Life

‘The Great Gathering’ จุดนัดพบทางจิตวิญญาณ ประตูเชื่อมผ่านพลังงานแห่งความรักและศรัทธา

การเดินทางเพื่อเสาะแสวงหาตัวตนทางด้านจิตวิญญาณ ยังคงเป็นสิ่งที่มนุษย์ผู้ไม่เคยลืมว่าตัวเองนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตทางจิตวิญญาณในหลายๆ วัฒนธรรมต่างยึดถือปฏิบัติอย่างต่อเนื่องมาทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางแบบปลีกวิเวกของนักบวชแต่ละศาสนา หรือแบบเป็นหมู่คณะ เพื่อสักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของบรรดาผู้ศรัทธาที่ปรากฏอยู่แทบจะในทุกเผ่าพันธุ์และวัฒนธรรม และจากที่แต่ละทริปเคยถูกจำกัดไว้เฉพาะในกลุ่มคนที่มีความเชื่อมุ่งเน้นไปที่เรื่องเดียวกัน เช่น ในอดีต ปัจจุบันในยุคกาลใหม่ (New Age) ที่เต็มไปด้วยความลื่นไหลทางจิตวิญญาณ การจาริกแสวงบุญอาจมาในรูปแบบของการรวมตัวของกลุ่มคนที่มีพื้นฐานด้านความเชื่อทางศาสนาที่แตกต่างกันไป แต่มาอยู่ในพื้นที่ที่ถูกจัดไว้ เพื่อให้พวกเขาได้แลกเปลี่ยนเรื่องราวของตัวเองกับผู้อื่น โดยไม่มีศรัทธาใดยิ่งใหญ่ไปกว่าศรัทธาในธรรมชาติและความรักที่มีให้แก่เพื่อนมนุษย์ และในวันที่ 11 ของเดือนที่ 11 ณ เวลา 11:11 นาฬิกาที่ผ่านมา ประตูที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์อันศักดิ์สิทธิ์ระหว่างธรรมชาติกับมนุษย์ก็ได้ถูกเปิดขึ้น ท่ามกลางป่าเขาอันอุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้าและมอสสีเขียวแน่นขนัด แสดงถึงความชุ่มชื้นของระบบนิเวศน์ในบริเวณรอบๆ สถานที่จัดงานอันมีน้ำตกสายหมอกตั้งตระหง่านเป็นประธานแห่งการพบปะในครั้งนี้ และนี่คือ ‘The Great Gathering’ ครั้งที่ 2 เทศกาลสำหรับผู้รักในดนตรี ศิลปะ และจิตวิญญาณแบบปราศจากแอลกอฮอล์ ที่ถูกจัดขึ้นโดยคนกลุ่มหนึ่ง ที่มีความรักและผูกพันเป็นพิเศษต่อธรรมชาติ ณ บริเวณนั้น

น้ำตกสายหมอกนี้ตั้งอยู่บนเส้นทางสายบุญเส้นสำคัญที่ชาวไทยภาคเหนือและนักแสวงบุญสายตามรอยพระพุทธบาทต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะเป็นเส้น ‘พระพุทธบาทสี่รอย’ ซึ่งเป็นรอยพระพุทธบาทที่เก่าแก่ที่สุดของล้านนาและประเทศไทย จึงทำให้เรามีความสงสัยถึงที่มาที่ไปของแนวคิดของงานนี้ว่า ผู้จัดตั้งใจให้มีความเกี่ยวเนื่องอย่างไรบ้างกับการจาริกแสวงบุญ เราได้ทำการสืบเสาะจนมีโอกาสได้พูดคุยกับ ‘ย้ง – วัชรพล เจียมสัจจะมงคล’ หนึ่งในผู้จัด ซึ่งได้เปิดใจถึงเบื้องหลังและที่มาของงานนี้ ย้งเล่าให้เราฟังว่า เดิมทีเขาเป็นหนุ่มแบงค์ที่ไม่ได้มีโลกด้านนี้เลย เขาไม่เคยไปงานเทศกาลดนตรีใดๆ เคยแต่เที่ยวผับ และไม่ได้รู้สึกอินกับเสียงดนตรีในนั้น จนกระทั่งได้ไปงานเทศกาลดนตรีครั้งแรกในไทย และครั้งที่สองที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาได้พบกับประสบการณ์อันแสนวิเศษจากเสียงดนตรีและความมหัศจรรย์ต่างๆ นานาที่เกิดขึ้นขณะอยู่ในเทศกาล จนเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้อยากจะเป็นผู้จัดพื้นที่ให้คนอื่นๆ ได้มีประสบการณ์อันสุดพิเศษดังที่เขาเคยสัมผัส เมื่อกลับมาเมืองไทยไม่นาน เขาก็ได้ไปบวชเป็นพระวัดป่าอยู่ปีกว่าๆ ซึ่งเป็นช่วงที่โรคโควิด-19 กำลังระบาดพอดี ย้งสึกออกมาด้วยความกระตือรือร้นที่จะออกไปสนุกสนานกับชีวิตเหมือนคนวัยเขาทั่วๆ ไป แต่กลับพบว่าพลังงานโดยรวมของทุกคนในช่วงนั้น (ซึ่งเป็นช่วงที่โอไมครอนกำลังระบาด) เป็นพลังงานที่ปิดและเต็มไปด้วยความหวาดกลัว จนเขารู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อเปลี่ยนพลังงานนี้ ย้งถึงกับประกาศเจตนารมณ์ว่า เขาต้องจัดเทศกาลดนตรีขึ้นมาให้ได้ แม้ว่าจะไม่เคยมีประสบการณ์ในการจัดอีเวนต์ใดๆ มาก่อนเลยก็ตาม

