​​#MyAriel หรือ #NotMyAriel – สังคมคิดเห็นอย่างไร กับแอเรียลคนดำที่หลุดจากภาพจำวัยเด็ก

Photo credit: Augustine FM

“Out of the sea, wish I could be part of that world” – เพียงหนึ่งประโยคที่เงือกสาวจากภาพยนตร์ไลฟ์เเอคชั่นของ Disney ‘The Little Mermaid’ ได้เปล่งเสียงร้องสไตล์ R&B ออกมาแล้วเผยให้เห็นใบหน้าแอฟริกัน-อเมริกันกับผมเดรดล็อคสีมะฮอกกานี ตัวอย่างภาพยนตร์เพียงสองนาทีนี้ก็ได้กระแสตอบรับมากมายทั้งแง่บวกและลบ รวมไปถึงการตั้งคำถามในการเลือก ‘ฮัลลี เบลีย์’ (Halle Bailey) มารับบทนำ ว่านี่จะเป็นกลยุทธ์โอบรับ หรือยัดเยียดความแตกต่างของดิสนีย์กันแน่

เจ้าหญิงดิสนีย์หลายเรื่องได้ถูกแปลงร่างจากภาพจินตนาการสองมิติสู่ภาพยนตร์ไลฟ์แอคชั่นมาแล้วทั้งหมด 5 คน แต่ที่ผ่านมา ดิสนีย์มักใช้นักแสดงที่มีรูปลักษณ์คล้ายกับต้นฉบับ ไม่ว่าจะเป็นสองสาวอังกฤษ ‘ลิลลี เจมส์’ (Lily James) และ ‘เอมม่า วัตสัน’ (Emma Watson) ในบทซินเดอเรลลาและเบลล์, ‘แอล แฟนนิง’ (Elle Fanning) สาวอเมริกันในบทเจ้าหญิงออโรรา, นักแสดงลูกครึ่งอังกฤษอินเดีย ‘นาโอมิ สก็อตต์’ (Naomi Scott) ในบทเจ้าหญิงจัสมิน และ ‘หลิวอี้เฟีย’ (Liu Yifei) นักแสดงชาวจีนสัญชาติอเมริกันในบทของมู่หลาน

Photo credit: Disney Fans on Pinterest

นอกจากเสียงหวานใสและดวงตาไร้เดียงสาที่ถวิลหาโลกกว้างของ ฮัลลี เบลีย์แล้ว รูปลักษณ์ภายนอกของเธอนั้นแตกต่างจากตัวละครต้นฉบับของดิสนีย์อย่างสิ้นเชิง ทำให้ภายใน 2 วันหลังจากเปิดตัวนักแสดงเรื่องนี้ วิดีโอ trailer ก็ถูกถล่มด้วยยอด dislike ไปกว่าล้านครั้ง จนต้องปิดการแสดงผล ส่วนสาเหตุของความไม่พอใจนั้นไม่ใช่เพียงการเหยียดสีผิวของผู้ชม โดยมีตั้งแต่การทำร้ายความทรงจำวัยเด็กที่มีภาพจำของแอเรียลเป็นเงือกน้อยผิวขาวเอาส้อมสางผมยาวสลวยสีแดงของเธอใต้ท้องทะเล รวมไปถึง ‘การฟอกดำ’ หรือ ‘blackwashing’ ซึ่งก็คือการใช้นักแสดงผิวดำมาแสดงในสื่อบันเทิงจริตคนขาว

Photo credit: Disney

The Little Mermaid ฉบับดิสนีย์ถูกดัดแปลงจากผลงานชื่อเดียวกันของ ‘ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน’ (Hans Christian Andersen) ซึ่งเจ้าหญิงเงือกน้อยของเขาถูกบรรยายไว้ว่ามีผิวใสและบอบบางราวกลีบกุหลาบ และมีดวงตาสีฟ้าดั่งใต้ท้องทะเลลึก เธอพบกับความรักต้องห้ามที่ไม่สมหวังกับชายหนุ่มที่มีสถานะทางสังคมสูงกว่า  แก่นของนิทานเงือกน้อยนั้นยังสื่อถึงความแปลกแยก ไม่ว่าจะเป็นความรักของคนกับเงือก หรือการที่เงือกพยายามทำตัวเข้ากับสังคมชั้นสูงของมนุษย์

Photo credit: La Joie de lire

แอนเดอร์เซนเกิดในครอบครัวยากจน และเข้ามาแสวงโชคที่โคเปนเฮเกนในวัย 14 ปี ด้วยความฝันอยากจะเป็นนักแสดง ซึ่งเขาได้ถูกรับเข้าคณะโรงละครแห่งชาติเดนมาร์ก (Royal Danish Theatre) จากเสียงโซปราโน แต่ก็ไปไม่ถึงฝันเพราะเสียงของเขาเปลี่ยน ไม่ต่างจากเงือกน้อยที่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นมาดูโลกบนผิวน้ำได้เมื่ออายุครบ 15 ปี แล้วก็ต้องแลกเสียงอันไพเราะเพื่อจะได้กลายเป็นมนุษย์ 

