Weed & Queer – จากยาเสพติด สู่ยารักษา ผ่านการเคลื่อนไหวของ LGBTQ+

Photo credit: High Times

กัญชาจาก ‘ยาเสพติด’ สู่ ‘ยารักษา’ ที่ใช้บรรเทาความเจ็บปวดของเพื่อนมนุษย์ ในช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก ในเดือนแห่งไพรด์นี้ เราชวนทุกคนย้อนกลับมองประวัติศาสตร์ของกัญชาที่เกี่ยวพันกับกลุ่มเพศหลากหลาย ที่มีความสำคัญและเป็นอีกหนึ่งหัวหอกสำคัญในการผลักดันให้กัญชาได้รับการยอมรับในโลกใหม่อีกครั้ง เรื่องราวเบื้องหลังการเคลื่อนไหวนี้จะเป็นอย่างไร ติดตามได้จากบทความ  

ชีวิตใหม่หลังสงคราม

ก้าวสู่ช่วงยุค’80 หลังจากจบสงครามเวียดนาม ความกลัวของสังคมที่มีต่อยาเสพติดยังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้รัฐบาลของโรนัลด์ เรแกน ประธานาธิบดีบดีของสหรัฐฯ ในยุคนั้น และแนวคิดของฝั่งอนุรักษ์นิยม มีทั้งนโยบายต่อต้านยาเสพติด ‘Just Say No’ พร้อมบทลงโทษที่หนักยิ่งขึ้น มีการปล่อยโฆษณาชวนเชื่อจำนวนมากในนามของ DARE (Drug Abuse Resistance Education) รวมไปถึงการตรวจหายาเสพติดอย่างต่อเนื่องภายในโรงเรียนและสถานที่ทำงาน เรียกได้ว่าเป็นยุคมืดของคนใช้กัญชา เพราะเมื่อไหร่ที่ถูกจับได้ว่ามีการใช้กัญชา ก็นับว่าสูญเสียจุดยืนในสังคม เสียทั้งการงาน สิทธิการเลี้ยงดูบุตร การศึกษา ฯลฯ 

Photo credit: USA Today

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ก็เป็นช่วงที่โรคเอดส์เริ่มระบาดในประเทศสหรัฐอเมริกา เริ่มต้นจากเมืองซานฟรานซิสโก ที่เป็นเหมือนดินแดนเสรีของชาวเกย์และเหล่าฮิปปี้ ลุกลามไปถึงตัวเมืองลอสแอนเจลิสและนิวยอร์กในเวลาไล่เลี่ยกัน 

โดยการระบาดของโรคเอดส์นั้นส่วนมากจะอยู่ในกลุ่มชายรักร่วมเพศ ผู้หญิงข้ามเพศ คนขายบริการทางเพศ และคนใช้เข็มร่วมกัน (ซึ่งจำนวนมากเป็นชนกลุ่มน้อยอย่างแอฟริกันอเมริกันและลาตินอเมริกัน) แน่นอนว่าอคติและการต่อต้านจากสังคมยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเป็นอย่างมาก และหลายคนเสียชีวิตโดยปิดบังอาการป่วยของตนเองและเสียชีวิตตัวคนเดียว  

Photo credit: CNN Health

Weed Queer and AIDs

อคติที่สังคมมีต่อกลุ่มชายรักร่วมเพศเห็นได้ชัดตอนที่โรคเอดส์เริ่มระบาดขึ้นในปี ค.ศ. 1981 หลายคนเข้าโรงพยาบาลโดยไม่มีใครอธิบายว่าเป็นโรคที่เกิดจากอะไรและรักษาอย่างไร การติดเอดส์ในตอนนั้นก็เหมือนรอเวลาตายไปโดยปริยาย เพราะไม่มียารักษา

รัฐบาลของโรนัลด์ เรแกน ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อการระบาดของโรคเอดส์ เพราะเห็นเป็นปัญหาของกลุ่มรักร่วมเพศ หนำซ้ำยังเรียกโรคนี้ว่า ‘Gay Plague’ (โรคห่าเกย์) กว่ารัฐบาลจะออกมาประกาศยอมรับโรคเอดส์อย่างเป็นทางการก็เมื่อปี ค.ศ. 1985 จึงทำให้ยารักษาหรือการบรรเทาอาการต่างๆ ล่าช้า รวมไปถึงความเข้าใจที่สังคมมีต่อโรคเอดส์ซึ่งน้อยมาก

