การก้าวเข้าสู่ “ชีวิตใหม่” ในฐานะ “ศิลปินอิสระ” ของ Ploychompoo Jannine Weigel

หลายคนคงคุ้นหน้าคุ้นตากับสาวลูกครึ่งเสียงเพราะอย่าง พลอยชมพู ญานนีน ไวเกล เธอเริ่มต้นจากการคัฟเวอร์เพลงบนยูทูป จนได้มีผลงานเป็นของตัวเองและแจ้งเกิดในฐานะศิลปินกับเพลง “ปลิว” แต่เส้นทางของชีวิตก็มักจะมีทั้งกลีบกุหลาบและขวากหนาม เราจึงอดไม่ได้ที่จะชวนเธอมาพูดคุยถึงเรื่องราวต่างๆ ในช่วงหลายปีผ่านมา รวมถึงผลงานเพลงจากการทำงานอิสระไร้ค่าย พร้อมทั้งแพชชั่นความเป็นศิลปินที่ไม่เคยลดลง และยังคงยืนหยัดในความเป็นตัวเองเสมอมาของพลอยชมพู

ชีวิตการทำงานที่ต่างประเทศ

“ตอนแรกที่ตัดสินใจย้ายไปต่างประเทศ เพราะเราเห็นช่องทางการเติบโตในเส้นทางการทำงาน ทางนั้นก็มีทรัพยากรและกำลังในการซัพพอร์ตเราเยอะ เลยรู้สึกว่าน่าจะเป็นโอกาสดีๆ อีกอย่างคือประเทศที่ไปไม่ได้ไกลจากไทยเท่าไหร่ เดินทางแค่ชั่วโมงเดียวก็ถึง แต่ปรากฎว่าทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผน พอเราย้ายไป มันกลายเป็นช่วงล็อกดาวน์ยาว 3 เดือน กลับบ้านก็ไม่ได้ เพราะทางต้นสังกัดอยากให้ทำงานเสร็จก่อน และเป็นครั้งแรกที่เราย้ายออกจากบ้าน ไม่มีครอบครัว ไม่มีเพื่อน ไม่เจอใครเลย อยู่กับตัวเองในห้อง 3 เดือนเต็มๆ โดยที่ไม่รู้ว่าชีวิตจะไปทางไหนต่อ ทางค่ายก็ยังไม่ให้รับงานเองเพราะอยากให้เราปล่อยเพลงก่อน มันเลยกลายเป็นว่าเราไม่มีรายได้ไปด้วย”

ผลกระทบที่มีต่อสุขภาพจิต

“ช่วงที่เราเริ่มต้นทำงาน ก็มีอะไรหลายๆ อย่างทำให้เราไม่โอเค ตอนนั้นรู้สึกเลยว่ามันไม่ใช่ตัวเอง จากการที่เราถูกห้ามไม่ให้ทำอะไรหลายๆ อย่าง เช่น การทำสีผม แต่งตัวสีฉูดฉาด เราต้องใส่เสื้อผ้าตามที่เขาวางเอาไว้ บางคนอาจจะมองว่าเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับเรา มันเป็นส่วนหนึ่งของตัวตน มันพรากตัวตนของเราออกไป หรือแม้แต่เรื่องเพลงที่เราก็ไม่สามารถเลือกร้องได้”

“จนหลังๆ เริ่มมีอาการแพนิก หายใจไม่ออก เราไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรกับชีวิต คิดอยู่ตลอดว่าชีวิตก็ของเรา อนาคตก็เป็นของเรา แต่ทำไมไม่สามารถควบคุมมันได้เลย หลายอย่างทำให้เราเครียดมากจนนอนไม่หลับ ถึงขั้นผ่านไป 2 วันถึงจะนอนที พอร่างกายเริ่มหลับก็จะรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง กล้ามเนื้อเกร็ง ในตอนนั้นเราคิดเลยว่าขนาดนอนยังนอนไม่ได้ แล้วจะอยู่ไปทำไม”