ถ้าหากจะตีความคาแรคเตอร์เงือกน้อยใหม่โดยยึดจากเสียงเป็นหลัก ฮัลลีก็ถือได้ว่าเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลย เพราะเธอและพี่สาวคือนักร้องดูโอ R&B ในนาม ‘Chloe & Halle’ เด็กปั้นสังกัดค่าย Parkwood Entertainment ของบียอนเซ่ (Beyoncé) ซึ่งพวกเธอได้ถูกเสนอเข้าชิงรางวัลแกรมมีในปี ค.ศ. 2019 และ 2021 นอกจากนี้ ฮัลลียังได้รับเกียรติให้ร้องเพลง ‘Can You Feel the Love Tonight’ ในวาระสวนสนุกดิสนีย์เวิลด์ (Disney World) ฉลองครบรอบ 50 ปีอีกด้วย ไม่ใช่แค่โทนเพลง ‘Part of Your World’ ที่เปลี่ยนไป แต่รูปลักษณ์ภายนอกของแอเรียลจากการ์ตูนสุดคลาสสิกในปี ค.ศ. 1989 ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ‘ร็อบ มาร์แชลล์’ (Rob Marshall) ผู้กำกับ The Little Mermaid ได้ให้สัมภาษณ์กล่าวถึงฮัลลีว่า “หลังจากที่พวกเราออกตามหานักแสดงอย่างหนักหน่วง ผมก็ค้นพบว่า ฮัลลี เบลีย์ คือเจ้าหญิงแอเรียลที่ผมชอบมากๆ เธอมีคุณสมบัติหลายอย่างที่ลงตัวและหาได้ยากยิ่ง ทั้งความมีจิตใจที่ยิ่งใหญ่ ความไร้เดียงสา ความใสซื่อบริสุทธิ์ ทั้งหมดนี้คือคุณสมบัติที่แท้จริงและเหมาะกับการรับบทบาทที่โดดเด่นนี้”

ปฎิเสธไม่ได้เลยว่ากระแส Hollywood ถูกค่อนขอดด้วยคำกล่าว “Too White” มาโดยตลอด ทั้งการคัดเลือกนักแสดงผิวขาวมาแสดงในบทที่มีชาติพันธุ์และสีผิวอื่นที่เรียกว่า ‘whitewashing’ (การฟอกขาว) ซึ่งฮอลลีวูดมักจะถูกโจมตีว่าปิดกั้นโอกาสนักแสดงเชื้อชาติอื่น โดยเฉพาะเวลาที่นำภาพยนตร์หรืออนิเมะต้นฉบับสัญชาติอื่นมาดัดแปลง โดยใช้นักแสดงผิวขาว

เมื่อโลกเข้าสู่ยุคที่ผู้คนตระหนักถึงความเท่าเทียมและไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ จนมาถึงการจุดชนวนกระแส ‘Black Lives Matter’ ที่เรียกร้องการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมและความยุติธรรมให้กับคนผิวดำหลังจากการเสียชีวิตของ ‘จอร์จ ฟลอยด์’ (George Floyd) ฮอลลีวูดก็ค่อยๆ โอบรับความหลากหลายมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว The Little Mermaid   ก็ไม่ใช่เรื่องแรกที่ตัวละครจากเรื่องแต่งหรือการ์ตูนถูกเปลี่ยนจากผิวขาวเป็นผิวดำ โดยคอนทริบิวเตอร์จาก Now This ได้ให้ความเห็นที่น่าสนใจไว้ว่า “การให้คนดำเล่นบทคนขาวไม่ได้ทำให้ภาพแทนของคนขาวลดน้อยลง หากแต่เป็นสร้างภาพตัวแทนและโรลโมเดลใหม่ที่ฮอลลีวูดเคยละเลย นอกจากนี้ บุคลิกของตัวละครต่ากหากที่มีความสำคัญ และมีผลต่อบทบาทมากกว่าความขาว” อย่าง ‘นิค ฟิวรี’ (Nick Fury) หัวหน้าสุดเก๋าของหน่วย ‘S.H.I.E.L.D’ จากจักรวาลมาร์เวลที่แสดงโดย ‘ซามูเอล แอล. แจ็กสัน’ (Samuel L. Jackson) หรือ ‘เซนดายา โคลแมน’ (Zendaya Coleman) กับบท ‘ชานิ’ (Chani) จากภาพยนตร์ Dune หรือ ‘แคทวูแมน’ (Catwoman) ที่มีภาพจำว่าเป็นสาวผิวขาวสุดเฉี่ยว โดยเวอร์ชันล่าสุดแสดงโดย ‘โซอี้ คราวิตซ์’ (Zoë Kravitz) โดยการตีความตัวละครผ่านการแสดงที่โดดเด่นต่างหาก ที่ทำให้พวกเขาถูกจดจำ จึงอาจจะเป็นการด่วนตัดสินเกินไปที่จะกล่าวว่าการรับบทเงือกน้อยของฮัลลี จะเป็นเรื่องของการฟอกดำ