(ย้ง – วัชรพล เจียมสัจจะมงคล)

“ผมก็บ้าจริงๆ นั่นแหละ แต่ที่จัดขึ้นมาจนได้เพราะไปรู้จักกับหลายๆ คนที่มีส่วนทำให้ The Great Gathering เกิดขึ้น โดยอาศัยความบังเอิญล้วนๆ งานครั้งแรกที่จัดผมเอง มีเวลาเพียง 3 สัปดาห์เท่านั้น แน่นอน ทุกคนหาว่าผมบ้า ผมเองก็เหนื่อยมาก วิ่งควั่กเจอคนทุกวันในช่วงต้นปีที่โอไมครอนกำลังแพร่ระบาดเลย แต่ในความคิดของผมตอนนั้นคือ ถ้าเราไม่ทำตอนนี้ เราจะไปทำตอนไหน ถ้าเราอยากจะสร้างพลังการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกให้เกิด เราต้องทำมันตอนที่ทุกอย่างยังดูมืดสนิทอย่างตอนนี้แหละ ถ้าต้องรอให้ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติแล้วค่อยทำ ผมไม่ทำดีกว่า เพราะตอนนั้นผมคงอยากจะไปงานที่คนอื่นจัดมากกว่าแล้วล่ะ”

“The Great Gathering ถูกจัดขึ้นมาด้วยจุดประสงค์ที่ว่า อยากให้ทุกคนที่มีประสบการณ์ตื่นรู้ทางจิตวิญญาณได้มีโอกาสมารวมตัวกันอย่างน้อยปีละครั้ง เพราะเส้นทางนี้ โดยเฉพาะสำหรับคนที่เพิ่มสัมผัสประสบการณ์การตื่นรู้ใหม่ๆ มันเป็นเส้นทางที่ค่อนข้างเปล่าเปลี่ยว ถ้าคุณไม่เจอใครที่ให้การซัพพอร์ตเลย มันเป็นการง่ายมากที่คุณจะรู้สึกแปลกแยกไปจากคนรอบข้าง เราต้องการให้คนที่เข้ามาในพื้นที่ตรงนี้รู้สึกว่าเขาไม่ได้เดินอยู่คนเดียว หากแต่ยังมีเพื่อนร่วมทางที่ล้วนมีประสบการณ์ตื่นในแบบเฉพาะของตัวเอง ผมเชื่อว่าแต่ละคนมีเส้นทางของตัวเองอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาชี้นำ ผมจึงตั้งใจพาคนให้ออกมาอยู่กับธรรมชาติ แค่นี้เขาก็สามารถกลับเข้าสู่ตัวตนภายในได้แล้ว”

“เราทุกคนล้วนมีครอบครัวของตัวเอง แต่ในทางจิตวิญญาณแล้ว เราจะมี ‘ครอบครัวทางจิตวิญญาณ’ หรือ ‘Soul Family’ ด้วย ซึ่งคนพวกนี้จะมีความสนใจด้านจิตวิญญาณ ดนตรี และศิลปะเหมือนกับเรา ผมเชื่อว่าการที่เราได้มาเจอกันเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว เพราะเราได้รับการนำทางจากเบื้องบนมาโดยตลอด แม้แต่ชื่องานที่ตอนแรกจะตั้งว่า The Gathering แต่ว่าในการประชุมแต่ละครั้ง เราจะใช้ไพ่ทาโรต์เปิดเพื่อคุยกัน ให้ไพ่เล่าเรื่องทุกอย่าง และทำให้มันไม่ส่วนตัวจนเกินไป”

