BTS Effect: เมื่อ BTS นิยามคำว่า ’รับใช้ชาติ’ ให้ไกลไปกว่าการเกณฑ์ทหาร

Photo credit: Pantip

ยังคงเป็นข้อถกเถียงที่ยังไม่สิ้นสุดกับการจะต้องเข้ารับใช้ชาติของ ‘จิน’ (คิมซอกจิน – 김석진) จากวง ‘BTS’ ที่กำลังจะมีอายุครบ 30 ปี ในเดือนธันวาคมนี้ หลังจากเขาได้รับการผ่อนผันการเกณฑ์ทหารจากอายุ 28 ปี เป็น 30 ปี โดยร่างกฎหมายใหม่ที่ทางรัฐสภาเกาหลีใต้มีมติเห็นชอบไปเมื่อปี ค.ศ. 2020 เปิดโอกาสให้ศิลปินที่ส่งเสริมภาพลักษณ์แก่ประเทศสามารถรับการผ่อนผัน ซึ่งกฎหมายใหม่นี้มีเงื่อนไขในการอนุญาตให้ศิลปินดาราที่ได้รับเหรียญรางวัลเกียรติยศจากรัฐบาลว่าเป็นผู้เผยแพร่วัฒนธรรมในประเทศและระดับโลกมาขอผ่อนผันการเกณฑ์ทหารได้

‘โนอุงเร’ (노웅래) ผู้ร่างกฎหมายระดับสูงในพรรคประชาธิปไตยแห่งเกาหลีใต้ได้กล่าวสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ว่า “หน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ในการปกป้องประเทศของเรา ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องพกอาวุธ” จากประโยคข้างต้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ากระแส ‘ฮันรยู’ (Hallyu) หรือ ‘โคเรียนเวฟ’ (Korean Wave) คือขีปนาวุธทางวัฒนธรรมอันทรงพลังของเกาหลีใต้ เมื่อครั้งที่เพลง ‘Gangnam Style’ ของ ‘PSY’ กำลังเป็นที่นิยม มูลค่าทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้พุ่งสูงราว 2.9 หมื่นล้านบาท ตามมาด้วยกระแสซีรีส์ ‘Winter Sonata’ ที่นำแสดงโดย ‘เบยงจุน’ (배용준) ทำเงินเข้าประเทศราว 8.7 หมื่นล้านบาท และในปัจจุบัน ประเทศเกาหลีใต้ก็ได้ติดอาวุธอันทรงอานุภาพชนิดใหม่ที่มีชื่อว่า BTS งานวิจัยของสถาบันวิจัยฮุนได (Hyundai Research Institute) ในปี ค.ศ. 2018 ระบุว่า BTS สร้างเม็ดเงินให้กับประเทศเกาหลีใต้มากมายถึง 1.27 แสนล้านบาท และความคลั่งไคล้ของชาวต่างชาติที่มีต่อพวกเขานั้นส่งผลต่อการตัดสินใจในการเดินทางท่องเที่ยวสู่ประเทศเกาหลีใต้ กล่าวได้ทุกๆ นักท่องเที่ยว 13 คน หนึ่งในนั้นตัดสินใจมาเที่ยวเกาหลีใต้เพราะ BTS โดยมีการคาดการณ์ว่าถ้า BTS ยังคงรักษาความนิยมไว้ได้ต่อไป ภายในปี ค.ศ. 2028 พวกเขาจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศเกาหลีใต้ได้ถึง 1.5 ล้านล้านบาท แต่การรักษาความนิยมของ BTS คงไม่ใช่เรื่องง่าย หากพวกเขาจะต้องเข้าประจำการในกรมทหารเป็นเวลาเกือบ 2 ปี

