Indoor Grower Revolution Indoor Growers’ Revolution : การปฏิวัติของนักปลูกกัญชา ด้วยการปลูกแบบระบบปิด

Photo credit: Nature

สืบเนื่องจากตอนที่แล้ว ด้วยการปราบปรามกัญชาครั้งใหญ่ตลอด 10 ปี และการใช้สารเคมีในเกษตรกรรม ความนิยมในพืชกัญชาก็เสื่อมถอยลง ในตอนนี้เรามาดูกันว่า เมื่อกัญชาถูกกดให้ลงมาอยู่ใต้ดินส่วนที่ลึกกว่าเดิมนั้น เส้นทางการเอาตัวรอดของมันจะเป็นอย่างไร 

การปลูกกัญชาในร่มหรือระบบปิดได้เริ่มขึ้นจริงจังในช่วงต้นยุค 80’s เมื่อไม่มีกัญชาลักลอบเข้ามาจากเม็กซิโก และได้มีการทำลายล้างไร่กัญชาในประเทศอย่างหนัก กัญชาก็เริ่มขาดตลาด ผู้คนจึงต่างหลบซ่อนตำรวจด้วยการใช้วิธีปลูกในร่ม กลุ่มผู้ค้าเองก็ต้องหาทางเลี้ยงชีพและปลูกกัญชาในพื้นที่ซึ่งมีขนาดเล็กลงเช่นเดียวกัน

Photo credit: Herald and News

นักปลูกหลายคนต้องผันตัวเข้าสู่การปลูกระบบปิดพร้อมกับไฟและอุปกรณ์เสริมต่างๆ มีการลักลอบปลูกภายในอพาร์ทเมนท์ โกดัง โรงเก็บรถ ห้องใต้ดิน ห้องใต้หลังคา ฯลฯ ผู้ปลูกทุกคนเริ่มให้ความสำคัญต่อการความคุมสภาพแวดล้อมเป็นพิเศษ และอีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามก็คือการปกปิดให้มิดชิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกลิ่น อุณหภูมิความร้อน หรือค่าไฟที่สูงจนผิดสังเกต  

ในยุคเดียวกันจนถึงปี 90’s ก่อนที่อินเทอร์เน็ตจะเข้ามามีบทบาทสำคัญ มี 2 เหตุการณ์ที่ได้สร้างกระแสการปลูกกัญชาในระบบน้ำ นั่นก็คือการตีพิมพ์บทความจากนิตยสาร “High Times” ฉบับเดือนกรกฎาคมปี ค.ศ. 1982 “Do it Yourself Hydroponics” ที่แนะนำวิธีการปลูกกัญชาในระบบน้ำ และในเดือนพฤษภาคมปี ค.ศ. 1995 “The Great Hydro vs. Bio Debate” ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากเหล่านักปลูกชาวอเมริกันและดัทช์ เกี่ยวกับการปลูกแบบใช้ดินกับไม่ใช้ดิน

Photo credit: High Times

ต่อมาในช่วงปี ค.ศ. 1995-1996 โลกออนไลน์ก็เริ่มเป็นที่นิยมและได้ช่วยจุดประกายแบ่งปันข้อมูลการปลูกกัญชาผ่านเว็บบอร์ด รวมถึงฟอรั่มออนไลน์ เหล่านักปลูกจึงได้มีโอกาสในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องปัญหา แชร์ประสบการณ์ และแนะนำเทคนิคการปลูกใหม่ๆ ด้วยกัน

อีกหนึ่งข่าวดังในปี ค.ศ. 1997 ก็คือการที่ NASA ทำวิจัยเรื่องการปลูกแบบระบบน้ำ เพื่อเป็นทางเลือกในการปลูกบนพื้นที่ไร้ดินหรือพื้นที่จำกัดโดยปราศจากแรงโน้มถ้วง และประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากด้วยเทคนิค ‘Aeroponics’ (ระบบรากอากาศ) ข่าวนี้ได้สร้างความมั่นใจของการปลูกแบบแบบใหม่ ซึ่งในช่วงปฏิบัติการ “Green Merchant” รัฐก็ได้เข้ามาข่มขู่และสอบสวนนักวิจัยกับนักวิทยาศาสตร์อีกด้วย