“จะมีพี่อยู่คนหนึ่งที่เขาจะเป็นคนนำไพ่สำรับต่างๆ มา และวันนั้นในที่ประชุม เราก็ได้ใช้ไพ่เป็นสื่อเพื่อคุยกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยเราจัดงานนี้เหมือนทุกครั้ง และไพ่ก็เล่าเรื่องราวต่างๆ ตรงกับสิ่งที่เผชิญ รวมทั้งให้คำแนะนำต่างๆ และเมื่อมาถึงไพ่ใบสุดท้าย ข้อความที่อยู่ในนั้นคือ The Great Gathering จึงเป็นที่มาให้เราใช้ชื่อนี้แทน เพราะเชื่อว่าเป็นสารจากไกด์ (สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำตัว) ของพวกเรา และแม้แต่วันจัดงานที่ตรงกับตัวเลข 11.11 ก็ได้มาจากการเปิดไพ่ทาโรต์เช่นกันครับ แต่สัญลักษณ์มันจะมีอยู่ทั่วไป ถ้าเราคอยสังเกต อย่างเช่นผมจะมีตัวเลขอยู่ชุดหนึ่งที่พบบ่อยๆ จนตอนหลังเข้าใจได้แล้วว่า เวลาที่เจออุปสรรคขณะทำงานนี้ เมื่อเห็นตัวเลขชุดนี้ปรากฏขึ้น ผมจะรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาทันทีว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของแผน”

เอาล่ะ เราลองมาสำรวจดูแต่ละเวทีกันหน่อยว่ามีอะไรบ้าง หลังเดินผ่านประตูทางเข้า เราบุกตะลุยขึ้นไปตามขั้นบันไดบนเนินเขา ไล่ตามเสียงเพลงจังหวะรัวเร็วไม่ต่ำกว่า 150 BPM เพื่อเข้าสู่ดง ‘วัดป่า’ หรือเวที ‘Forest Monastery’ ที่ตกแต่งด้วยภาพเขียนจิตรกรรมแบบไซคีเดลิค เป็นผลงานของจิตรกรที่ได้รับอิทธิพลจากธรรมชาติ และทั่วทั้งบริเวณก็มีการลงสีสะท้อนแสงแบบแบล็คไลท์ และแสงไฟจากเลเซอร์ที่สาดส่องไปมา สร้างบรรยากาศที่ทั้งคึกคักและชวนเวียนหัวในเวลาเดียวกัน

เวทีนี้เริ่มปุ๊บก็เดือดปั๊บ ตั้งแต่เวลา 4 โมงเย็นของวันแรก และเพิ่มอุณหภูมิความดุเดือดมากขึ้นเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลาที่งานดำเนิน ใช่แล้ว เราพาคุณมาอยู่ ณ เวทีที่ขึ้นชื่อว่าฮาร์ดคอร์ที่สุดในงาน ที่มีดีเจและสาวกไซทรานส์ หรือ ไซคีเดลิค-ทรานส์ คอยสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา เราพบว่าผู้คนมักจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่เวทีนี้ล่ะ เพราะพบว่าจังหวะการเต้นของตัวเองไปกันได้กับดนตรีแนวนี้มากที่สุด และในบางช่วงก็รู้สึกว่าเข้าสู่ภาวะดุจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับทุกคนที่อยู่ ณ ตรงนั้น แต่ความเป็นตัวตนกลับหายไป ซึ่งย้งได้อธิบายว่า เขาตั้งใจทำที่นี่ให้เป็นเหมือนวัดอยู่แล้ว แต่เป็นวัดที่ไม่มีข้อกำหนดหรือวินัยใดๆ เพราะเขาเชื่อว่า แต่ละคนก็มีหนทางที่จะค้นพบประสบการณ์ต่างๆ ด้วยวิธีของตนเอง