ในเมื่อรัฐบาลไม่มีการประกาศถึงปัญหาโรคระบาดนี้ เหล่าแพทย์จึงใช้ชื่อ ‘Gay-Related Immune Deficiency’ (ภูมิคุ้มกันบกพร่องอันเนื่องมากจากการเป็นเกย์) ในช่วงแรกในการเรียกด้วยการเหมารวมชาวเกย์และข้อมูลเท็จจริงที่ยังไม่มีหลักฐานพิสูจน์ใดๆ

Photo credit: CANFAR

อีกทั้งยาที่รัฐบาลผลิตมาช่วยในปี ค.ศ. 1987 เป็นยาต้านไวรัสที่ชื่อว่า ‘AZT’ นั้นมีผลข้างเคียงของอากาคลื่นไส้ที่รุนแรง เป็นยาที่ต้องกินทุกสี่ชั่วโมงและหากได้รับในปริมาณมากก็เสี่ยงเสียชีวิต สำหรับผู้ติดเชื้อเอดส์แล้ว ดูเหมือนว่าจะไม่มีทางเลือกอื่นเลยนอกจากรอวันตาย

ภาวะผอมหุ้มกระดูก (Wasting Syndrome) ที่ส่งผลต่อระบบเผาพลาญและขับถ่าย รวมไปถึงทำให้ไม่อยากอาหาร น้ำหนักตัวจึงลดอย่างรุนแรง อันเนื่องมาจากการติดเชื้อ HIV นั้นมีผลกระทบที่รุนแรงมากกับผู้ติดเชื้อ คงจะมีแต่กัญชาที่เป็นยาแนวหน้าในการช่วยเหลือผู้ป่วย ด้วยคุณสมบัติเพิ่มความยากอาหาร ลดอาการปวด คลื่นไส้ และยังช่วยปรับอารมณ์ซึมเศร้าของผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี สรรพคุณเหล่านี้จึงได้ไปเตะตา Mary Jane Rathbun และ Dennis Peron ที่พอจะเห็นลู่ทางในการเยียวยาผู้ป่วย 

‘คุณยายแมรี่’ บราวนี่กัญชาและผู้ป่วยโรคเอดส์

Photo credit: SPARC

ยังโชคดีที่มีบางคนที่เห็นว่าการล้มป่วยจากโรคเอดส์ของคนรอบตัวไม่ใช่เรื่องปกติและควรมีใครช่วยเหลือพวกเขา หนึ่งในนั้นคือคุณยาย ‘แมรี่ เจน แรธบัน’ (Mary Jane Rathbun) หรือที่รู้จักกันในนามของ ‘Brownie Mary’ นักเรียกร้องสิทธิผู้ป่วยที่มอบบราวนี่กัญชาให้กับกลุ่มผู้ติดเชื้อเอดส์ในซานฟรานซิสโก ซึ่งโดยปกติกัญชาส่วนมากมักจะถูกนำมาสูบ แต่เพราะมีผู้ป่วยสูงอายุและมีปัญหาเรื่องปอด การทำขนมอย่างคุกกี้หรือบราวนี่จึงเป็นอีกทางเลือกของการใช้กัญชา

ช่วงนั้นแมรี่ทำงานเป็นพนักเสิร์ฟแพนเค้กที่ IHOP และแอบทำบราวนี่กัญชาขายอยู่หลายปี จนกระทั่งถูกจับกุมในปี ค.ศ. 1981 (ตอนนั้นเธออายุ 59 ปี) และถูกเรียกให้ไปทำงานบริการชุมชนกับ The Shanti Project (องค์กรช่วยผู้ป่วยโรคเอดส์) เธอได้กลายเป็นอาสาสมัครที่โรงพยาบาล San Francisco General Hospital ในวอร์ด 86 ที่ดูแลผู้ป่วยเอดส์เป็นที่แรกในประเทศสหรัฐฯ

ในช่วงนี้เธอได้มีโอกาสใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคเอดส์ และเห็นว่าขนมของเธอนั้นช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดของพวกเขาได้ดี อาจเป็นเพราะลูกสาวของเธอเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ไปเมื่อหลายปีก่อน แมรี่จึงทุ่มเวลาและเงินบำนาญทุกๆ เดือนไปกับการทำบราวนี่กัญชาและอาสาช่วยคนป่วยที่โรงพยาบาล 

