก ครั้นจะบอกว่ากัญชาในรูปแบบทานนั้นเป็นสิ่งไม่ดี ก็คงจะพูดได้ไม่เต็มปากนัก แต่จะบอกว่าปลอดภัย 100% ก็คงจะไม่จริงซะทั้งหมด เพราะก็ยังมีคนที่เคยได้รับผลกระทบอยู่มาก จากนี้ไปคงต้องอาศัยความเข้าใจจากทางฝั่งผู้ใช้ ส่วนของผู้ผลิตก็ต้องมีความซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภคและมีจรรยาบรรณในการผลิต มีความตระหนักอยู่ตลอดว่าสิ่งที่ผลิตออกมาสู่ตลาดมีความเสี่ยง เมื่อทั้งสองทางมีความเข้าใจตรงกันในส่วนนี้แล้ว การใช้กัญชาผ่านการทานก็จะเป็นเรื่องที่ปลอดภัยและมีคุณค่าในแบบของมัน

อ้างอิง

Weedmaps

Self