“Power of Love and Kindness” เพลย์ลิสต์ส่งต่อพลังความรักแสนอ่อนโยนจาก Chucheewa

“fighter spirit บางทีก็มาในรูปแบบของความรัก ความจิตใจดีต่อครอบครัว และเพื่อนมนุษย์”

เล่าที่มาที่ไปของคอนเซ็ปท์ และแนวดนตรีเพลย์ลิสต์นี้

ใน playlist นี้ จริงๆ เมย์ใส่เพลงไปหลายแนวมาก ทั้ง etiopian jazz จาศิลปินในดวงใจ เพลง live band วงเก่าๆ ที่ชอบ ไปจนถึงเพลงเต้นรำใน dance scene ซึ่งตอนทำ playlist นี้ ตั้งใจว่าคอนเซ็ปต์คือ ไม่อยากจำกัดแนวเพลง แต่เป็นการเล่าเรื่องและแชร์เพลงที่มีส่วนร่วมในชีวิตของเราจริงๆ เพราะในบางอารมณ์เมย์ก็ไม่สามารฟังแต่เพลง eletronic คึกๆ อย่างเดียวได้ บางทีเราอยู่กับธรรมชาติเราฟังแบบนึง กับครอบครัว กับเพื่อนสนิท กับคนรัก มันมีหลากหลายอารมณ์มาก ตอนเลือกเพลงก็พยายามนึกถึงคำว่า women’s empowerment ไปด้วย บทเพลงเหล่านี้ก็มีส่วนในตัวเรา หลายๆ ช่วงเวลาและอารมณ์

ส่วนตัวชอบฟังเพลงแบบไหนบ้าง และเพลงให้อะไรกับตัวเองบ้าง

ส่วนตัวเมย์คิดว่าตัวเองชอบเพลงหลายแนวและกว้าง ไม่ค่อยยึดติดกับอะไรแบบแนวเดียวเพราะบทเพลงจากแต่ละศิลปิน มันคือการถ่ายทอดช่วงเวลาชีวิตของเขา เมย์ว่ามันวิเศษมากเลย ถ้าถามว่าเพลงให้อะไรกับตัวเอง ตอบได้เลยว่า เพลงให้ชีวิตและอยู่กับเราในทุกช่วงเวลา ตั้งแต่เด็กยันโต เศร้า โกรธ มีความสุข คิดถึง รัก เยียวยาจิตใจ หรือแม้แต่การแบ่งปัน music connects เราหมดเลย ทั้งผู้คน และการเติบโตมาเป็นเราทุกวันนี้ เพลง มีความหมายกับชีวิตเมย์มากๆ 

เรื่องราวของ Chucheewa

ชูชีวา เป็นชื่อจริงเมย์ที่คุณแม่ตั้งให้ ตอนเราแยกจากเพื่อนๆ วง Fwends แล้วเราก็คิดไม่ออกว่า ถ้าทำอะไรคนเดียวแล้วจะต้องใช้ชื่ออะไร ต้องเริ่มกับคนอื่นไหม แต่ด้วย lifestyle เราช่วงนั้น เราเดินทางบ่อย อยากไปเจอโลก อยากเข้าใจวัฒนธรรมอื่นๆ เลยคิดว่าการอยู่ตัวคนเดียวสบายกว่า แล้วก็ค่อยๆ ทำเพลงไป ก็เลยคิดว่าใช้ชื่อจริงตัวเองแล้วกัน คงไม่มีใครชื่อนี้มั้ง ก็ได้พี่ตั๋ง Casinotone มา โปรดิวซ์เพลงแรกให้ และรวมถึงเพลงสุดท้ายที่เพิ่งปล่อย โดยเมย์ใส่ไปใน playlist ด้วย แล้วเพลงอื่นๆ เมย์ก็มีทำกับ พี่ต้า Cyndi Seui , พี่ไผ่ plot, พี่ต๊อบ Dott ช่วยทำเพลงชื่อ border ให้ และ Ralphy เพื่อนสนิท มาช่วยโปรดิวซ์เพลง Bangkok Baby 

