‘กุมารทอง’ จากวิญญาณเด็กสู่คนในครอบครัว สิ่งสะท้อนความเป็นไทยร่วมสมัย

สิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นไทยมีอะไรบ้าง? เมื่อเราลองไล่นึกดูภาพที่ผุดขึ้นมาอาจมีทั้งน้ำแดงในศาลพระภูมิ ผ้าหลากสี ผีกระสือ ผีปอบ และอีกมากมาย ไสยศาสตร์น่าจะเป็นในสิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นไทยอย่างดี และไสยศาสตร์เป็นสิ่งที่อยู่ในสังคมไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่เคียงคู่กับผู้คนอย่างยาวนาน

‘กุมารทอง’ หนึ่งในความเชื่อทางไสยศาสตร์เกี่ยวกับวิญญาณเด็กที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ และปัจจุบันสังคมไทยความเชื่อและการอุปถัมภ์กุมารทองได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ผู้คนหันมาเลี้ยงดูกุมารทองด้วยความเชื่อต่างๆ บางคนเลี้ยงเพื่อโชคลาภ บางคนเลี้ยงดูเปรียบเสมือนลูก นอกจากความเชื่อทางไสยศาสตร์แล้วกุมารทองยังแสดงให้เห็นถึงการทับซ้อนกันของการให้ความหมายเกี่ยวกับเด็กและค่านิยมในสังคมไทย คนในสังคมมักมองเด็กเป็นสิ่งที่อ่อนแอต้องการผู้ปกครองในการดูแล และเมื่อโตขึ้นเด็กต้องตอบแทนบุญคุณ การให้ความหมายเกี่ยวกับเด็กในสังคมไทยนั้นถูกส่งต่อถึงกุมารทอง

Photo Credit: sanook

กุมารทองคืออะไร? ร่างกายของทารกในครรภ์ที่ถูกปลุกเสก รูปปั้นที่มีวิญญาณเด็กอาศัยอยู่โดยเกิดจากการปลุกเสกของผู้เชี่ยวชาญด้านเวทมนต์โดยการนำวิญญาณเด็กมาใส่ในรูปปั้น หรือเป็นวิญญาณเด็กที่อาศัยอยู่ร่วมกับผู้อุปถัมภ์โดยสมัครใจ ไม่ว่าความหมายเป็นแบบไหน แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการอุปถัมภ์กุมารทองในสังคมปัจจุบัน ความคิดเรื่องเด็กในมุมมองของศาสนาและค่านิยมไทยมีส่งผลต่อการอุปถัมภ์และความหมายของกุมารทองทั้งสิ้น

ศาสนาพุทธไม่ได้มองว่าเด็กเป็นแก่นกลางของศาสนา เด็กในศาสนาพุทธถูกมองว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากผลกรรมในอดีต เด็กจึงถูกวางกรอบมาพร้อมกับหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ และการตอบแทนบุญคุณของพ่อแม่ที่เลี้ยงมา จนเกิดเป็นค่านิยม ‘ความกตัญญู’ เด็กในมุมมองของศาสนาพุทธส่งผลต่อการอุปถัมภ์กุมารทอง กุมารทองมาพร้อมกับหน้าที่และการตอบแทนบุญคุณต่อผู้อุปถัมภ์ ผู้อุปถัมภ์เลี้ยงกุมารทอง กุมารทองจำเป็นต้องตอบแทนบุญคุณโดยการช่วยให้ผู้อุปถัมภ์มีความมั่งคั่งเจริญรุ่งเรืองจนไปถึงปกป้องจากอันตราย

นอกจากศาสนาแล้วค่านิยมเกี่ยวกับเด็กในสังคมไทยยังมีส่วนในการให้ความหมายของกุมารทอง เด็กในสังคมไทยมักถูกมองว่าเป็นสิ่งที่อ่อนแอ ไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ จำเป็นต้องมีผู้ปกครองหรือผู้ใหญ่มาคอยดูแล ความคิดและความเชื่อนี้จึงถูกส่งต่อมาถึงการให้ความหมายของกุมารทอง กุมารทองจึงเป็นสิ่งที่ต้องมีผู้อุปถัมภ์และเลี้ยงดู ไม่สามารถเป็นอิสระหรือดูแลตัวเองได้

เด็กในมุมมองของศาสนาพุทธและค่านิยมในสังคมไทย แสดงให้เห็นว่าแม้กุมารทองเป็นสิ่งที่มีพลังเหนือธรรมชาติ แต่กุมารทองไม่มีความสามารถในการปกครองตัวเองกลับจำเป็นต้องมีผู้อุปถัมภ์เพื่อเลี้ยงดู และกุมารทองยังถูกผูกติดกับค่านิยมแบบไทยๆ อีกด้วย