Photo credit: Vogue

BTS เริ่มโด่งดังที่สหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 2017 และในปี ค.ศ. 2018 อัลบั้ม ‘Love Yourself: Tear’ ก็สามารถขึ้นครองอันดับ 1 บนชาร์ต Billboard 200 และเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปีที่อัลบั้มอันดับ 1 ไม่ใช่เพลงสากล ทั้งยังได้ขึ้นปกนิตยสาร Times ในฐานะ Next Generation Leaders รวมไปถึงการได้รับเลือกให้กล่าวสุนทรพจน์บนเวทีประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ แต่จุดสูงสุดของ BTS ไม่ได้จบเพียงเท่านั้น ในปี ค.ศ. 2019 พวกเขาทำสถิติพาผลงานเพลง 3 อัลบั้มขึ้นอันดับ 1 ชาร์ต Billboard 200 ภายในระยะเวลา 1 ปี เป็นศิลปินที่สร้างสถิติต่อจาก The Beatles และหลังจากเพลง Dynamite ขึ้นไปครองอันดับ 1 บนชาร์ต Billboard Hot 100 ในปี ค.ศ. 2020 ทางกระทรวงวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยวของเกาหลีได้เผยแพร่รายงานว่าการที่ BTS สามารถบุกชาร์ตได้ในครั้งนี้ จะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยรวมสูงถึง 5.2 หมื่นล้านบาท สร้างการจ้างงานในประเทศเกือบ 8,000 ตำแหน่ง และด้วยรายได้ของประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลนี่เอง รัฐบาลจึงมีแนวคิดส่งเสริมและสนับสนุนศิลปินโดยการพิจารณาผ่านร่างกฎหมายผ่อนผันการเกณฑ์ทหารจากอายุ 28 ปี เป็น 30 ปี ให้แก่ศิลปินที่ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับประเทศ หรือที่หลายคนเรียกว่า ‘BTS Law’ ซึ่งความสำเร็จของพวกเขานั้นก็ไม่ได้ผิดแผกไปจากการคาดการณ์ BTS ได้ตอกย้ำความสำเร็จด้วยการเข้าชิง Grammy Awards ถึงสองปีซ้อนในปี ค.ศ. 2021 และ ค.ศ. 2022 รวมถึงได้แสดงเพลง ’Permission to Dance’ ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ ส่งสารแห่งความหวังหลังช่วงโรคโควิดระบาด เรียกได้ว่า BTS ไม่ได้เป็นแค่ศิลปินขวัญใจชาวเกาหลีใต้ แต่พวกเขายังได้พาวัฒนธรรมประเทศบ้านเกิดไปเป็นขวัญใจของคนทั้งโลก นอกจากนี้ความโด่งดังของ BTS ยังส่งผลให้วงการเพลงเกาหลีได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทั่วโลกกว่า 22% อีกด้วย

Photo credit: Lifestyle : Campus Star

ถึงแม้ BTS จะเป็นวงที่เดบิวต์มาแล้วกว่า 9 ปี สำหรับวงการดนตรีระดับโลกแล้ว นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ดังนั้นการที่ ‘จิน’ พี่ใหญ่ของวงต้องเข้ากรมในสิ้นปีนี้ จึงเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายกังวลและยังหาข้อสรุปไม่ได้ เพราะ BTS เองก็ไม่ได้สร้างรายได้จากการเป็นศิลปินเท่านั้น พวกเขายังมีอิทธิพลต่อการบริโภคสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งในประเทศและการส่งออก คิดเป็นมูลค่ากว่า 2.85 แสนล้านบาท หรือแม้แต่อุตสาหกรรมยานยนต์ โดยแคมเปญที่ BTS เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ทำเงินให้กับ Hyundai Motors ไปกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท

Photo credit: Hyundai Motor Group

แม้ว่าเกาหลีใต้จะมี BTS จะเป็นขีปนาวุธทางวัฒนธรรมที่ทรงพลังขนาดไหนก็ตาม ด้วยความอ่อนไหวของสถานการณ์ระหว่างเส้นเขตแดนเส้นขนานที่ 38 ที่มีเพียงการเจรจาหยุดยิงชั่วคราวเป็นหลักประกัน เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้จึงยังคงสถานะเป็นประเทศคู่สงคราม  เกาหลีใต้ต้องเผชิญกับกองทหารและเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่เกาหลีเหนือสามารถพัฒนาเป็นอาวุธเกาหลีใต้จึงจำเป็นต้องเกณฑ์ชายสัญชาติเกาหลีใต้ทุกคนที่มีสมรรถภาพร่างกายแข็งแรงและอายุ 18 ปีขึ้นไปมาทำหน้าที่รั้วของชาติ เป็นระยะเวลา 18-21 เดือน โดยในการเข้ารับเกณฑ์ทหารนั้นสามารถผ่อนผันตามเหตุสมควรได้จนถึงอายุ 28 ปี ซึ่งการที่บีทีเอสได้รับการผ่อนผันเพิ่มมาอีก 2 ปีจากผลบังคับใช้ของกฎหมายฉบับใหม่ และอาจจะได้รับการยกเว้นในอนาคต ก็ยังเป็นข้อกังขาของสังคมในเรื่องการวัดว่าศิลปินดาราร่วมสมัยจะต้องประสบความสำเร็จอย่างไรจึงจะเข้าเกณฑ์ จะใช้ยอดขาย ชาร์ต หรือรางวัลอะไรเป็นตัวกำหนด ซึ่งเดิมทีรัฐบาลเกาหลีใต้ให้สิทธิดังกล่าวเฉพาะนักกีฬาที่ได้รับรางวัลระดับนานาชาติ และนักดนตรีคลาสสิกที่ชนะการแข่งขันโปรแกรมระดับโลกเท่านั้น โดย ‘ฮวังฮี’ (황희) รัฐมนตรีวัฒนธรรมของเกาหลีใต้ผู้ผลักดันกฎหมายนี้กล่าวว่า “ระบบการผ่อนผันนั้นมีขึ้นเพื่อที่จะมอบโอกาสแก่บุคคลที่ส่งเสริมภาพลักษณ์ต่อประเทศด้วยความสามารถพิเศษอันเป็นเลิศของพวกเขา ให้ได้ทำประโยชน์ต่อประเทศมากขึ้นไปอีก และมันไม่มีเหตุผลใดที่ศิลปะวัฒนธรรมอันเป็นที่นิยมจะถูกจำกัดออกจากระบบนี้”

