‘The New Signal’ จุดเชื่อมโลกอนาล็อกและดิจิทัล ผ่านเสียงดนตรีและงานศิลปะ

ถ้าบอกว่าจะพาไปดูงานอีเวนต์ที่มีทั้งเครื่องเล่นแผ่นเสียงอนาล็อกและเทคโนโลยีโลกเสมือนอยู่ด้วยกัน หลายคนคงขมวดคิ้วสงสัยว่าจะเป็นไปได้จริงหรือ แต่ ‘Gadhouse’ แบรนด์เครื่องเล่นแผ่นเสียงสัญชาติไทย และ ‘Soundkoh Collective’ ค่ายเพลงน้องใหม่ที่เชื่อมั่นในพลังของโลกเสมือนก็ทำให้เกิดขึ้นได้จริง ในงาน ‘The New Signal. A Creative Evolution’ ระหว่างวันที่ 24-25 กันยายน พ.ศ. 2565 ที่ผนวกความคลาสสิกของการฟังเพลงยุคอนาล็อกเข้ากับโลก NFT และบล็อกเชน เชื่อมโลกความเป็นจริงและโลกเสมือนเข้าด้วยกัน ณ TOWNHOUSE SPACE ที่รับรองว่าคนที่แวะมาต้องได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ กลับบ้านไปอย่างแน่นอน 

ตัวงานจัดขึ้นในบ้านทาวน์เฮ้าส์หลังเล็ก ที่ซ่อนตัวอยู่ในอารีย์ ซอย 4 (ฝั่งเหนือ) EQ ก็ไม่รอช้า ขอเข้าไปลัดเลาะดูห้องต่างๆ ภายในบ้าน มาพบกับความล้ำของเทคโนโลยี ที่ถูกผสานเข้ากับศิลปะและเสียงเพลง เกิดเป็นอีเวนต์สุดเฟี้ยวที่เราอยากให้ทุกคนได้ลองสัมผัสด้วยตัวเอง 

ชั้นแรก: ศิลปะในโลกเสมือน

เพราะอยากให้เครื่องเล่นแผ่นเสียงกับงานศิลปะได้โลดแล่นอยู่ในโลกความจริงและโลกเสมือน จึงทำให้ ‘เพชร – วัชรพล เตียวสุวรรณ์’ ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ Gadhouse และ ‘เมย์ – ชูชีวา ชีพชนม์’ จาก Soundkoh Collective ค่ายเพลงเล็กๆ ที่พยายามนำเสนอสิ่งใหม่ให้คนฟังเพลงเสมอ ตัดสินใจทำโปรเจกต์ ‘The New Signal’ ขึ้นมา เพื่อทดลองสิ่งใหม่ๆ

(จากซ้ายไปขวา: เมย​์ ชูชีวา – เพชร วัชรพล – กร วรศะริน)

“เรามีไอเดียอยากทำงานที่เป็นงานขนาดกันของโลกความจริงกับโลกเสมือนจริง ในส่วนของ Gadhouse มันก็เหลื่อมๆ กันระหว่างย้อนยุคกับปัจจุบันอยู่แล้ว ส่วนของเมย์ที่ทำ Soundkoh Collective เราเห็นอะไรบางอย่างที่น่าจะทำร่วมกันได้เลยลองคุยโปรเจกต์กันครับ” เพชรเริ่มต้นเล่า

“พี่เพชรเห็นเมย์ทำค่ายเพลงกับเพื่อนๆ ชื่อ Soundkoh Collective ที่เรามีความตั้งใจจะทำให้มันเข้าไปอยู่ในโลกเสมือนจริง เมตาเวิร์ส และ NFT ที่เราได้รวมเอาดนตรี ศิลปะ เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งมันเป็นอะไรที่ใหม่มาก จน 3-4 เดือนที่แล้ว มีอัปเดตให้สร้างโลกเมตาเวิร์สกับเกมใน Tha Sandbox เลยเกิดเป็นโปรเจกต์ Gadhouse x Soundkoh ขึ้นมา ทำให้เราก็ต้องมีอีเวนต์เปิดงาน ก็เลยมาเป็น The New Signal” เมย์เสริม“

ภายในงานมีการจัดแสดงงานศิลปะบนเครื่องเล่นแผ่นเสียง อุปกรณ์เสริม และเฟอร์นิเจอร์จาก Gadhouse ซึ่งเป็นผลงานการสร้างสรรค์ของศิลปินทั้งหมด 11 คนจากทั้งประเทศไทย ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้ ได้แก่ Juli Baker and Summer, Jarb, Mr.Kreme, Jen.Two, PAI LACTOBACILLUS, Jorra, Sidehouse Sunshine, KimchiSuperpower, Benjun, Andre Chan และป๊อด Modern Dog โดยผลงานเหล่านี้ไม่ได้จัดทำเป็นแค่ชิ้นงานอยู่ในโลกความจริงเท่านั้น แต่ยังผลิตเป็นชิ้นงานบน NFT และเปิดประมูลบนแพลตฟอร์ม OpenSea ซึ่งผู้ที่ชนะการประมูล ก็จะได้เป็นเจ้าของงานศิลปะชิ้นนั้นในรูปแบบ NFT และผลงานตัวจริงที่จะจัดส่งฟรีให้ถึงบ้าน พร้อมของแถมและสิทธิพิเศษอีกมากมาย