Photo credit: Bored Panda

ซึ่งถ้าอ้างจากบทสัมภาษณ์ของร็อบ ที่กล่าวว่าการที่ฮัลลีได้บทนี้เป็นเพราะบุคลิกของเธอ หรืออีกนัยหนึ่งก็กล่าวได้ว่า การรับบทเงือกสาวของฮัลลีนั้นเป็นผลมาจาก color-blind casting ซึ่งเป็นการคัดเลือกนักแสดงโดยไม่ได้คำนึงว่าเชื้อชาติจำเป็นต้องตรงกับบท 

ในสมัยก่อนมีปัญหาในการหานักแสดงให้ตรงเชื้อชาติ จึงจำเป็นต้องใช้นักแสดงท้องถิ่นมาเล่น แต่ในปัจจุบันที่ตัวเลือกนักแสดงมีมากจนแทบจะเดินไหล่ชนกัน ทำไมดิสนีย์ถึงเลือกฮัลลีมารับเแอเรียลที่ทุกคนมีภาพจำเป็นเงือกสาวที่มีผิวขาวผมแดงตั้งแต่ในการ์ตูน สวนสนุก และทุกผลิตภัณฑ์ของดิสนีย์? หรือนี่จะเป็นกลยุทธ์ที่ดิสนีย์ต้องการปรับเปลี่ยนให้ทันตามกระแสโลกที่โอบรับความแตกต่าง?

Photo credit: NJ Family / Online Station / Yangdu Duyang / Disney+ Hotstar


ในระยะหลัง ดิสนีย์ก็ได้สร้างภาพยนตร์ที่มีความหลากหลายทางสัญชาติและภูมิภาคมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ‘Coco’ ที่เล่าเรื่องเทศกาลแห่งความตาย (Día de los Muertos) ของเม็กซิโก ‘Soul’ ที่มีตัวละครหลักเป็นคนผิวดำ ‘Raya and the Last Dragon’ เจ้าหญิงดิสนีย์จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ‘Luca’ ที่มีฉากหลังเป็นประเทศอิตาลี ‘Encanto’ เรื่องราวของครอบครัวหนึ่งในหมู่บ้านของโคลอมเบีย และล่าสุด ‘Turning Red’ ที่เล่าเรื่องราวของครอบครัวของชาวเอเชียในต่างแดน ก็เป็นอีกหนึ่งความพยายามของดิสนีย์ที่ได้มองเห็นถึงความหลากหลายของสังคม วัฒนธรรมบนโลก และโอบรับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในจักรวาลของดิสนีย์เอง เทียบกับเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ที่เราจะได้เห็นแต่ตัวการ์ตูนคนขาวในกลุ่มของดิสนีย์คลาสสิก

แต่ก็ไม่ได้มีแค่ฟีดแบคด้านลบเพียงอย่างเดียว ยังมีเด็กสาวผิวดำมากมายที่ตื่นเต้นกับการเห็นแอเรียลมีหน้าตาและสีผิวคล้ายเธอ เด็กบางคนตื่นเต้นที่ได้เห็นผมเดรดล็อคของแอเรียล ซึ่งดิสนีย์ก็เคารพในตัวฮัลลีด้วยการไม่เปลี่ยนทรงผมของเธอ เพียงแค่เปลี่ยนสีผมเท่านั้น โดยฮัลลีได้ให้สัมภาษณ์ว่ารู้สึกมีความสุขมากที่ได้สวมบทบาทเป็นตัวละครที่เธอรักตั้งแต่วัยเด็ก โดยเธอมักจะสมมติว่าตัวเองเป็นแอเรียลเสมอเวลาไปสระว่ายน้ำ และดีใจมากยิ่งขึ้นอีกที่ทำให้เด็กหลายคนมีความสุข เธออยากให้เด็กๆ ที่มีรูปลักษณ์คล้ายเธอได้ดูแล้วรู้สึกว่าพวกเขานั้นพิเศษ นอกจากนี้ เงือกน้อยในเวอร์ชั่นคนแสดง ยังได้ ‘อลัน เมนเคน’ (Alan Menken) ผู้ประพันธ์เพลงต้นฉบับมาดูแลบทเพลง และ ‘ลิน มานูเอล มิแรนด้า’ (Lin Manual-Miranda) มาร่วมแต่งเนื้อร้องให้กับเพลงใหม่อีกด้วย โดยผู้กำกับมือรางวัลยังกล่าวว่า The Little Mermaid ที่กำลังจะเข้าฉายในปีหน้านั้นจะมีความลึกมากขึ้น เป็นเรื่องการต่อสู้จากหัวใจอิสระของแอเรียล และยังพูดถึงความสัมพันธ์พ่อลูกที่วันหนึ่งพ่อก็ต้องปล่อยลูกไปตามที่หัวใจของลูกต้องการ จึงอาจจะใจร้ายไปสักหน่อยหากจะปิดโอกาสแอเรียลสไตล์ R&B คนนี้ เพียงเพราะเธอมีรูปลักษณ์ต่างจากต้นฉบับในภาพจำ

อ้างอิง
The People

True ID

Now This News
Bangkok Biz News
NBC News
Workpoint Today