“การเต้นก็เหมือนการเดินจงกรมแหละครับ ขอเพียงคุณมีความจดจ่อในขณะที่กำลังเคลื่อนไหว มีสมาธิอยู่กับร่างกายของตัวเอง ปล่อยใจไปกับเสียงเพลง ท่ามกลางบรรยากาศที่รายล้อมไปด้วยผู้คน มีแรงสั่นสะเทือนที่ใกล้เคียงกับคุณ หรือที่เราเรียกกันว่า Soul Family หรือ Soul Tribe สิ่งมหัศจรรย์ต่างๆ มันก็พร้อมจะเกิดขึ้นได้เสมอ”

เมื่อเดินลงจากเนิน Forest Monastery เพื่อมุ่งหน้าไปยังน้ำตก ระหว่างทางจะเป็นลาน ‘Living Pagoda’ ลานที่มีกองไฟขนาดมหึมาอยู่ตรงกลาง ประดับด้วยพระจันทร์เสี้ยวและดวงดาวอยู่ตรงจุดสูงสุดของกระโจม ล้อกับค่ำคืนจันทร์เสี้ยวที่เต็มไปด้วยดวงดาวเต็มท้องฟ้า และเป็นสถานที่สำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง ไม่ว่าจะเป็นการแสดงโชว์ไฟด้วยอุปกรณ์ต่างๆ หรือพิธีกรรมที่บรรพบุรุษส่งต่อและได้รับการปฏิบัติสืบเนื่องกันมาจนถึงคนรุ่นหลัง ผ่านการตีความของศิลปินท้องถิ่นรุ่นใหม่ในช่วงพิธีเปิด เนื่องจากคืนแรกของงาน เป็นค่ำคืนของวันที่ 11 เดือน 11 เราจึงใช้ฤกษ์งามยามนี้ จุดเทียนอธิษฐานร่วมกัน ใต้ค่ำคืนที่ดวงดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้า พวกเราบางคนเบียดแนบชิดรับไออุ่นจากกันและกัน ขณะอธิษฐานให้เบื้องบนรับรู้ถึงความปรารถนาเบื้องลึกของหัวใจ ในบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความรักและความชื่นมื่นราวกับได้กลับมาพบคนที่สนิทสนมและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี โดยไม่สำคัญว่าอาจจะเป็นการเจอกันเพียงครั้งแรก ฉันรีบเตรียมกำหนดจิตเพื่ออธิษฐานทันที ในขณะที่หัวใจกำลังชุ่มฉ่ำไปด้วยความสุขที่ทุกคนแผ่ออกมา ฉันเชื่อว่าเวลาสุดอัศจรรย์เช่นนี้คือช่วงที่เหมาะต่อการตั้งจิตอธิษฐานมากที่สุด เพราะเป็นการสะท้อนแรงสั่นสะเทือนแบบที่เราต้องการไปให้จักรวาลได้รับรู้

ก่อนที่จะมาปรากฏตัวอยู่ตรงนี้ ฉันเคยอธิษฐานให้ได้พบกับ Soul Family หรือ Soul Tribe และกว่าที่จะมาอยู่ตรงนี้ได้ก็ต้องอาศัยเรื่องบังเอิญไม่รู้ตั้งกี่เรื่อง เมื่อมายืนอยู่ตรงนี้แบบแทบไม่ได้ตั้งตัว ความรู้สึกเหมือนกับว่า จักรวาลได้ตอบรับคำอธิษฐานของฉันแล้ว ที่นี่คือที่ที่ฉันได้อยู่ท่ามกลางพี่น้องทางจิตวิญญาณ ความรู้สึกยินดี ปลดปล่อย และเป็นอิสระ แต่ได้รับการซัพพอร์ตเกิดขึ้นในใจ ฉันจำได้ว่าแทบไม่ได้ขอเลยว่าต้องการอะไร เพราะรู้สึกเหมือนได้รับพรทุกอย่างสมความปรารถนาแล้ว ณ ตอนนั้น จึงได้แต่ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้ฉันได้มาอยู่ตรงนี้