การมาเป็นศิลปินเดี่ยวของเมย์ไม่ได้มีเป้าหมายหรือแพลนอะไรเลย แค่อยากใช้ชีวิตแล้วยังได้ทำเพลงบ้างถ้ามีโอกาส เราได้เริ่มเล่นดีเจประมาณ 3 ปีที่แล้ว คนที่เป็นแรงบันดาลใจหลัก และจุดเริ่มก็คือ กร มือเบสวง Fwends เพราะเขาเป็นดีเจมานาน และก็ได้นำสิ่งนี้มาเปิดโลกให้เรา เมย์เอนจอยค่ะ ทุกวันก็ยังเป็นดีเจ เปิดเพลงบ้างถ้ามีโอกาส แล้วก็ยังเขียนเพลงเรื่อยๆ ไม่ได้คิดหรือตัดสินใจเลยว่าเป็นดีเจแล้วต้องทิ้งวงที่เคยเล่นสดนะ มันเป็นช่วงจังหวะโควิดพอดีมากกว่า การเป็นดีเจก็เลยมีงานเยอะกว่า แล้วก็คิดว่าจะทำไปเรื่อยๆ ถ้ามีเวลา แบ่งจากการทำงานอื่น พอเล่นดีเจมากๆ บางช่วงก็มีคิดถึงวง คิดถึงการทำเพลง ร้องเพลงที่ตัวเองทำ ดีเจก็สนุกไปอีกแบบ มันต่างกันมาก ทำเพลงตัวเอง เล่นวง band คนมาดูเพลงเรา คือเขาตั้งใจมาฟังเพลงเรา 

ดีเจสำหรับเมย์มันคือการสร้าง vibe มากกว่า เมย์ตอบไม่ได้เลยว่าตัวเองเปิดเพลงแนวไหน บอกไม่ถูก มันแล้วแต่จำนวนของคน สถานที่ โอกาส ความท้าทายของมันก็คือ ทำยังไงให้คนตรงนี้เอนจอย และเรายังเล่นเพลงที่เราชอบอยู่ เมย์ไม่เคยเล่นเพลงที่ตัวเองไม่ชอบ ถึงแม้บางทีมันอาจจะฟังดู commercial กว่าปกติ แต่เมย์ก็เอนจอยและเห็น crowd เอนจอย เราแฮปปี้ ก็คงทำไปเรื่อยๆ แบบไม่กดดันอะไรตัวเองค่า แค่มีดนตรี กับเพื่อนที่รักในเสียงเพลงอยู่ด้วยกันไปเรื่อยๆ จนแก่ก็พอ 

ฐานะที่เป็นดีเจและศิลปินเรามีแรงบันดาลใจเป็นผู้หญิงบ้างไหม เป็นใครบ้าง

เมย์มีศิลปินหญิงที่ชื่นชอบหลายคน ในหลายๆ แนวเพลงที่ฟัง ถ้า based on playlist ที่ทำไป Minnie Riperton เป็นนักร้องที่เมย์หลงรักเสียงมาก Norah Jones ก็ทำให้เมย์รู้สึกอยากเริ่มจับกีต้าร์ ไปจนถึงดีเจผู้หญิงที่ชื่นชอบอย่าง Roza Terenzi , Lena Wllikens แต่ถ้าถามถึงแรงบันดาลใจ เมย์คิดว่า คุณแม่ของเมย์คือแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ และมีผลกับชีวิตเมย์มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นหลักการใช้ชีวิต การให้อิสระเมย์ได้เป็นศิลปินตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นถึงแม้ว่าเขาจะรู้ว่ามันไม่ใช่อาชีพที่สร้างรายได้อะไรมากนัก หรือจะมั่นคงในตอนแก่ (หัวเราะ) แต่ด้วย fighter spirit ของคุณแม่ เขาทำให้เมย์มีแรงจะทำอะไรมากมาย หลายอย่าง เพราะการเป็นศิลปินจริงๆ ไม่ใช่แค่ตัวเราเลย มันคือการแชร์ และแบ่งปันมากๆ 