Photo credit: Atlas Obscura

“เด็กๆ ของฉันต้องการยา (กัญชา) เพื่อลุกออกจากเตียง เพื่อที่จะสามารถกินข้าวได้ เพื่อลดอาการคลื่นไส้ – ฉันทำบราวนี่เพื่อช่วยผู้ป่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดที่ต้องเจอในทุกๆ วัน คนรอบข้างตัวฉันรู้ โรงพยาบาลและหมอก็รู้ว่าฉันทำอะไรอยู่” — Mary Jane Rathbun

‘เดนนิส เปโรน’ เกย์ฮิปปี้ผู้บุกเบิกกัญชาทางการแพทย์

เดนนิส เปโรน – Photo credit: Celeb Stoner

‘เดนนิส เปโรน’ (Dennis Peron) เป็นทหารผ่านศึกเวียดนามที่หลังถูกปลดประจำการก็ย้ายมาอยู่ซานฟรานซิสโกในช่วงต้นยุค 70s เขากลับมาในสภาพหัวเกรียน ถือถุงพลาสติกยัดเสื้อผ้าพร้อมกับกัญชาไทยถุงใหญ่หลายกิโลฯ

เป็นเวลากว่าหลายปีในซานฟรานซิสโกที่เดนนิสใช้ชีวิตในชุมชนฮิปปี้ และลักลอบขายกัญชาในนาม ‘Big Top Pot Supermarket’ ซึ่งย้ายที่ขายไปเรื่อยในย่าน Mission District ก่อนจะมาจบที่บ้านสไตล์วิคตอเรียนบนถนน Castro Street ที่ Big Top มีคนที่ทำงานกว่า 20 คนและต่างเป็นผู้ป่วยกันเอง กัญชาแต่ละสายพันธุ์อย่าง Mexican, Thai, Colombian คุณภาพจะมีให้เลือกแตกต่างกันไปตามความงามของดอกและฝีมือของนักปลูก มีจอยนท์ให้ลองชิมลองสูบก่อน และมีการซื้อขายไปตามราคาน้ำหนัก

ในช่วงเวลานั้นของการขายกัญชาที่ Big Top ได้ทำให้เดนนิสได้พบกับผู้คนมากมาย หนึ่งในนั้นคือ ‘ฮาร์วีย์ มิลค์’ (Harvey Milk) นักการเมืองเกย์คนแรกที่สนับสนุนการเดินหน้าเสรีกัญชา และเป็นผู้ที่ทำให้เดนนิสสนใจการเป็นนักเคลื่อนไหวและเรียกร้องสิทธิของชายรักร่วมเพศเช่นเดียวกัน เดนนิสเข้าใจกลุ่มคนที่ถูกลืมและถูกมองข้ามจากสังคม เขามักจะเป็นหัวหอกในการชุมนุมเรียกร้องสิทธิของ LGBTQ+ อยู่เสมอ

จากซ้ายไปขวา: ฮาร์วีย์ มิลค์ – เดนนิส เปโรน – Photo credit: Flickr

อีกทั้งมีโอกาสได้รู้จักและร่างกฎหมายกัญชาในอนาคตร่วมกับ ‘ท็อด ฮิโระ มิคุริยะ’ (Tod H. Mikuriya) นายแพทย์คนแรกที่ออกมาสนับสนุนประโยชน์ของกัญชาพร้อมตีพิมพ์หนังสือ ‘Marijuana Medical Papers’ ค.ศ. 1839–1972 ที่มีรายชื่ออาการป่วยจากกว่า 200 โรคที่กัญชาสามารถช่วยบรรเทาและรักษาได้ 

แต่ไม่นานนักกลิ่นกัญชาก็ไปถึงจมูกของตำรวจ เดนนิสและร้าน Big Top ก็ถูกจับกุมและปิดตัวลงในปี ค.ศ. 1978 ในขณะที่เดนนิสถูกโทษจำคุกหกเดือน ฮาร์วีย์ก็โดนลอบสังหารไปเสียก่อนที่จะได้ร่วมเดินหน้าเสรีกัญชาทางการเมืองด้วยกัน

โรคระบาดไร้ชื่อ

ในช่วงระบาดของโรคเอดส์ เดนนิสได้ใช้ชีวิตที่ซานฟรานซิสโก และได้เห็นเพื่อนที่ป่วยอาการดีขึ้นเพราะกัญชาอย่างเห็นได้ชัด

