“Tully” – เป็นแม่ ไม่ง่าย

“Tully” (ทัลลี่) ภาพยนตร์ดราม่าอเมริกันปี 2018 ที่ได้นักแสดงชั้นนำอย่าง ‘ชาร์ลีซ เทรัน’ (Charlize Theron) มาร่วมรับบทเป็น มาร์โล คุณแม่ลูกสาม และถือว่าเป็นการกลับมารวมกันอีกครั้งของผู้กำกับ ‘เจสัน ไรต์แมน’ (Jason Reitman) และนักเขียน ‘ไดอาโบล โคดี้ ’ (Diablo Cody) โดยก่อนหน้านี้ทั้งสามคนเคยทำงานร่วมกันในภาพยนต์เรื่อง “Young Adult” ที่ตีแผ่และหยิบยกปัญหาในครอบครัวอเมริกันให้เป็นที่จดจำในวงการภาพยนตร์นอกกระแส

“Tully” ได้ตีแผ่ภาพของ “ความเป็นแม่” ออกมาได้อย่างดีเยี่ยม หนังเรื่องนี้ไม่ได้ให้ความรู้สึกซึ้งจนต้องร้องไห้ อึดอัดจนดูไม่ได้ หรือยิ้มแก้มปริ แต่มันกลับเป็นความรู้สึกที่คุณจะค่อยๆ จมไปกับความเหนื่อยล้าที่ ‘มาร์โล’ ต้องเจอในแต่ละวันในฐานะ ‘คุณแม่’ สภาพคุณแม่ลูกอ่อนที่ไม่ได้หลับไม่ได้นอน ต้องตื่นกลางดึกมาให้นม กล่อมลูกนอน ปั๊มนม เปลี่ยนผ้าอ้อม อีกทั้งยังต้องตื่นเช้าเพื่อส่งลูกอีก 2 คนไปโรงเรียน ลูกชายคนกลางที่เป็นเด็กพิเศษต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังต้องเผชิญสภาวะหลังคลอด และรับมือกับปัญหาในแต่ละวัน

ในขณะเดียวกันนั้น สามีก็ก้มหน้าก้มตาทำงานหนัก จนปล่อยหน้าที่การเลี้ยงลูกและดูแลงานบ้านให้เป็นหน้าที่ของคุณแม่ไปโดยปริยาย จากความเหนื่อยล้าที่มาร์โลพบเจอในแต่ละวัน ทำให้เธอตกลงรับข้อเสนอจาก ‘เคร็ก’ พี่ชายที่มีฐานะร่ำรวยซึ่งเสนอที่จะจ่ายค่าพี่เลี้ยงเด็กตอนกลางคืน เพื่อให้เธอได้มีเวลาพักผ่อน และในตอนนั้นเอง พี่เลี้ยงเด็กที่ชื่อ ‘ทัลลี่’ รับบทโดย ‘แม็คเคนซี เดวิส’ (Mackenzie Davis) ก็ก้าวเข้ามาในชีวิตของเธอ

“เหมือนฉันได้เห็นสีสันอีกครั้ง”
– มาร์โล

แม้ทัลลี่จะอธิบายว่างานของเธอคือพี่เลี้ยงเด็กและดูแลตัวคุณแม่เองก็ตาม เมื่อเรื่องราวดำเนินไป เธอก็ได้กลายเป็นเพื่อน ผู้ปลอบโยน และโค้ชชีวิตของมาร์โล เธอทำความสะอาดบ้านในขณะที่คนในครอบครัวกำลังหลับอยู่ เลี้ยงลูก อีกทั้งทำงานต่างๆ ที่เกินขอบเขตของการเป็นพี่เลี้ยงเด็กไปมากโข เมื่อมาถึงจุดนี้ ตัวนักเขียนก็ฉุกคิดได้ว่าความจริงแล้ว ทัลลี่ก็คือภาพมโนที่มาร์โลสร้างขึ้นมานั่นเอง