Photo credit: NASA

มีนักปลูกกัญชาจำนวนมากที่ให้ความสนใจในการปลูกแบบระบบน้ำ โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตอากาศหนาว ถึงแม้ว่าช่วงแรกจะยังมีการลองผิดลองถูก แต่หลายคนก็พบกับผลลัพธ์ที่น่าพึ่งพอใจ ด้วยจำนวนผลผลิตที่สูง พืชโตเร็วขึ้น ไม่มีปัญหาเรื่องโรคหรือศัตรูพืช ฯลฯ หากนักปลูกมีความเข้าใจและความสามารถในการกำหนดระบบน้ำ การปลูกวิธีนี้ก็เป็นลงทุนที่คุ้มค่า โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพของกัญชา

กระแสนิยมการปลูกกัญชาในระบบน้ำ หรือที่เรียกกันว่า ‘ไฮโดรโปนิกส์’ (hydroponics) เป็นการปลูกพืชแบบไม่ใช้ดินที่สามารถปลูกภายในร่มและในโรงเรือนได้ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยทำให้ได้ผลผลิตเยอะขึ้นในระยะเวลาอันสั้นลง รวมไปถึงทางเลือกของการปลูกพืชไร้ดิน (soilless culture) ที่ใช้วัสดุอื่นในการปลูกแทนดิน เช่น ใยมะพร้าว (coco noir) เม็ดดินเผา (pebbles) ใยหิน (rockwool) เป็นต้น

Photo credit: High Times

ซึ่งระบบน้ำแบ่งจะออกเป็น:

  • Drip irrigation (ระบบน้ำหยด)
  • NFT (Nutrient Film Technique)
  • Deep water culture (ระบบน้ำลึก)
  • Ebb & flow (ระบบ flood and drain)
  • Aeroponics (ระบบรากอากาศ)
  • Aquaponics (ระบบปลูกพืชและเลี้ยงปลา)

ระบบที่นิยมใช้ปลูกกัญชามักจะเป็น NFT และ Drip irrigation ซึ่งเป็นทางเลือกให้กับนักปลูกรุ่นแรกๆ เพราะใช้น้ำและปุ๋ยน้อยกว่าระบบอื่น ส่วน Aeroponics นั้นจะเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้ปลูกเชิงพาณิชย์เสียส่วนใหญ่

ขอพื้นที่เล็กๆ ให้ฉันปลูกได้ไหม

ว่ากันว่า หลังจากที่นักปลูกหลายคนเริ่มหันหน้าเข้าสู่การปลูกระบบปิด นักปลูกชาวดัทช์และชาวอเมริกันก็ช่วยกันคิดค้นวิธีการที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ได้มากที่สุดจากพื้นที่จำกัด ด้วยเทคนิค Sea of Green (SOG) ซึ่งเป็นหนึ่งในการเทรนกัญชาแบบความเครียดต่ำ รู้จักกันในชื่อ LST (low-stress training)

Photo credit: U.S. News

เทคนิคนี้มาพร้อมกับโจทย์ครั้งใหญ่ เมื่อทุกคนต้องปลูกกัญชาในพื้นที่อันมีจำกัด แต่จะทำอย่างไรให้สามารถสร้างผลผลิตที่มากขึ้นได้ วิธีการปลูกนี้ใช้พืชขนาดเล็กจำนวนมาก แทนที่จะเป็นพืชขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ต้น และตั้งใจให้ระยะทำใบเลี้ยงสั้น เพื่อเน้นให้ช่อดอกหลัก (cola) โตอย่างเดียว

SOG สามารถทำได้ โดยจัดพืชจำนวนมากไว้ด้วยกันภายใต้แสงไฟประดิษฐ์ หากปลูกด้วยเมล็ดเพศเมีย (feminized seed) เมื่อพ้นระยะเพาะเมล็ด (germination stage) ก็สับเปลี่ยนไฟเป็น 12/12 ทันที เพื่อเร่งให้พืชเข้าสู่ระยะทำดอก (flowering stage) แต่หากเริ่มจากต้นกิ่งชำ ก็ควรรอให้ต้นมีอายุสัก 1-2 สัปดาห์ แล้วจึงสับเปลี่ยนไฟให้เข้าสู่ระยะทำดอก

