The Sea Beast – ประวัติศาสตร์ที่ผู้ชนะเป็นคนสร้าง และการสั่นคลอนความเชื่อว่า ใครกันแน่ที่เป็นอสูร?  

สารภาพเลยว่าตอนแรกที่เปิดดูเรื่อง ‘The Sea Beast’ (อสูรทะเล) นี้ ตั้งใจว่าจะดูเพลินๆ การ์ตูนก่อนนอน ปล่อยใจไม่คิดมาก แต่ผิดคาดจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่คิดว่าลายเส้นน่ารักๆ แบบนี้จะทำให้เราต้องขบคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอนิเมชั่นเอามาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ที่สังคมกำลังพบเจออยู่ การตั้งคำถามในแบบอภิปรัชญาถึงการเกิดขึ้น การมีอยู่จริงหรือไม่ จนไปถึงความจริงคืออะไร และความจริงจากใคร ทำเอาตาสว่างไปเกือบเช้าซะอย่างนั้น 

‘The Sea Beast’ เป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องใหม่บนสตรีมมิ่งชื่อดังอย่าง Netflix ที่หลังจากปล่อยตัวออกมาก็ขึ้นอันดับ 1 ภายในชั่วคืน ลายเส้นและภาพที่คุ้นเคยทำให้เราเชื่อใจได้ว่าอนิเมชั่นเรื่องนี้ต้องสนุกแน่เพราะได้ผู้กำกับมือดีอย่าง ‘คริส วิลเลียมส์’ (Chris Williams) ผู้สร้างสรรค์ผลงานที่น่าจดจำอย่าง ‘Big Hero 6’ และ ‘Moana’ แม้ ‘The Sea Beast’ อาจจะดูเหมือนอนิเมชั่นสูตรสำเร็จทั่วๆ ไปซึ่งเสพง่ายและเข้าใจได้เร็ว แต่ว่ากันด้วยเรื่องงานภาพที่ให้ความรู้สึกลื่นไหลเหมือนกับไลฟ์แอ็กชัน และตัวบทที่ทำออกมาครบรสเป็นอย่างดีนั้นจะสร้างความแตกต่างให้กับภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องนี้อย่างแน่นอน

เรื่องราวของ The Sea Beast เริ่มต้นด้วยเด็กหญิงจากบ้านรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ‘เมย์ซี่’ (Maisie) เธอมีความหลงใหลในอสูรทะเล และอยากจะเป็นนักล่าอสูรเหมือนกับพ่อแม่ของเธอ โดยมี ‘เจคอป ฮอลแลน’ (Jacob Holland) และ ‘กัปตันโครว’ (Crow) เป็นฮีโร่ แต่เมื่อเจคอปได้ปฏิเสธไม่ให้เธอเข้าร่วมกลุ่มด้วยความที่เธอยังเด็ก ทำให้เมย์ซี่ตัดสินใจที่จะลักลอบขึ้นเรือล่าอสูร และต้องพัวพันไปกับการไล่ล่า ‘เจ้าแดงคำราม’ อสูรทะเลในตำนานที่กองเรือหมายปองไปโดยปริยาย แน่นอนว่าตามมาด้วยเหตุการณ์วุ่นๆ ที่จะเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอสูรทะเลของเมย์ซี่และเจคอปไปอย่างสิ้นเชิง 

การล้างสมองผ่านตัวหนังสือ

ตั้งแต่เริ่มเรื่อง เราจะเห็นหนังสือที่คอยบอกเล่าเกี่ยวกับตำนานที่สาธยายถึงสายพันธ์ุและความโหดร้ายของอสูรทะเล และยกย่องบุคคลผู้เป็นนักล่าอสูรไว้อย่างยิ่งใหญ่ ทุกคนบนฝั่งต่างพากันเชื่อตามตัวอักษรในหนังสือเหล่านั้นเพราะว่า ‘เป็นสิ่งที่ใครๆ เขาก็เชื่อ และเล่าขานต่อๆ กันมา’ แต่สุดท้ายแล้ว เมย์ซี่ก็ฉุกคิดได้ว่าทั้งหมดเป็นฝีมือของราชวงศ์ที่เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อสูรทั้งหมด พวกเขาหลอกใช้ความกลัวเลี้ยงอำนาจตัวเองไปเรื่อยๆ อีกทั้งใช้เงินตราเป็นเครื่องมือให้คนอื่นไปล่าอสูร เพื่อที่ตัวเองจะได้อยู่ดีมีสุข ถ้าจะให้อธิบายแบบรวบรัดเกี่ยวกับอนิเมชั่นเรื่องนี้ คงพูดได้ว่ามันใกล้เคียงกับประโยคที่ว่า “ผู้ชนะเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์” มากที่สุด

เหล่าราชวงค์ได้ส่งต่อความเกลียดกลัวในอสูรทะเลให้ประชาชนผ่านทางหนังสือ เอาเงินรางวัลมากมายมาตีวนสงครามระหว่างมนุษย์และอสูรไม่รู้จบสิ้น การกระทำเช่นนี้ใกล้เคียงกับคำว่า ‘อสูรร้าย’ ยิ่งกว่าเจ้าแดงคำรามเสียอีก ถ้าหากเมย์ซี่ไม่เอะใจและนำสิ่งเหล่านี้มาพูดต่อหน้าสาธารณะชน การส่งต่อความเกลียดชังและปลูกฝังความเชื่อผิดๆ ก็ยังไม่หายไปไหนแน่นอน ถึงแม้ในชีวิตจริง การตื่นรู้ของประชาชนอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นทันทีเหมือนในอนิเมชั่นเรื่องนี้ แต่ด้วยไดอะล็อกของเมย์ซี่ การยืนหยัดของเจคอปก็ยิ่งส่งให้ The Sea Beast อนิเมชั่นสูตรสำเร็จที่เดาทางได้ง่ายเรื่องนี้ ไม่ได้น่าเบื่อและทรงพลังยิ่งกว่าที่คิดเอาไว้เสียอีก