แม้หนังจะมาเฉลยตัวตนของทัลลี่เอาเสียตอนท้ายของเรื่อง แต่ระหว่างที่เพลิดเพลินไปกับการรับชมนั้น เราจะสัมผัสได้ถึงตัวตนในวัยเยาว์ของมาร์โลผ่านคำพูดและการแสดงออกของทัลลี่เสมอ มันกลายเป็นว่า บทสนทนาระหว่างพวกเธอสองคนคือการโต้ตอบกันและให้กำลังใจตัวเอง หนังได้นำเสนอประเด็นชวนคิดเกี่ยวกับการที่ผู้หญิงสูญเสียตัวตนให้กับความเป็นแม่ มีหลายครั้งในเรื่องที่มาร์โลยิ้มขำให้กับความคิดไร้เดียงสาของทัลลี่ในช่วงวัย 20 และมักจะนำเสนอมุมมองไร้ความเพ้อฝันในเลนส์ของคนอายุช่วงปลาย 30 ของเธอกลับไปแทน

Photo credit: The New York Times

นอกเหนือจากการหักมุมของหนังในช่วงปล่อยของตอน 10 นาทีสุดท้ายนั้น สิ่งที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือซาวด์แทร็กที่เหมือนจะบอกใบ้คนดูมาตลอดทั้งเรื่อง อย่างเช่นเพลง “You Only Live Twice” โดยเนื้อเพลงกล่าวไว้ว่า “เรามีสองชีวิต คือชีวิตที่เราใช้ กับชีวิตในฝัน” ทำให้เราอดกลับไปย้อนคิดถึงเหตุการณ์และบทสนทนาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเรื่องเสียไม่ได้

‘ทัลลี่’ – ตัวตนสมมติที่มาร์โลสร้างขึ้นมา เหมือนเป็นกระจกสะท้อนในสิ่งที่เธอขาด สิ่งที่เธอต้องการ ความอิสระที่เธอเคยมีในช่วงวัย 20 และชีวิตในฝันที่เธออยากจะเป็น แต่ตัดภาพมาในความเป็นจริง เธอคือ ‘มาร์โล’ คุณแม่ลูกสาม วัย 30 ตอนปลาย ซึ่งกำลังใช้ชีวิตที่ไม่เป็นของเธอเอง เธอเสียสละเวลาส่วนใหญ่ในชีวิตเพื่อดูแลครอบครัว และนี่คือชีวิตที่เธอกำลังใช้มันอยู่ ซึ่งต่างจากชีวิตในฝันมากมายเหลือเกิน 

“ช่วงอายุ 20 ของเธอมันดีมาก จริงนะ แต่หลังจากนั้นอายุในช่วง 30 มันก็ใกล้เข้ามาเหมือนกับรถขยะที่มาทุกตี 5” – มาร์โล

“Tully” เป็นหนังที่ไม่ได้ให้ความรู้สึกที่สุขล้นจนน้ำตาเอ่อ แต่เป็นหนังที่ทำให้คุณเข้าใจความรู้สึกของคนเป็นแม่ได้อย่างดีเยี่ยม และเป็นหนังที่ทุกคนควรดูสักครั้ง ไม่ว่าคุณจะเป็นคุณพ่อ ลูก หรือบุคคลทั่วไป หนังเรื่องนี้จะพาคุณไปสัมผัสความเหนื่อยล้าที่อาจจะทำให้ย้อนกลับไปคิดถึงชีวิตในอดีตที่แสนอิสระ ไม่ผูกติดกับสิ่งใด การเปลี่ยนผ่านของอายุและความรับผิดชอบที่มีมากขึ้น อีกทั้งรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ผู้กำกับใส่เข้ามา เช่น เลโก้ที่กระจายไปทั่วพื้น พิซซ่าแช่แข็ง  บ้านที่เต็มไปด้วยฝุ่น ยิ่งส่งให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ดูสมจริงมากขึ้น เพราะสิ่งของเหล่านั้นสะท้อนให้เราเห็นชีวิตของตัวเอง เห็นความซ้ำซากจำเจที่คนเป็นแม่ต้องพบเจอ  มองดูเวลาล่วงเลยไป แล้วเราก็กลายเป็น ‘คนอื่น’ ในทุกๆ วัน หนังเรื่องนี้ถือว่าประสบความสำเร็จในการตีแผ่ภาพของ “ความเป็นแม่” ออกมาได้ทุกแง่มุม และทำให้ผู้ชมอินไปกับทุกซีน แม้ว่าคุณจะเป็นแม่หรือไม่ก็ตาม

ขอขอบคุณรูปจาก Netflix