Photo credit: The Sydney Morning Herald

จนในปี ค.ศ. 1990 บ้านที่เดนนิสอาศัยอยู่กับคนรักของเขา ‘โจนาธาน เวสต์’ (Jonathan West) ถูกตำรวจบุกค้นและจับในข้อหาค้ากัญชา ในขณะนั้นโจนาธานที่กำลังเป็นโรคเอดส์ก็ยอมรับต่อหน้าศาลว่ากัญชาเป็นของตัวเองเพื่อใช้รักษาอาการป่วย แต่ไม่นานหลังจากขึ้นศาลเขาก็เสียชีวิตลงหลังจากนั้นชีวิตของเดนนิสก็มีเป้าหมายเดียวคือทุ่มเทให้กับการเรียกร้องถึงสิทธิการใช้กัญชาของผู้ป่วยโรคเอดส์อย่างเต็มตัว

Photo credit: Green Dream Cannabis Tours

ด้วยความนิ่งเฉยของรัฐบาลและการทนเห็นเพื่อนทยอยเสียชีวิตไม่ได้อีกต่อไป เดนนิสและบรรดานักเคลื่อนไหวจึงมารวมตัวร่างกฎหมายส่วนท้องถิ่น ‘Proposition P’ ในปี ค.ศ. 1991 ที่ชนะคะแนนโหวตจากชาวซานฟรานซิสโก นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียกร้องให้มีกัญชาเป็นยาทางเลือกสำหรับผู้ป่วยโรคเอดส์ โรคมะเร็ง โรคต้อหิน และโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง

‘กัญชา’ กลายเป็น ‘ยา’

ต่อมาในปี ค.ศ. 1992 เสียงโทรศัพท์ของเดนนิสดังขึ้นพร้อมกับเสียงขอความช่วยเหลือจากแมรี่ในวัย 70 ปี ที่ถูกจับกุม (อีกครั้ง) พร้อมกับกัญชาจำนวน 1 กิโลกรัมที่ตั้งใจนำมาอบเป็นบราวนี่แจกอีกตามเคย

เดนนิสจึงช่วยติดต่อสื่อหลายสำนักและเล่าเรื่องของแมรี่ หวังเรียกคะแนนสงสารให้กับคุณยายที่กำลังจะขึ้นศาลในข้อหาอบบราวนี่กัญชาให้กับเด็กติดเอดส์ได้ และไม่น่าแปลกใจที่ข่าวของ Brownie Mary กลายเป็นจุดเปลี่ยนซึ่งปลุกกระแสกัญชาให้เป็นข่าวดังชั่วข้ามคืน

จากซ้ายไปขวา: แมรี่ เจน แรธบัน – เดนนิส เปโรน – Photo credit: Respect My Region

แมรี่เข้าไปสู้คดีในศาลพร้อมกับพยานคนป่วยที่กินบราวนี่กัญชาของเธอและชนะคดีไป การขึ้นศาลครั้งนี้ทำให้ทุกคนหันมาจับตามองกัญชาและสิ่งที่เธอกำลังทำ เพราะหลายคนไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ากัญชาจะสามารถเป็นยาได้ 

พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส

ในเมื่อการผลักร่างกฎหมายเข้าสภาได้ต้องผ่านศาล และวิธีขึ้นศาลที่ง่ายที่สุดคือการทำผิดกฎหมาย สิ่งที่พอจะทำได้จึงเป็นการสร้างเหตุการณ์ขึ้นมา เพื่อที่จะได้ประกาศร่างกฎหมายและให้คนออกมาเลือกลงคะแนนเสียงเองซะเลย 

