“รัก” เบื้องหลังความสำเร็จคือแรงผลักดัน ของแวว สายสุนีย์

“รัก” คำเล็กๆ แต่ความหมายยิ่งใหญ่ ที่ทำให้ใครต่อใครสามารถทำอะไรได้มากกว่าที่คิด ทั้งเป็นกำลังใจ เป็นแสงนำทาง และเป็นแรงผลักดันให้ชีวิตก้าวต่อไป เหมือนเช่นที่ “พี่แวว – สายสุนีย์ จ๊ะนะ” ตำนานแห่งทัพนักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบ ที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยมานานกว่า 20 ปี ได้เล่าให้เราฟังในวันนี้ว่า

“การที่จะยอมรับความพิการของตัวเองได้มันยากมาก เพราะเราไม่ได้พิการแต่กำเนิด แต่สุดท้ายก็มาถึงจุดที่ประสบความสำเร็จในชีวิตได้ เพราะความรักที่มีต่อครอบครัว”

รัก บทที่ 1

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 30 ปีก่อน คนที่มีร่างกายแข็งแรงอย่างพี่แวว เกิดจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิต ต้องกลายเป็นผู้พิการที่ร่างกายช่วงล่างใช้งานไม่ได้ เนื่องจากอุบัติเหตุบนท้องถนน ทำให้ความฝันที่อยากทำให้ชีวิตครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นนั้นต้องหยุดชะงักลงไป กว่าจะเริ่มดูแลตัวเองให้ใช้ชีวิตประจำวันได้ เธอใช้ไปเกือบ 7 ปี

“ตอนนั้นพี่ใช้ชีวิตรอวันตายไปวันๆ จมอยู่กับความรู้สึกผิดที่กลายเป็นภาระของครอบครัว เพราะเรารับตัวเองไม่ได้ มองไปทางไหนก็ไม่เห็นว่าคนพิการจะทำอะไรได้ อย่าว่าแต่ประกอบอาชีพเลย แค่ใช้ชีวิตประจำวันยังยาก ทางลาดหรือสิ่งอำนวยความสะดวกแทบจะไม่มี แต่พอเราเป็นแบบนี้นานๆ ไปครอบครัวก็ยิ่งแย่ลง พ่อแม่ต้องทำงานหนักหาเช้ากินค่ำ เพื่อเลี้ยงดูทั้งเราและน้องสาว จนพี่มีโอกาสได้ไปสถานฝึกอาชีพคนพิการ เจอหลายคนที่เขาหนักกว่าเรา เช่น ตาบอด หรือไม่มีแขนทั้งสองข้าง แต่พวกเขาก็ยังดูแลตัวเองและครอบครัวได้ นั่นเลยทำให้เรารู้ว่าไม่ได้มีแค่เราคนเดียวในโลกที่เป็นแบบนี้นะ เมื่อเขาทำได้ เราก็ต้องทำได้เหมือนกัน ถ้าอยากให้ครอบครัวดีขึ้น พี่ก็ต้องเปลี่ยนความคิดตัวเอง”

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้พี่แววฮึดสู้กับโชคชะตา และสามารถพาตัวเองเข้าสู่การเป็นนักกีฬาทีมชาติด้วยจุดมุ่งหมายเดียวคือ “ชัยชนะ” จึงทำให้คว้าเหรียญรางวัลระดับนานาชาติมาได้มากมาย เช่น 1 เหรียญทอง 1 เหรียญทองแดง จากการแข่งขันพาราลิมปิกเกมส์ ณ กรุงเอเธนส์, และ 2 เหรียญทอง 1 เหรียญทองแดง ในรายการไอวาส วีลแชร์ เวิลด์ คัพ ที่ประเทศโปแลนด์ เป็นต้น ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ว่าความรักที่มีต่อครอบครัวนั้น ทำให้เธอมาไกลและสามารถบรรลุทุกเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ คือ ทำให้ครอบครัวสบาย น้องสาวได้เรียนจบปริญญาตรี ทุกคนได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันเป็นครอบครัวใหญ่ รวมถึงเธอเองก็มีครอบครัวและลูกสาวที่น่ารักเป็นของตัวเองด้วย