“ข้อดีข้อหนึ่งคือ คนจากทั้งโลกสามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับเราได้ในโลกเสมือน ทั้งเข้ามามีส่วนร่วมและครอบครองชิ้นงาน เพราะถ้าเราจัดในไทยโดยที่ไม่มี NFT การซื้อมันก็จะมีกำแพงมากๆ ด้วยข้อจำกัดของค่าเงิน แต่อันนี้เราใช้สกุลเงินที่เชื่อว่ามันน่าจะเป็นอนาคตในการครอบครองอะไรบางอย่าง” เพชรบอก 

เท่านั้นยังไม่พอ งานศิลปะสุดล้ำเหล่านี้ยังถูกแปลงไปอยู่บนโลกดิจิทัล ด้วยศิลปิน 3D จาก Site of Projects ที่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน เพื่อพาผู้ร่วมงานไปเยือนพื้นที่สุดพิเศษในโลกเสมือนบน The Sandbox พร้อมสนุกสนานไปกับการเล่นเกมตามหาเครื่องเล่นแผ่นเสียงของ Gadhouse ที่ถูกซ่อนอยู่ในที่ต่างๆ เช่นเดียวกับการถ่ายทอดสดบรรยากาศภายในงาน ให้คนจากทั่วทุกมุมโลกได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกับงานดนตรีและศิลปะ ที่มีอยู่ทั้งในโลกจริงและโลกเสมือน

“มันเป็นเรื่องใหม่ของเรา เหมือนเราอยากจะทดลอง ก็เลยเป็นที่มาของชื่อ The New Signal คือเราก็ยังชอบความเป็นอนาล็อกนะ อยากที่จะล้อไปในยุคสมัยของมัน ซึ่งคิดว่าอีเวนต์นี้เป็นการทดลองและสื่อสารให้กลุ่มคน หรือคนที่อยากจะมาเรียนรู้พร้อมๆ ไปกับเราได้มาทดลองในงานด้วย ซึ่งการทดลองตรงนี้ไม่ได้เปิดให้เฉพาะที่เมืองไทย แต่เป็นการทดลองที่ไร้ขอบเขต คนต่างประเทศก็เข้ามาร่วม มาซื้อ และสะสมได้ มันจึงเหมือนกับการทดลองที่ได้เชื่อมโลกทั้งสองเข้าไว้ด้วยกัน” เพชรอธิบาย 

ชั้นสอง: ดนตรีในห้อง

“พี่ป๊อดบอกว่า เป็นประสบการณ์ครั้งแรกในชีวิตที่ใหม่มากที่ได้มาเล่นคอนเสิร์ตตรงนี้ เหมือนเขาเล่นอยู่ในห้องนอนของใครสักคน แล้วก็ดูมีความสุขที่จะได้ลองอะไรแบบนี้ พี่ป๊อดบอกว่าเราสละตัวตนความเป็นป๊อด Modern Dog มาอยู่ในโลกนี้ เพื่อที่จะเข้าใจว่าตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง ซึ่งทุกคนรู้สึกว่ามันใหม่ และสถานที่ก็เล็ก เราไม่ได้เอาวงดนตรีมาดึงคน ให้คนมาอีเวนต์หรือดูคอนเสิร์ต แต่ให้คนมาสัมผัสประสบการณ์อะไรใหม่ๆ มากกว่า” เมย์เสริม

พอเดินขึ้นมาที่ชั้นสองของบ้าน เราจะเจอห้องสองห้อง โดยห้องหนึ่งจะเต็มไปแผ่นเสียงและผลงานการออกแบบแผ่นเสียงตั้งโชว์อยู่ ให้คนได้เข้ามาดื่มด่ำกับงานศิลปะและเป็นพื้นที่ให้ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน เมื่อเดินผ่านห้องนี้ไป ก็จะเจอกับอีกห้องที่ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นพื้นที่แสดงดนตรีจากศิลปินมากหน้าหลายตา ไม่ว่าจะเป็น Sidehouse Sunshine, Balloon Boy by Pod Moderndog, Duke O’Phive, Whatdatfrog, Däydang, The Photo Sticker Machine และ More Rice Record ที่ตบเท้ามาร่วมสร้างความสนุกและสีสันให้กับงานในครั้งนี้