Photo credit: House of Cannabis

สิ่งสำคัญคือการทำให้ระยะเลี้ยงใบ (vegetative stage) สั้นที่สุด เมื่อพืชเติบโตไปด้วยกัน พวกมันจะพัฒนากลายเป็นพุ่ม ทำให้เกิด “ทะเลสีเขียว” โดยมียอดช่อตัวเมียโตเป็นหลัก 

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญก็คือการใช้กัญชาสายพันธุ์เดียวกัน (อินดีก้าจะเป็นทางเลือกที่ดี ด้วยลักษณะต้นที่อ้วนป้อมและมีระยะเวลาทำดอกที่สั้น) และจะดีเป็นอย่างยิ่งหากใช้กิ่งชำ (clones) จากต้นแม่พันธุ์เดียวกัน เพื่อให้แน่ใจว่าทุกต้นจะเติบโตในลักษณะที่คล้ายกัน

Photo credit: Mel Frank

“การปลูกพืชที่เหมือนกันเป็นจำนวนมากในช่วงเวลาสั้นๆ เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เทคนิค SOG ประสบความสำเร็จ”

นักปลูกเห็นว่าการปลูกพืชขนาดเล็กโดยใช้วิธี SOG จะทำให้พวกเขาสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้มากและเร็วขึ้น ในขณะที่สามารถประหยัดค่าน้ำ ปุ๋ย แรงงาน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ไปในเวลาเดียวกัน

Disco & Cocaine

ในช่วงรอยต่อระหว่างยุค 70’s-80’s มียาเสพติดในรูปแบบใหม่ที่ระบาดอย่างหนักในประเทศสหรัฐฯ นั่นก็คือ ‘โคเคน’ (cocaine) ซึ่งแพร่หลายในสังคมชั้นสูงและเหล่านักธุรกิจบนวอลสตรีท พวกเขามักจะเล่นยาและเต้นรำไปกับดนตรีดิสโก้ ปาร์ตี้หรูหราในยามราตรี แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นคือการกลับมากับการระบาดของ ‘แคร็ก’ (crack) ซึ่งก็คือโคเคนในรูปแบบก้อนแข็งที่สามารถสูบได้อย่างเดียว มันขายและส่งต่อได้ในปริมาณที่น้อย ราคาไม่แพง และเข้าสู่ชุมชนเล็กๆ ได้ง่าย (โคเคนสามารถดม สูบ ฉีด และกินได้ จึงมีราคาที่สูงกว่า)

Photo credit: Vox

นโยบาย “War on Drugs” ส่งผลต่อสังคมในวงกว้าง คนผิวขาวหรือนักธุรกิจวอลสตรีทหากถูกจับในข้อหาเสพโคเคน เขาจะได้รับความช่วยเหลือและโอกาสในการใช้ชีวิตในสังคมอีกครั้ง แต่คนผิวดำได้รับผลกระทบจากกระบวนการยุติธรรมที่ไม่เป็นธรรม อาจจะมีสิทธิ์ติดคุกตลอดชีวิต ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์จองจำมวลชนในปริมาณมหาศาล (mass incarceration) 

แร็ปเปอร์ในยุคนั้นอย่าง Grandmaster Flash, Pubic Enemy, RUN DMC, Brand Nubian ต่างร้องเพลงประจานสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำ และร้องถึงการระบาดของแคร็กในชุมชนคนผิวดำในช่วงเวลาที่รัฐบาลมองข้ามปัญหานี้อย่างจงใจ กลับกลายเป็นว่าวงการฮิปฮอปช่วยกระจายข่าวเรื่องยาที่กำลังเกิดในชุมชนได้ดีกว่ารัฐบาลเสียอีก 

Photo credit: Fungjaizine

ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้เห็นดีเห็นงามกับยาเสพติด (รวมไปถึงกัญชา) แต่กลับมีการร้องแร็ปถึงการใช้ปืน ดื่มเหล้า และมีเนื้อหาเหยียดเพศอยู่เป็นประจำ นอกจากนี้เพลงแร็ปที่แต่งถึงกัญชาก็ยังมีบ้าง แต่ถือว่าน้อยมาก เนื่องจากหลายคนยังไม่กล้าที่จะออกมาเป็นกระบอกเสียง