เดนนิสมองเห็นโอกาสของการใช้อำนาจสื่อในการผลักดันร่างกฎหมายที่ตั้งใจไว้เมื่อปี ค.ศ. 1991 จึงชวนแมรี่และเพื่อนๆ LGBTQ+ ให้มาร่วมเปิดคลับกัญชาในนาม ‘San Francisco Cannabis Buyers Club’ ในปี ค.ศ. 1994 ซึ่งความจริงแล้วมันไม่มีคลับ เพราะเดนนิสตั้งใจชวนคนป่วยที่ให้ความยินยอมในการเล่าเรื่องเพื่อทำข่าวเกี่ยวกับกัญชา ทันทีที่ข่าวแพร่ออกไป ทุกคนหวังให้ตำรวจแห่กันมาทั้งโรงพัก แต่กลับกลายเป็นว่ามีโทรศัพท์กว่า 300 สายจากผู้ป่วยโทรเข้ามาขอเข้าร่วมคลับกัญชาแทน ส่วนหมอหมอและตำรวจในซานฟรานซิสโกเองก็เห็นด้วยกับสิ่งที่พวกเขากำลังทำ ก็ไม่ได้ดำเนินการใดๆ และมีคนป่วยทุกรูปแบบแวะเวียนเข้ามาซื้ออย่างไม่ขาดสาย

Photo credit: O’Shaughnessy’s Online

San Francisco Cannabis Buyers Club กลายเป็นร้านขายยาแรกของอเมริกาไปโดยปริยาย ที่เป็นที่รวมตัว พักใจ และชุมนุมทางการเมือง ในตอนนั้นคลับรวมตัวสมาชิกได้ถึง 8,000 คน โดยตอนแรกตั้งใจมีไว้รองรับผู้ป่วยเอดส์และมะเร็งโดยเฉพาะ แต่แล้วประโยชน์ของกัญชาก็กระจายตัวออกไปสู่กลุ่มคนทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นรูมาตอยด์หรือโรคลมชัก 

ในช่วงเวลาเดียวกัน เดนนิสกับเพื่อนๆ ที่ได้ช่วยกั้นล็อบบี้เพื่อยื่น ‘Preposition 215’ ร่างกฎหมายกัญชาในส่วนรัฐครั้งใหญ่เข้าสู่สภา และด้วยความช่วยเหลือจากคอนเนคชั่นด้านการเมืองและธุรกิจของเดนนิส ทำให้พวกเขาสามารถหารายชื่อและยื่นร่างทันพอดี

และในที่สุดวันที่ 5 พฤศจิกายนปี ค.ศ. 1996 แคลิฟอร์เนียจึงกลายเป็นรัฐแรกที่ชนะคะแนนเสียงเพื่อใช้กัญชาทางการแพทย์ผ่านร่างกฎหมาย ‘The Compassionate Use Act of 1996’ (Preposition 215) ด้วยคะแนนนำ 55.6% 

ส่วน SFCBC ก็เปิดให้บริการจนถึงปี ค.ศ. 1998 และได้ปิดตำนานลงอย่างถาวร

จากซ้ายไปขวา: แมรี่ เจน แรธบัน – เดนนิส เปโรน – Photo credit: Merry Jane

นี่คือเรื่องราวของกลุ่ม LGBTQ+ สิทธิผู้ป่วย และสิทธิมนุษยชน ที่ไม่ได้เพียงแค่เปลี่ยนมุมมองของสังคมต่อกัญชา แต่เป็นสิทธิของผู้ป่วยซึ่งสามารถเลือกใช้ยาเองได้ จากความเพิกเฉยของรัฐที่ปล่อยวิกฤตโรคระบาดทิ้งไว้ให้ประชาชนต้องดูแลกันเอง ความสำคัญของกัญชาได้ถูกพบเจอโดยเพื่อนมนุษย์ที่มีความห่วงหาอาธรณ์ผ่านผู้ป่วยเอดส์และมะเร็งในชั้นศาล

กฎหมายฉบับ Preposition 215 นับว่าเป็นก้าวสำคัญที่ได้ปูทางให้กับกัญชาเพื่อการแพทย์ในประเทศอื่นๆ (รวมถึงประเทศไทย) และอนาคตของกัญชาเสรีทั่วโลก

Photo credit: GLBT Historical Society

การที่ผู้คนต่างยื่นมือเข้ามาช่วยตอบโจทย์วิกฤตที่รัฐบาลไม่ใส่ใจ ความสำคัญของกัญชาได้ถูกประกาศผ่านผู้ป่วยเอดส์และมะเร็งในชั้นศาล

ทัศนะคติของโลกกำลังเปลี่ยนไปพร้อมกับกฎหมาย เดือนนี้ขอให้เป็นการเฉลิมฉลองความแตกต่างที่นำพาให้พวกเรามารวมกันในการต่อสู้ เพื่อให้ทุกคนได้รับสิทธิความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะมีเพศสภาพหรือผิวสีใดก็ตาม