สิ่งที่เสียดายใน 2 ปีที่ผ่านมา

“มันเสียดายเวลาค่ะ เพราะเกือบ 2 ปี ที่ต้องทนอยู่ในสัญญานั้น เราอยู่เหมือนใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่สามารถตัดสินใจอะไรในการทำงานได้เลย จนรู้สึกว่าชีวิตมันไม่ใช่ของเราเองแล้ว เราไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรกับชีวิตอยู่ แถมเสียโอกาสไปค่อนข้างเยอะ จากที่มีงานตลอด มันกลายเป็นว่าไม่ได้รับการติดต่อ จากปีแรกที่มีงานติดต่อเข้ามาเยอะ พอปีที่ 2 คนก็เริ่มไม่ติดต่อมาแล้ว เพราะคิดว่าเราอาจจะไม่รับงาน หรือออกจากวงการ จุดนี้มันเลยทำให้เราเสียทั้งโอกาสและรายได้ไป พอได้กลับมาเป็นศิลปินอิสระ มันเหมือนต้องเริ่มปูทางใหม่ เพราะในระยะเวลา 2 ปี อะไรหลายๆ อย่างก็ดรอปลงด้วย เราต้องกลับมาสร้างมันขึ้นใหม่อีกครั้ง”

How to รับมือคนขายฝัน

“จากที่เคยเจอมา ส่วนใหญ่จะพูดเก่ง พูดน้ำไหลไฟดับ แต่พอเราได้สัมผัสการทำงานจริงๆ จะไม่เหมือนอย่างที่พูด เขาจะไม่สามารถตอบคำถามเราเกี่ยวกับสัญญาได้เลย จะคอยเลี่ยงตลอด เราอยากบอกศิลปินที่กำลังจะเซ็นสัญญากับค่ายว่า สิ่งที่เขาพูดไม่สำคัญเท่าอะไรอยู่ในสัญญา ถ้าเขาบอกจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ให้เขาเขียนลงในสัญญาเลย ให้ยึดทุกอย่างตามสัญญาไว้ อย่าไปฟังว่าเขาพูดอะไร (หัวเราะ) แม้แต่เงื่อนไขของเราเองก็ต้องเขียนลงไปด้วย เขียนทุกอย่างให้ชัดเจน ถ้าเกิดเราอ่านแล้วไม่แน่ใจ แนะนำว่าควรมีทนายที่ดีก่อนเซ็นสัญญา”

มีค่ายเพลง VS ศิลปินอิสระ

“เราชอบการทำงานแบบศิลปินอิสระนะ ส่วนตัวเวลาทำงานจะเป็นคนใจร้อนมาก ถ้าเกิดว่าคิดอะไรได้ตอนไหนก็จะทำเดี๋ยวนั้นเลย เพราะเรามีแพชชั่นในงาน ก็เลยรู้สึกอยากรีบทำรีบปล่อยออกมา แต่พอเป็นค่าย ส่วนตัวเราว่ามันไม่ทันใจ แล้วเขาไม่ค่อยสื่อสารกับเราเท่าไหร่ ว่าเราเป็นคนอย่างไร ต้องการทำเพลงแนวไหน เหมือนกับคอยถูกจับอยู่ในกรอบของคนอื่นตลอด จนกลายเป็นว่าสิ่งที่ทำออกมาก็ไม่ใช่ตัวเราเอง แล้วส่วนตัวของเรา การเป็นศิลปินก็อยากให้มันมาจากชีวิตของเราเองจริงๆ เป็นสิ่งที่เราต้องการสื่อสาร ไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นจับให้เรามาร้อง ไม่งั้นเวลาร้องจะไม่ได้รู้สึกเชื่อมโยงกับเพลง ทำให้ผลงานที่ออกมาไม่ได้จริงขนาดนั้น”