รัก บทที่ 2

แน่นอนว่ากว่าจะถึงจุดนี้ไม่ง่ายเลย เพราะเมื่อก่อนสภาพสังคมไทยยังไม่เอื้อต่อการใช้ชีวิตของคนพิการ พี่แววเล่าให้เราฟังถึงเส้นทางการเป็นนักกีฬาทีมชาติว่า ต้องมาอยู่ในกรุงเทพคนเดียวเป็นเวลา 4 ปี เพื่อฝึกซ้อมจนประสบความสำเร็จได้เหรียญทองจากพาราลิมปิกเกมส์ที่เอเธนส์ ตอนนั้นต้องทำทั้งงานประจำ งานเสริม และมากสุดคือต้องกินข้าววัด เพื่อให้มีเงินเพียงพอต่อการใช้ชีวิตและส่งให้ที่บ้าน การจะเดินทางไปไหนมาไหนก็ต้องทนใช้แท็กซี่เป็นหลัก ซึ่งค่ารถแพงมาก แต่ไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้

“ตลอดเส้นทางนี้มีเรื่องให้ท้อเยอะมาก เพราะสมัยก่อนยังไม่มีงบประมาณสนับสนุนนักกีฬาพิการ ค่าเช่าห้อง ค่าเดินทาง ค่ากินอยู่ เราต้องจ่ายเองทั้งหมด ทำให้ในหนึ่งปีเรามีโอกาสแข่งเก็บคะแนนเพื่อลุ้นไปพาราลิมปิกแค่ครั้งเดียว เป็นอะไรที่เสี่ยงและกดดันมาก ถ้าคะแนนไม่ถึงก็หมดสิทธิ์แข่งไปเลย หรือจะเป็นการท้อใจในช่วงซ้อม ที่ตั้งใจซ้อมมากๆ แล้ว แต่ก็มีบ้างที่ทำได้ไม่ดีอย่างที่ตั้งเป้าหมายไว้ และล่าสุดกับช่วงโควิดที่กระทบต่อสภาพจิตใจหนักมาก เพราะเราตระเวนแข่งเก็บคะแนนสะสมมาตลอด 4 ปีเต็ม และพร้อมเต็มที่แล้วที่จะสู้ศึกพาราลิมปิกเกมส์ แต่ทุกอย่างต้องเลื่อนออกไป ยอมรับว่าช่วงแรกเราเสียกำลังใจในการฝึกซ้อมไปเลย แต่พี่บอกกับตัวเองเสมอนะว่าท้อได้ ร้องไห้ได้ แต่ห้ามบ่อย เพราะถ้ามัวแต่ท้อใจ ทุกอย่างที่หวังไว้ก็อาจเป็นศูนย์ ช่วงหลังเลยฟิตซ้อมจนเติมเต็มเหมือนเดิมแล้ว”

รัก บทที่ 3

กลับมาสู่ปัจจุบัน … พี่แววก็ยังคงเป็นเบอร์หนึ่งของกีฬาวีลแชร์ฟันดาบหญิงทีมชาติไทย โดยกำลังเตรียมตัวแข่งขันในรายการชิงแชมป์เอเชีย เดือนพฤษภาคม 2021 นี้ เพื่อชิงตั๋วไปพาราลิมปิกเกมส์ที่ญี่ปุ่น ซึ่งเราแอบสงสัยว่าหนึ่งปีเต็มที่ไม่ได้ลงแข่งขันเลย คนที่มุ่งมั่นในชัยชนะมากๆ อย่างพี่แวว จะมีอะไรที่แตกต่างไปจากเดิมมากน้อยแค่ไหน

เธอบอกกับเราว่า เริ่มเล่นวีลแชร์ฟันดาบมาตั้งแต่ปี 1999 ด้วยเป้าหมายสูงสุดที่อยากให้ครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดังนั้นทำอย่างไรก็ได้ให้ตัวเองติดทีมชาติและได้เหรียญทองเท่านั้น “ตอนนั้นมันคือความรู้สึกที่ต้องทำให้ได้เท่านั้น ถ้าทำไม่ได้ต้องตายแน่ ๆ (หัวเราะ) ซึ่งปัจจุบันเป้าหมายก็ยังเหมือนเดิม คือต้องชนะในแมทซ์ชิงแชมป์เอเชียและพาราลิมปิกส์ แม้จะต้องเจอคู่แข่งสำคัญอย่างประเทศจีนก็ตาม แต่ความรู้สึกมันต่างออกไปแล้ว เพราะประสบการณ์ได้สอนเราว่าบางครั้งความหวังมันอาจจะผิดพลาดได้ ขอแค่ทำให้ดีที่สุดในทุกการแข่งขัน ขยันฝึกซ้อมตามตาราง และถ้าถึงที่สุดแล้วมันจะไม่ชนะก็ต้องยอมรับมันให้ได้ แล้วเดินหน้าต่อ”