“เรื่องดนตรี วันแรกเรามีพี่ป๊อด Modern Dog เพราะเขาทำโปรเจกต์ Balloon Boy แล้วก็ทำ NFT ทาง Gadhouse ก็เสนอให้ชวนพี่ป๊อดมาเล่นในงาน แล้วด้วยความที่ Soundkoh หรือเพื่อนๆ ในคอมมูนิตี้ของเมย์มันแคบมาก เพราะว่าเราอยู่ในอิเล็กทรอนิกส์ซีน แต่เราก็ไม่อยากให้เพลงมันอยู่แค่เฮ้าส์เทคโนฯ เราอยากให้งานมันรวมหลายๆ อย่าง ซึ่งนั่นก็เป็นจุดประสงค์ของค่ายด้วย ที่อยากรวบรวมคนหลายกลุ่มที่ฟังเพลงหลายๆ แบบ วันเสาร์ก็เลยได้ Duke O’Phive กับ Whatdatfrog ที่จะเป็นแนวเปิดฟังก์ เปิดฮิปฮอปโอลด์สคูล เปิดดิสโก้ แล้ววันอาทิตย์ เราก็จะมาเน้น Däydang ซึ่งเขาก็จะเล่นเฮ้าส์เทคโน เป็นแดนซ์มิวสิกมากกว่า แล้วก็มี The Photo Sticker Machine แล้วก็ Sidehouse Sunshine อันนี้เป็นศิลปินคนแรกที่ทำเพลง EP แล้วเขาก็เป็นศิลปิน NFT คือทำเพลงเอง วาดรูป แล้วก็เล่นไลฟ์ ซึ่งคนนี้เป็นศิลปินที่ค่อนข้างเด่นของงาน เพราะเขาทำทุกอย่างให้เราเลย” เมย์เล่า

ทั้งนี้ รายได้จากการประมูลสินค้าทั้งหมดหลังหักค่าใช้จ่าย จะถูกนำไปใช้เพื่อจัดกิจกรรมสนับสนุนศิลปินและนักดนตรีหน้าใหม่ ซี่งในประเด็นนี้ เพชรอธิบายว่า “จริงๆ เราจัดงานนี้เป็นการทดลอง แต่ถ้ามันเกิดการซื้อขายแล้วมีกำไร เราก็อยากจะเอาส่วนหนึ่งมาทำต่อ คืองานเกิดขึ้น เราก็คิดว่ามันมีความยั่งยืนอย่างไรบ้าง เลยเกิดเป็นไอเดียว่าเงินบางส่วนจะนำไปเปิดเวทีต่อให้กับศิลปินรุ่นใหม่ อย่างเราก็นึกไปถึงงานดนตรีในสวนของกรุงเทพฯ ก็อยากให้เด็กมีพื้นที่ในการแสดง โดยที่เราขับเคลื่อนจากรายได้ตรงนี้”

ชั้นสาม: เครื่องดื่มสร้างคอมมูนิตี้ 

“เหมือนเราเปิดบ้านให้คนเข้ามาดู แล้วได้ภาพอะไรบางอย่างที่เราเองก็อยากเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับคนที่เข้ามาเหมือนกัน ก็คิดว่าไลฟ์สไตล์มันน่าจะเชื่อมกันได้อยู่แล้ว ทั้งศิลปะและดนตรี ส่วนข้างบนก็มีเครื่องดื่มด้วย มันคือการหลอมรวมเป็นคอมมูนิตี้ มันเป็นสิ่งเดียวกัน” ‘กร วรศะริน’ อีกหนึ่งศิลปินจากค่าย Soundkoh Collective เล่า

เมื่อเดินมาถึงชั้นบนสุดของบ้าน เราจะพบกับ Pop-up store ที่สามารถหาซื้อแผ่นเสียงและเครื่องเล่นแผ่นเสียงในราคาที่เป็นมิตรกับกระเป๋าเงิน นอกจากนี้ยังมีพื้นที่บาร์ขนาดเล็กให้ผู้มาเยือนได้จิบให้ชื่นใจ พร้อมสร้างมิตรภาพใหม่ๆ กับคนที่รักในเสียงเพลงและงานศิลปะคนอื่นๆ

“การเกิดขึ้นของโปรเจกต์นี้ เราเห็นศิลปินหลายๆ กลุ่มมารวมตัวกัน มันก็เลยเหมือนเป็นการสร้างคอมมูนิตี้ แล้วก็ทำให้เรารู้ว่าประเทศไทยมีศิลปินเก่งๆ ที่ไม่หยุดพัฒนาเยอะ ทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่เลย แล้วเขาก็ยังอยากเข้ามามีส่วนร่วม เมย์เห็นทุกคนที่รักในดนตรีและศิลปะมารวมกันตัวจริงๆ แล้ว Gadhouse กับพี่เพชรก็ทุ่มเทกับมันมาก ทั้งที่มันเป็นสถานที่เล็กๆ แต่เราก็อยากให้คนมารวมตัวกัน ให้เกิดเป็นคอมมูนิตี้ของศิลปะและดนตรี” เมย์กล่าวทิ้งท้าย

แม้อีเวนต์จะจบไปแล้ว ในส่วนของงานแสดงศิลปะก็ยังคงเปิดให้เข้าชม ตั้งแต่วันที่ 26 – 30 กันยายน พ.ศ. 2565 ณ TOWNHOUSE SPACE Ari 4 เวลา 13.00-21.00 น. 

ติดตามรายละเอียดอื่นๆ ของ ‘The New Signal’ ได้ที่

Facebook: Gadhouse Thailand / Soundkoh Collective