“โลกมันกว้าง เจคอป เราไม่ได้รู้ไปทุกอย่างหรอก” – เมย์ซี่

เมื่อความเชื่อถูกสั่นคลอน

การที่ The Sea Beast นำตัวละครหลัก 2 ตัวที่อายุต่างกันมานำเสนอ ทำให้เราเห็นได้ชัดขึ้น เมื่อสิ่งที่เชื่อมั่นถูกสั่นคลอน เราจะได้เห็นการรับมือต่อความสั่นไหวของตัวตนที่ถูกความเชื่อสร้างขึ้นมาระหว่างเด็กและผู้ใหญ่

ด้วยความที่เมย์ซี่เป็นเด็ก เธอสามารถเข้าใจและเปิดใจรับอะไรเข้ามาได้อย่างง่ายดาย เมย์ซี่เป็นเพื่อนกับอสูรทะเลได้ทันทีตั้งแต่เริ่มเรื่อง ตัดภาพไปยังเจคอปที่โตมากับความเชื่อ และประสบความสำเร็จของชีวิตด้วยการไล่ล่าอสูร พร้อมตอกย้ำด้วยตำแหน่ง ว่าที่กัปตันเรือล่าอสูรคนต่อไป การฆ่าอสูรนั้นฝังลึกอยู่ในดีเอ็นเอของเขาแล้วด้วยซ้ำ 

เมื่อการผจญภัยได้เริ่มขึ้นและเรื่องราวก็พาให้เราค้นพบว่าแท้ที่จริงแล้ว อสูรทะเลไม่ได้ร้ายกาจเหมือนกับในตำนานที่เล่าขานต่อๆ กันมา ความเชื่อของเจคอปที่คิดว่าอสูรทะเลโหดร้ายและต้องถูกฆ่าสถานเดียวนั้นถูกสั่นคลอนเข้าอย่างจัง เราจะเห็นได้ว่ามีหลายครั้งที่เจคอปดูสับสน และพยายามกล่อมตัวเองว่าอสูรทะเลร้ายกาจแค่ไหน เพราะมันคือสิ่งที่เขาเชื่อมาตลอดชีวิต สุดท้ายแล้ว การที่เจคอปได้ใช้เวลากับเจ้าแดงคำราม กลับลบล้างความคิดทั้งหมดที่เคยมีต่ออสูรทะเลไปโดยสิ้นเชิง และการที่ผู้กำกับใส่ฉากที่เจคอปลุกขึ้นไปช่วยเมย์ซี่ดึงหอกออกจากหลังเจ้าแดงคำรามนั้น ก็เป็นอีกสัญลักษณ์หนึ่งซึ่งแสดงให้เห็นว่าความคิดของเจคอปที่มีต่ออสูรทะเลได้เปลี่ยนไปแล้ว

ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้เราย้อนกลับมาดูยุคปัจจุบันในชีวิตจริง ในยุคสมัยที่มีแรงเสียดทางระหว่างเจเนอเรชั่น ในยุคที่เยาวชนสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้ง่ายกว่าเดิม ทำให้หลายครั้ง จุดบอดทางประวัติศาสตร์ได้ถูกกะเทาะออกมาจนเปลือกของความเชื่อทลายลง คนรุ่นใหม่มองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น และพร้อมใช้สิทธิของตัวเองเพื่อยืนหยัดและเรียกร้องความจริง ในขณะที่อีกเจเนอเรชั่นที่เติบโตมากับความเชื่อแบบเดิม ก็เป็นธรรมดาที่จะรู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่เข้าใจ และไม่ยอมปรับเข้ากับโลกของเยาวชน อาการยอมหักไม่ยอมงอในแบบของกัปตันโครว ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงจะต้องพัดมา ช่วงเวลาของความจริง การปิดปังข้อมูล และประวัติศาสตร์ที่ถูกเขียนโดยผู้ชนะ จะต้องถูกชะรำอย่างในอนิเมชั่นอย่างแน่นอน

สุดท้ายนี้ ถึงแม้ The Sea Beast อาจจะดูเหมือนเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นที่มีพล็อตไม่ต่างอะไรไปจากอนิเมชั่นอื่นๆ ที่เคยดูมา และอาจจะมีตัวละครอื่นๆ ที่น่าสนใจแต่ไม่ได้อยู่ในเส้นเรื่องหลักก็ตาม ต้องยอมรับเลยว่า ภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องนี้ประสบความสำเร็จในการนำสูตรสำเร็จนั้นมาปรุงใหม่ให้ครบครัน จนได้รสชาติกลมกล่อมและสร้างความแตกต่างขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะเป็นการสอดแทรกความกล้าที่จะใช้สิทธิ์ของตัวเองในการพูดความจริงของเมย์ซี่ การลบล้างความความเข้าใจผิดที่ถูกส่งต่อกันมา อีกทั้งการใส่มุกตลกที่ไม่มากจนเกินไปลงไปในเรื่อง ก็ยิ่งทำให้อนิเมชั่นเรื่องนี้สนุกกว่าที่คิดเอาไว้เสียอีก ถ้าจะใช้เวลาวันหยุดในการหาภาพยนตร์สักเรื่องดูเพื่อผ่อนคลาย The Sea Beast ก็เป็นอีกเรื่องนึงที่คุ้มค่าแก่เวลาแน่นอน

ขอขอบคุณรูปภาพจาก Netflix