รัก บทที่ 4

“ถึงรักกีฬาแค่ไหน แต่ตั้งใจว่าจะไม่ไปเป็นโค้ช!”

เสียงยืนยันอย่างหนักแน่นจากปากของพี่แวว หลังจากที่เปิดเผยเป้าหมายต่อไปว่า จะเล่นวีลแชร์ฟันดาบจนถึงพาราลิมปิกเกมส์ที่ประเทศฝรั่งเศสเป็นรายการสุดท้าย และล่ำลาวงการด้วยวัย 50 ปี เธอยืนยันว่าจะไม่ผันตัวไปเป็นโค้ชแน่นอน เพราะกว่าจะถึงวันนี้เธอได้ทุ่มเทเวลากว่าครึ่งชีวิตเพื่อรับใช้ชาติแล้ว หลังจากนี้จึงอยากทุ่มเทให้กับการดูแลลูกสาวเป็นหลัก แต่ถึงอย่างไรก็จะไม่ทิ้งกีฬาแน่ ๆ หากอนาคตมีโอกาสก็ยินดีจะกลับไปเป็นที่ปรึกษาของสมาคมฯ เพื่อถ่ายทอดเทคนิคดีๆ ผ่านความรักในกีฬาของเราไปยังน้องๆ นักกีฬารุ่นใหม่

บทสรุปของ “รัก”

“ความรักและวีลแชร์ฟันดาบ คือส่วนผสมที่ทำให้ชีวิตพี่สมบูรณ์ขึ้น จากครอบครัวที่ไม่มีอะไรเป็นของตัวเองเลย ก็กลายเป็นมีพร้อมทุกอย่าง มีบ้าน มีที่ดิน มีรถ มีธุรกิจ และมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ ทุกคนไม่ต้องลำบากแล้ว และสิ่งสำคัญคือกีฬานี้ทำให้พี่มีชีวิตที่แข็งแรงกว่าคนพิการในวัยเดียวกัน สามารถอยู่กับคนที่เรารักไปได้อีกนาน”

ซึ่งก่อนจากการครั้งนี้ พี่แววได้ฝากข้อคิดดีๆ มาถึงเพื่อนคนพิการด้วยว่า ตอนนี้สังคมเปิดรับคนพิการมากขึ้น มีสิ่งอำนวยความสะดวกและกฎหมายรองรับมากมาย ทั้งในเรื่องการทำงาน การเป็นนักกีฬา และการใช้ชีวิตประจำวันก็ตาม แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้ทุกคนประสบความสำเร็จและใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไปได้  คือ “การยอมรับตัวเอง” เราต้องมีความรักและเห็นคุณค่าในตัวเองเสียก่อน แล้วสิ่งดีๆ จะตามมาเอง

เส้นทางชีวิตของพี่แวว เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ทำให้เราได้เห็นถึงมุมมองที่ยิ่งใหญ่ของคำว่า “รัก” ได้เป็นอย่างดี ผู้เขียนหวังว่าเรื่องราวอันน่าประทับใจนี้จะช่วยให้หลายๆ คนกล้าที่จะเผชิญกับโชคชะตา

แล้วนำเอา “รัก” มาผลักดันตัวเองให้เดินหน้าต่อไปได้

– ด้วยรัก –

The Love That Drives Saisunee Jana

“Love” is a simple, yet powerful word which has always inspired, guided, and propelled humankind. For Saisunee “Weaw” Jana, a pro wheelchair fencer who’s been representing Thailand for over 20 years, love was the driving force behind her success.

“It was really hard for me to accept my disability because I wasn’t born with it. But thanks to the love I have for my family, I’ve accomplished so much in my life.”