ในช่วงรอยต่อเข้าสู่ยุค 90’s รายการ MTV ได้กลายเป็นพื้นที่ให้นักร้องมีอิสระในการแสดงออก เห็นได้ชัดจากวงการดนตรีฮิปฮอปกับอัลเทอร์เนทีฟที่เริ่มร้องเพลงถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม และเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่

Photo credit: The New Yorker

จากดนตรีแจ๊สในยุค 20’s ที่มักเล่นคำหรือใส่ศัพท์สแลงไปในบทเพลงสู่ดนตรีร็อคในยุค 60’s กับการเคลื่อนไหวของเหล่าฮิปปี้บุปภาชน และต่อมาในยุค 80’s กับดนตรีเร้กเก้และความเชื่อลัทธิรัสตาฟาเรียน การส่งต่อ (จ๊อยนท์) กัญชาเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งในกลุ่มดนตรีฮิปฮอปฝั่ง West Coast

จุดเริ่มต้นอยู่ในปี ค.ศ. 1991 รัฐแคลิฟอร์เนียกับ “Cypress Hill” (สมาชิกวงประกอบด้วย B-Real, Sen Dog, DJ Muggs) ศิลปินฮิปฮอปกลุ่มแรกของฝั่ง West Coast ที่ออกมาร้องแร็ปถึงกัญชา ความโด่งดังของวงการันตีด้วย 2 อัลบั้มยอดขายทะลุ 1 ล้านชุดกับเพลงฮิตอย่าง “Insane in the Brain” และ “Hits from the Bong”

Photo credit: Cypress Hill

“โชคดีว่า (ในวงการนี้) หากคุณทำผลงานในฐานะคนสูบหรือใช้กัญชา มันก็ยังมีคนให้ความสนใจ และเปิดโอกาสให้เราได้ส่งเสียงออกไป”
– B-Real 

ในวันที่ 22 ตุลาคม ค.ศ. 1993 วง Cypress Hill ก็ได้รับเชิญให้ไปแสดงสดในรายการ Saturday Night Live และหนึ่งในสมาชิก ‘DJ Muggs’ ก็ตัดสินใจจุดจ๊อยนท์สูบกลางโชว์ พร้อมพูดผ่านไมโครโฟนว่า “โย่ว นิวยอร์กซิตี้ พวกเขาแม่งบอกห้ามเราจุดจ๊อยนท์บนเวทีว่ะ แต่ก็นะ… พวกเราคงไม่ทำตามหรอก” และถึงแม้ว่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นจะทำให้ Cypress Hill ถูกแบนตลอดชีพจากรายการ พวกเขาก็ได้สร้างกระแสตอบรับที่ดีจากคนดู

Cypress Hill ได้จุดประกายการแร็ปด่ารัฐบาลและการเมากัญชา สร้างเทรนด์ของเนื้อหาที่แร็ปเปอร์รุ่นต่อไปๆ ต่างก้าวเท้าตาม พวกเขาไม่ได้เพียงแค่ทำเพลงถึงกัญชา แต่ยังเป็นกลุ่มนักเคลื่อนไหว และเป็นกระบอกเสียงผลักดันให้กัญชาเพื่อการแพทย์และเพื่อสันทนาการถูกยอมรับในสังคมวงกว้างอีกด้วย แม้กระทั่งอัลบั้มล่าสุด “Back in Black” ที่ปล่อยออกมาในปี ค.ศ. 2022 ก็ยังไม่วายแต่งประชดประชันรัฐบาลที่ไม่ยอมเปิดเสรีผ่านเพลง “Open Ya Mind”

Photo credit: EL PAIS

“กัญชาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเรา และเราอยากให้มันกลับมาถูกยอมรับในสังคมอีกครั้ง” – Sen Dog

West Coast ‘Hydro & Chronic’ 

เมื่อเข้าสู่ยุค 90’s อย่างเต็มตัว อุตสาหกรรมกัญชาในระบบการปลูกแบบใหม่ทั้งในร่มและไฮโดรโปนิกส์ก็ได้ตอบโจทย์กลุ่มผู้ปลูกรายเล็ก รวมถึงผู้ค้ารายใหญ่ที่ต้องการแข่งขันกับกัญชาลักลอบคุณภาพต่ำในเวลานั้น 