ปัจจุบันสังคมไทยการอุปถัมภ์กุมารทองไม่ใช่แค่เรื่องรางทางไสยศาสตร์เท่านั้น แต่กุมารทองถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกในครอบครัว ผู้อุปถัมภ์มีสถานะและเรียกแทนตัวเองว่าเป็น ‘พ่อ/แม่’ ส่วนกุมารทองอยู่ในสถานะที่เป็น ‘ลูก’ เมื่อกุมารทองกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว กุมารทองจึงมีหน้าที่ของความเป็นลูกที่ต้องปฏิบัติ ซึ่งอยู่ในความสัมพันธ์ต่างตอบแทนที่มีแนวคิดเรื่องบุญคุณและความกตัญญูมาเกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตามกุมารทองวิญญาณเด็กเป็นร่องรอยของสิ่งมีชีวิตที่พบได้ชั่วขณะหนึ่ง และเป็นช่องว่างที่ยังไม่เกิดใหม่ การเลี้ยงดูกุมารทองในสถานะของคนในครอบครัวผู้อุปถัมภ์ต้องเข้าใจว่ากุมารทองมีอายุขัย สักวันหนึ่งกุมารทองต้องเกิดใหม่ ผู้อุปถัมภ์ที่มีสถานะเป็นพ่อ/แม่ไม่สามารถจะผูกรัดให้กุมารทองอยู่ด้วยตลอดไป การใช้คาถาในการควบคุมกุมารทองเพื่อให้อยู่กับตนเองตลอดไปเป็นการกระทำที่โหดร้าย

นอกจากมุมมองเรื่องเด็กในสังคมไทยส่งผลต่อการให้ความหมายของกุมารทองแล้ว สถานะของกุมารทองจากอดีตมาจนถึงปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากบริบทเดิมมาก กุมารทองจากเรื่องมนต์ดำทางไสยศาสตร์สู่สถานะกึ่งเทพ

หลายคนอาจรู้จักกุมารจากวรรณคดีเรื่องขุนแผน ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากุมารทองเป็นความเชื่อที่มีมาตั้งแต่อดีตช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยา เรื่องราวในวรรณคดีเรื่องขุนแผน เริ่มต้นจากขุนแผนกำลังออกตามหากุมารทอง และเจอนางบัวคลี่ซึ่งเป็นหญิงที่มีลักษณะตรงตามตำรา ขุนแผนจึงตีสนิทกับหมื่นหาญพ่อของนางบัวคลี่จนยอมยกลูกสาวให้ แต่ก็มีเรื่องให้ผิดใจกัน ทำให้หมื่นหาญให้นางบัวคลี่ไปวางยาขุนแผน ซึ่งตอนนั้นนางบัวคลี่ก็ตั้งท้องอยู่ด้วยและเคยเอ่ยว่าจะยกลูกให้เป็นกรรรมสิทธิ์ของขุนแผน ขุนแผนรู้ว่าจะถูกฆ่าจากโหงยพรายซึ่งเป็นวิญญาณเด็กผู้หญิง ขุนแผนจึงฆ่านางบัวคลี่และควักลูกในไส้มาทำกุมารทอง พิธีกรรมในการทำกุมารทองจากวรรณกรรมเรื่องขุนแผนเกิดจาก ‘มนต์ดำ’ ที่เป็นเวทมนต์ทางไสยศาสตร์ กุมารทองของขุนแผนมีสถานะเป็นผู้รับใช้ ส่วนขุนแผนมีลักษณะเป็นผู้พิทักษ์

Photo Credit: silpa-mag

ปัจจุบันผู้คนที่เลี้ยงดูบางกลุ่มจัดหมวดหมู่ของกุมารทองจาก ‘ผี’ เป็น ‘กุมารเทพ’ ที่มีลักษณะเป็นสัตว์สวรรค์กึ่งเทพที่ได้รับอิทธิพลจากศาสนาพุทธ วิธีการจัดหมวดหมู่และกำหนดสถานะของกุมารทองใหม่เป็นการลดความสัมพันธ์ของวิญญาณกับผี และให้ความหมายแก่กุมารทองใหม่จากมนต์ดำทางไสยศาสตร์สู่สถานะกึ่งเทพ กุมารทองที่มีสถานะเป็นกุมารเทพมักจะถูกตั้งวางอยู่ที่เดียวกับพระพุทธรูป แต่วิถีของชาวพุทธมีการจัดลำดับสูงและต่ำ แม้กุมารเทพจะวางอยู่ในที่ประดิษฐานของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่พระพุทธรูปจะอยู่ตั้งวางอยู่ในที่ที่สูงกกว่ากุมารเทพ

ไม่ว่าจะมองว่ากุมารทองเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวหรืออยู่ในสถานะกึ่งเทพ สิ่งที่แสดงให้เห็นคือ 

กุมารทองเป็นตัวแทนของการพลิกกลับบทบาทโดยผู้อุปถัมภ์พยายามจัดการพลังเหนือธรรมชาติของวิญญาณเด็กเพื่อให้ดำเนินชีวิตเข้ากับโลกแห่งความเป็นจริง แม้ว่าปัจจุบันวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่คนในสังคมให้การยอมรับ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าไสยศาสตร์ยังเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยร่วมสมัยgเช่นกัน

อ้างอิง

Megan Sinnott. 2014. Baby Ghosts: Child Spirits and Contemporary Conceptions of Childhood in Thailand. TRaNS. 2021, 9(1): pp. 293 – 317

https://www.silpa-mag.com/culture/article_5675