Love: Chapter 1

No one would have thought that a fit and healthy person like Weaw would come to a pivotal moment in her life when her dream of supporting her family was crushed. Following a road accident that left her paraplegic 30 years ago, she had to spend the following seven years trying to get her life back on track.   “I was basically waiting around to die. I was so ridden with guilt because I became such a burden to my family. Everywhere I looked, I saw the struggle faced by the disabled. Everyday routine has become a challenge especially with society’s lack of accessibility. Don’t even get me started on making a living. I simply couldn’t come to terms with my disability and how it affected the family. My parents had to work extra hard, not only to make ends meet, but also to support me and my younger sister. One day, I had a chance to attend a workshop organized by the local disability training center and saw how people who were worse off than I was still managed to take care of themselves and their families. Only then I realized that I wasn’t alone in this. If they could do it, I could do it too. I had to change my mindset if I wanted the best for my family.”

With burning determination, Weaw wanted to prove that she, too, could ‘win.’ This newfound attitude eventually led her to be qualified for the national team. So far in her career, she snatched one gold and one bronze from Athens 2004 Paralympic Games; and two golds and one bronze from IWAS Wheelchair Fencing World Cup in Poland. Her accomplishments, fuelled by the love for her family, have made it possible for everyone to have a better life. Her sister was able to attend a university and finish her bachelor’s degree. Everyone, including Weaw’s own young daughter, is now living together as one big happy family.

Love: Chapter 2

Of course, it wasn’t all roses because our society wasn’t built with
people with disabilities in mind. In order to achieve her goal of becoming a successful athlete, she had to relocate to Bangkok and lived by herself for four years. During this period, on top of the already rigorous training schedule for the Athens Paralympics, she was also working two jobs. Life in the city became expensive because she had to rely on taking a taxi to get around and there was no other choice. Sometimes she had to eat free meals at a temple to make sure that she’d have enough money to send back home. 

“There were so many obstacles along the way. Funding for athletes with disabilities was non-existent at the time, so I had to shoulder all the expenses myself. Given the circumstances, I could only afford to enter one qualifying event for the Paralympics. It was stressful because it was all or nothing for me. I would get discouraged when the training doesn’t go well as planned. Things got worse during the spread of Covid-19. Everything got postponed, which was very disappointing because I’d been competing and training for four full years in preparation for the Paralympics. Despite it all, I told myself to never give up because all the hard work and sacrifice would have been for nothing.”

Love: Chapter 3

Today, Weaw is the top athlete representing Thailand’s female wheelchair fencing team. She’s currently training for an Asian event in May, in hopes that she would get to compete in the Japan Paralympics. For someone who’s always been determined and competitive, what was it like not being able to compete for one whole year? 

She told us that the reason she got into the sport back in 1999 was to improve the livelihood of her family and do all it took to represent the national team and win medals. “My feeling then was pretty much ‘do it or die’ (laughs). Well, it’s still my goal today. I still have to do my best to win Asian events as well as the Paralympics even though I’m faced with strong competitors like Chinese athletes. What’s shifted, though, is that I’ve learned from experience that having high expectations can lead to failure. As long as I stick to my training schedule and give it my all when competing, no matter what the result may be, I’ll accept it and move on.”

Love: Chapter 4

“No matter how much I love the sport, I’d never become a coach!”

Weaw plans to keep competing until the Paris 2024 Paralympic Games, which she hopes would be the last competition of her career. She wants to retire at the age of 50 and dedicate the rest of her time to raising her daughter. While she’s adamant about never becoming a coach because she’s already sacrificed more than half of her life competing for the national team, she’s willing to help inspire the next generation of athletes.”

The Summary of Love

“Love and wheelchair fencing are the two things that have helped shape and enrich my life. From having nothing, my family now has a house and a car. We own land and a business. No one in the family has to struggle anymore. Last but not least, the sport made me a lot stronger and healthier than other people my age. I know that I’ll be with the ones I love for a long time.”

Finally, Weaw wants to give a shoutout to people with disabilities out there. “Society today is more accepting of us than before. Cities are more accessible and the law serves us better when it comes to employment, being an athlete or simply living a day-to-day life. The most important thing for us is acceptance. We have to learn to love ourselves and discover our value first, then positive things will follow.” 

Weaw’s life journey and achievements truly illustrate the power of love. For anyone who’s struggling in life, we hope that her story will inspire you as much as it inspired us.

Let love drive us forward

– With Love –