แผนการทำงานหลังจากมาเป็นศิลปินอิสระ

“ก่อนหน้านี้ก็เคยทำเพลงแล้วปล่อยเอง แต่ว่าในตอนนั้นก็ยังมีทีมงานคอยช่วย หรือจ้างมาอีกที แต่รอบนี้ ด้วยความที่เรายังไม่มีกำลังมากขนาดนั้น ก็เลยทำเพลงกันแค่ 2 คน คือเราเป็นฝ่ายทำในส่วนของเพลง แล้วคุณแม่ก็จะดูแลเรื่องของการประสานงานต่างๆ คุยกับลูกค้าในเรื่องของสปอนเซอร์ ก่อนเริ่มถ่ายเอ็มวี เราก็จะมานั่งคุยกันเรื่องงบ ว่ามันมีอยู่ประมาณไหน ถ้าเกิดว่างบเท่านี้ จะต้องหาสปอนเซอร์ประมาณกี่ตัว มันกลายเป็นว่าไม่ใช่แค่คิดเรื่องของเพลงอย่างเดียว แต่เราต้องคิดในเรื่องของการหาทุน คิดคอนเทนต์โปรโมตว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง ก็จะเป็นทีมที่ประกอบด้วยกัน 2 คนนะคะ (หัวเราะ)”

ผลงานเพลงล่าสุด

“Psycho ก็เป็นเพลงล่าสุดที่เราทำเป็นโปรเจกต์ เล็กลงมาจากเพลงแรกอย่าง Location เพราะว่าตอนนั้นเราลงทุนรวมๆ ทั้งหมดเกือบ 1,700,000 บาท พอมาเพลง Psycho เราต้องคอยคิดแล้วว่าทำอย่างไรให้คุณภาพมันใกล้เคียงกับเพลง Location โดยที่เราไม่ต้องลงทุนเยอะเท่าเพลงแรก จุดนี้เลยรู้สึกว่าท้าทายดีเหมือนกัน จริงๆ เราเป็นคนชอบฟังเพลงเร็ว แล้วก็ชอบร้องเพลงเร็วอยู่แล้ว แต่คนส่วนใหญ่จะติดภาพเราเป็นเพลงช้าซึ้งๆ อาจจะเพราะเคยทำคัฟเวอร์มาด้วย พอเรามาทำเพลงแนวนี้ก็เลยรู้สึกสนุก ได้ทำเพลงแตกต่างจากแต่ก่อน ได้แสดงอีกมุมหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้เห็นเท่าไหร่”

แพลนงานเพลงในอนาคต

“จริงๆ แล้วตอนนี้กำลังจะปล่อยเพลงใหม่ค่ะ ถ้าเป็นไปได้ ปลายปีก็อยากจะปล่อยอัลบั้มด้วย เพราะว่าทั้งชีวิตเรายังไม่เคยมีอัลบั้มเต็มเป็นของตัวเองเลย คิดไว้คร่าวๆ ว่าอยากจะมีสักประมาณ 10 เพลง อาจจะมีเพลงที่ฟีทกับศิลปินอื่นครึ่งหนึ่ง แล้วอีกครึ่งเป็นเพลงของเรา ในอัลบั้มอยากเน้นเพลงไทย อาจจะมีเพลงสากลแทรกมาบ้างเล็กน้อย แต่ว่าเพลงส่วนใหญ่ก็แต่งมาค่อนข้างเยอะแล้วค่ะ เหลือแค่ในส่วนโปรดักชั่นของตัวเพลงมากกว่า ส่วนตัวก็อยากลองทำสไตล์ฮิปฮอปให้มากขึ้น แต่ก็แล้วแต่เพลงด้วยค่ะ ต้องรอดู (หัวเราะ)”

3 Facts ของพลอยชมพูที่ต้องรู้

อย่างแรก ถึงหน้าจะฝรั่งแต่เราชอบกินผัดสะตอมาก 

อย่างที่ 2 ในการประกวดร้องเพลงครั้งแรก เราเคยตกรอบ 

อย่างที่ 3  เราชื่อ พลอยชมพู ญานนีน (ออกเสียงเป็นจานีนได้) ไวเกล ไม่ใช่เจนนี่ จานายหรือ พลายชมพู (หัวเราะ)

ติดตามและอัปเดตผลงานของ พลอยชมพู ทั้งหมดได้ที่

Youtube: JanninaW2000

Instagram: jannineweigel

Facebook: JannineWeigelOfficial

Twitter: jannineweigel