อย่างคุณแม่ เขาชอบวาดรูป วาดรูปสวยมากตั้งแต่เด็ก แต่ด้วยหลายๆ อย่าง เขาต้องเสียสละความฝันที่จะเป็นศิลปิน เพื่อทำงานหนัก ทำธุรกิจอะไรที่มันไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย แต่เขามองว่าทุกอย่างในชีวิตมันคือศิลปะ ศิลปินไม่ใช่แค่ เราถือกีต้าร์ จับไมค์ร้องเพลง เป็นดีเจ แต่ในทุกๆ อาชีพ ถ้าเรามี harmony ไปกับมัน เอนจอย และรู้เป้าหมาย มันก็เป็นศิลปะในแบบของมัน ซึ่งคุณแม่สอนเมย์เยอะมากๆ ในเรื่องแบบอย่างการใช้ชีวิต แต่เขาไม่ได้สอนให้โลดโผนผจญภัยขนาดนั้น มันเป็น nature ของเรา บางทีเขาก็ห่วง ว่าแบบ “เอ้ย สุดไปรึเปล่า” แต่แม่ก็คงดุอะไรมากไม่ได้ เพราะชีวิตนางผ่านมาทุกแบบ ตั้งแต่ในป่ากะเหรี่ยง ทำงานในเหมือง ไปอยู่แอฟริกาเกือบปี ท่องทั่วโลกเพื่อไปทำงาน ทำธุรกิจมาหลายอย่าง จนมาจบที่กรรมาธิการกัญชาไทย เขาสุดกว่าเมย์มาก เมย์คิดว่าพลังหญิงเขาล้นเหลือจนมันข้ามเรื่องเพศไปแล้ว แต่เขาเป็นตัวเขาที่มีทั้งความเป็นผู้ชายและผู้หญิงในตัว พ่อเคยบอกว่า แม่เธอคือผู้ชายชัดๆ เขาเลยคงพูดอะไรมากไม่ได้ เชื่อในตัวเรามากกว่า ซึ่งนั่นเป็นแรงบันดาลใจสำคัญเลย

ฝากถึงผลงานให้คนติดตามในอนาคต

  • ก็ยังมีเล่นดีเจบ้างบางโอกาส สงกรานต์นี้จะมีงานที่ เกาะพะงันชื่อว่า Summer Sound ก็จะไปเปิดเพลงที่หาดริ้นกับเพื่อนๆ มีทั้งดีเจในเกาะ และเพื่อนๆ จากกรุงเทพฯ ค่ะ
  • ส่วนเพลงตัวเอง ตอนนี้มีทำเพลงนึงอยู่กับพี่โหน่ง The Photo Sticker Machine คิดว่าจะเสร็จเร็วๆ นี้นะคะ ช้าเพราะเมย์เลย ย้ายบ้านไปย้ายบ้านมา แต่จะพยายามทำให้เสร็จโดยไวค่ะ
  • มีค่ายเพลงที่ทำกับเพื่อนๆ 3-4 คน ชื่อ Soundkoh Collective ที่เราตั้งใจจะรวมศิลปินรอบโลกที่เป็นเพื่อนๆ กัน โตมาด้วยกันจากการ connect from music คาดว่าจะปล่อยอัลบั้มแรกที่รวมศิลปินภายในปีนี้ค่ะ

ถ้าให้ตั้งชื่อเพลย์ลิสต์นี้จะให้ชื่อว่าอะไร

Power of Love and Kindness: ชื่อนี้ตอนนั่งทำเพลลิส หน้าแม่ลอยมาแล้วรู้สึกว่าโอเค Power มันไม่ได้ต้องดุดัน น่ากลัว แต่ fighter spirit บางทีก็มาในรูปแบบของความรัก และความจิตใจดีต่อครอบครัว และเพื่อนมนุษย์ บางทีเราทำของเรา ไม่ต้องตะโกน soft and gentle but not weak อะไรแบบนี้ เพราะเมย์คิดว่าความรักยิ่งใหญ่ที่สุด ถึงโลกมันจะโหดร้ายขนาดไหนก็ตาม

ติดตามไลฟ์สไตล์และอัปเดตผลงานได้ที่ chucheewa

ฟังเพลงจากเพลย์สิสต์ Power of Love and Kindness ได้ที่
https://open.spotify.com/playlist/513UW12yhVsMGnfhwbikkg?si=68e5944b465e498d