Photo credit: Wired UK

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าปรากฏการณ์ BTS คือผลสำเร็จที่รัฐบาลเกาหลีใต้มุ่งหวังให้เกิดขึ้นหลังความพยายามวางแผนและผลักดันการส่งออกวัฒนธรรมเกาหลีมาตั้งแต่ช่วงปี 90’s หากแต่ความเห็นของประชาชนในเรื่องการเข้ารับการเกณฑ์ทหารให้กับสมาชิก BTS ก็ถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน แน่นอนว่ามีคนยินดีกับความสำเร็จและคุณูปการที่ BTS สร้างให้แก่ประเทศ แต่ก็มีหลายคนที่อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ในฐานะประชากรชายที่อุทิศตนทำงานไม่ต่างกัน แต่ในเมื่อความพยายามของพวกเขามีมูลค่าน้อยกว่า ควรแล้วหรือที่ความพยายามของเขาจะถูกเพิกเฉย ทุกปีมีผู้ชายราว 200,000 คนที่การดำเนินชีวิตและความฝันต้องหยุดชะงัก และสูญเสียรายได้ในระหว่างช่วงเกณฑ์ทหาร ถึงแม้ว่าในวันนี้ BTS จะส่งผลอย่างมากมายต่อเศรษฐกิจและสังคมของเกาหลีใต้ ในเวลาเดียวกัน วงการบันเทิงเกาหลีก็ไม่ได้เติบโตเพียงมิติเดียว แต่ยังมีภาพยนตร์และละครที่ได้รับความนิยมเป็นกระแสระดับโลกมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างภาพยนตร์เรื่อง ‘Parasite’ ที่ได้รับรางวัลจากเวทีสำคัญมามากมาย หรือซีรีย์ยอดนิยมอย่าง ‘Squid Game’ แน่นอนว่ากระแสโคเรียนเวฟคงไม่มีทางแผ่วลงง่ายๆ ในอนาคตย่อมต้องมีศิลปินดาราหรือนักร้องอีกหลายคนที่ผนึกกำลังการส่งออกวัฒนธรรมเกาหลีใต้ให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงสายงานอื่นที่ต้องให้ความสำคัญ อาทิ วิศวกรและนักวิจัยที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ โดยทางคณะผู้บริหารชุดใหม่ของประธานาธิบดี ‘ยุนซอกยอล’ (윤석열) กำลังพิจารณายกเว้นการเข้ารับราชการทหารกับบุคลากรเหล่านี้ หรือถ้าจะมองไปยังโลกธุรกิจ หากวันหนึ่งมีนักธุรกิจอายุยังน้อยที่สามารถสร้างสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์น นำเม็ดเงินเข้าประเทศไม่แพ้สายงานแขนงอื่น รัฐบาลจะออกกฎเกณฑ์การยกเว้นหรือผ่อนผันแบบไหนให้เท่าเทียมและเป็นธรรม

Photo credit: Amnesty International

ทั้งนี้ ปัจจุบันเกาหลีใต้เป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเกิดต่ำที่สุดในโลก ทำให้เกิดช่องว่างใหญ่ในการปฏิบัติหน้าที่ของทหาร ถ้ากองทัพเกาหลีใต้ต้องการคงกำลังพลไว้ที่ระดับ 690,000 คน ก็จำเป็นต้องมีประชากรชายอายุ 20 ปี ประมาณ 400,000 คน แต่ในปัจจุบันกลับมีประชากรวัยนี้เพียง 250,000 คนเท่านั้น และกำลังลดลงเรื่อยๆ ในขณะที่เกาหลีเหนือมีกำลังพลประจำการมากกว่า 600,000 นาย และยังสามารถเกณฑ์ชายหนุ่มที่อายุครบ 19 ปีเข้ากรมทหารได้ในทุกๆ ปี จึงเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลเกาหลีใต้ต้องบริหารจัดการกำลังคนให้ครอบคลุมรอบด้าน ในเมื่อประเทศเกาหลีใต้ต้องการมีพื้นที่บนเวทีโลกทั้งทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงการรักษากองกำลังต้านทานเกาหลีเหนือที่สถานการณ์ยังไม่มีทีท่าจะสงบง่ายๆ 

อ้างอิง
medium

prachachat

youtube

thairath

thaiarmedforce