เห็นได้ชัดจากดอกกัญชาที่ลักลอบเข้ามากับดอกกัญชาที่ปลูกผ่านระบบใหม่ ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จากดอกแห้งสีน้ำตาลที่มีเมล็ดและก้าน กลายเป็นดอกเหนียวสีเขียวกลิ่นหอมฉุน – โลกใบใหม่ของการสูบกัญชาได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

Photo credit: Celeb Stoner

ว่ากันว่าในปี ค.ศ. 1991 ‘Snoop Dogg’ เป็นคนริเริ่มคำว่า ‘Chronic’ ที่ใช้เรียกแทนดอกกัญชาเกรดสูงในเวลานั้น ซึ่งมาจากกัญชาที่ถูกปลูกในระบบ ‘hydro-POnics’ แต่เพราะว่าหูฝาด เขาจึงได้ยินว่า ‘hydro-CHROnic’ 

ศัพท์สแลง ‘Chronic’ ได้ท่องอยู่ในวงการฮิปฮอปจนไปเข้าหู ‘Dr. Dre’ ซึ่งได้นำมาเรียกอัลบั้มปี ค.ศ. 1991 ว่า “The Chronic” พร้อมกับรูปบนปกที่มาจากกระดาษโรลยี่ห้อ “Zig Zag” ซึ่งเป็นเจ้าแรกที่ออกแบบกระดาษโรลแบบมีรอยพับ (interleaving) และเป็นของติดตัวคนสูบกัญชาทุกคนในยุคนั้น

Photo credit: Fungjaizine

มีศัพท์สแลงที่พูดถึงระบบปลูกแบบใหม่อย่าง ‘Hydro’ หรือ ‘Dro’ และคำว่า ‘Endo’ (ที่เพี้ยนมาจาก indoor) ก็กลายเป็นอีกคำที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในเพลงฮิปฮอปยุค 90’s

อาจจะใช้เวลาอีกหลายปีกว่ากัญชาจะถูกยอมรับในสังคมวงกว้างอีกครั้ง แต่ในดนตรีแนวเพลงฮิปฮอปช่วงต้นยุค 90’s จาก Cypress Hill, Dr. Dre, Snoop Dogg, Method Man, Redman ที่ออกมาพูดอย่างเต็มปากว่า “กูสูบกัญชา” พวกเขาได้นำกัญชากลับมาสู่คนรุ่นใหม่ พร้อมสลัดเงามืดที่ตามมาจากช่วงสงครามยาเสพติดออกไป

เส้นทางแห่งการปลูกกัญชา

Photo credit: Grow Diaries

ปฎิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้มีหลายคนทั่วโลกที่กำลังปลูกกัญชา ไม่ว่าจะเพื่อใช้ส่วนตัวหรือเพื่อการค้า เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพเองก็มีให้เลือกอย่างหลากหลาย ผู้คนสามารถเลือกศึกษาด้านการปลูก มาตราการควบคุมคุณภาพในอุตสาหกรรมกัญชาที่เสรีก็มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สำหรับประเทศที่ถูกกฎหมาย สินค้ากัญชาก็สามารถผลิตออกมาได้อย่างปลอดภัย และมีคุณภาพมากพอจะส่งออกสู่ตลาด

การเข้ามาของการปลูกระบบปิดและระบบไฮโดรโปนิกส์ได้ช่วยส่งต่อและพัฒนาให้สายพันธุ์แข็งแรง มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น แต่อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ส่งผลให้นักปลูกเปลี่ยนระบบการปลูก คือการปลดล็อกและเปลี่ยนกฎหมายกัญชา เมื่อกฎหมายเสรีแล้ว ตลาดกัญชาจะต้องเพิ่มกำลังเพื่อตอบรับกับความต้องการของตลาดที่สูงขึ้น นักปลูกจะเริ่มมองหาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์การเพาะปลูก รวมไปถึงการพัฒนาคุณภาพในการแข่งขันของตลาดใหม่

อ้างอิง

  • How Pot Has Grown By Michael Pollan, The New York Times Magazine
  • A Timeline of Cultivation Technology By Allen St. Pierre
  • The History of Hydroponics by Danny Danko
  • American Weed: A History of Cannabis Cultivation in the United States by Nick Johnson
  • A History for the Blunted: How Weed Culture Evolved Through Hip-Hop by Anthony P. 
  • ‘We the Avant-Garde’. A History from Below of Dutch Heroin Use in the 1970s by Gemma Blok