ถัดมาเป็น ‘Reverie Shrine’ วิหารแห่งภวังค์ ที่มีบทบาทหลักเป็นสถานที่ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์กับกิจกรรมฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ อย่างเช่น sound bath, ecstatic dance, ทำสมาธิ หรือ โยคะ ฉันโชคดีที่มาทันเข้าร่วมพิธีกรรมสำคัญ นั่นคือการเชื่อมตัวเองเข้ากับจิตวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่อย่างพิธีกรรมการดื่มคาเคา ต่อด้วย Five Elements Sound Journey ที่จะพาเราเข้าสู่ journey ของ sound bath แบบจัดเต็มขั้นสุด เพราะมีขันคริสตัลถึง 5 ชุดอยู่แต่ละมุมของวิหาร แต่ละชุดทำหน้าที่ผสานเราให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับจิตวิญญาณของแต่ละธาตุ พวกเราได้แสดงความเคารพต่อธาตุทุกธาตุและจิตวิญญาณที่ดูแลรักษาสถานที่แห่งนั้น ปล่อยให้คลื่นเสียงและพลังงานธรรมชาติเยียวยา ในขณะที่นอนสดับรับฟังอย่างแน่นิ่งไม่ไหวติง สำหรับฉันแล้ว เมื่อจะเริ่มต้นทำอะไรสักอย่าง สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการลดอัตตาของมนุษย์ลง และเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับความศักดิ์สิทธิ์ของธรรมชาติ พิธีกรรมนี้จึงมีความสำคัญสำหรับฉันเป็นอย่างมาก นอกจากจะมีบทบาทสำคัญในด้านพิธีกรรมและการเยียวยาแล้ว Reverie Shrine ยังเป็นพื้นที่ที่ดีเจหลากหลายสไตล์ต่างพากันวนตบเท้าขึ้นมาแสดงความสามารถ สร้างความสนุกสนานบันเทิงกับดนตรีไม่ซ้ำแนว และเนื่องจากหลายๆ คนอาจยังไม่เคยได้ยินถึง ecstatic dance เราจึงชวน ‘อัญชลี ศรีกอง’ หรือ ‘ดีเจ AYAVI’ มาบรรยายให้ผู้อ่าน EQ ฟังถึงความหมายของ ecstatic dance กันสักหน่อย

(อัญชลี ศรีกอง / ดีเจ AYAVI)

“สำหรับอัญ ecstatic dance คือการเต้นเพื่อปลดปล่อยตัวเองไปตามเสียงเพลง เข้าสู่การเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับร่างกายและความรู้สึกของตัวเอง อยู่กับปัจจุบันแบบ 100% โดยปล่อยให้จังหวะของดนตรีเข้ามาสร้างแรงสั่นสะเทือนภายในตัวเรา แล้วปลดปล่อยมันออกมาด้วยท่วงท่าการเต้นรำ”

อัญชลีมีประสบการณ์กับการเต้น ecstatic dance ครั้งแรกที่ Pyramid Yoga School ณ เกาะพะงัน สถานที่จัด ecstatic dance ที่ฮิปปี้ทุกคนต้องพากันมารวมตัวทุกเช้าวันอาทิตย์ ไม่ต่างกับกิจกรรมในโบสถ์ของชาวคริสเตียน จะแตกต่างตรงที่วิธีการสื่อสารกับพระเจ้าของพวกเขา ซึ่งไม่ได้เป็นการเปล่งเสียงภาวนา แต่เป็นการเคลื่อนไหวร่างกายไปตามจังหวะดนตรี

“ที่ชอบ ecstatic dance เพราะเราเป็นคนชอบเต้น ชอบเสียงเพลง แต่ไม่ชอบดื่มแอลกอฮอล์ ที่ ecstatic dance จะไม่อนุญาติให้มีการดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้สารเสพติดใดๆ รวมถึงการสบตาหรือพูดคุยในระหว่างเต้นรำ เพื่อให้ทุกคนอยู่กับปัจจุบันได้อย่างเต็มที่”

“งาน The Great Gathering ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่อัญได้เปิดที่นี่ ซึ่งครั้งนี้อัญเตรียมตัวทำการบ้านให้ดียิ่งขึ้นไปกว่าครั้งแรกอีก ไม่ว่าจะเป็นการใส่เพลงช้าสลับกับเร็วใน journey เพื่อให้เขานำไปใช้กับชีวิตประจำวันที่มีขึ้นมีลงได้ตลอด เปรียบเหมือนไม่ว่าเราจะเจอบทเรียนไหนในชีวิต เราก็รับมือกับมันได้หมด ด้วยการศิโรราบให้แก่จังหวะของแต่ละช่วงบทตอน เช่น ในยามที่ถูกกระตุ้นด้วยจังหวะรัวเร็วก็ลุกขึ้นมาโลดแล่นไปกับมัน ในขณะที่จังหวะช้าก็พาให้เรามองเข้าไปข้างในของตัวเอง ecstatic journey ครั้งนี้อัญใส่บทสวดแบบพุทธเข้าไปด้วย เพื่อเป็นการเตือนให้เกิดการเจริญสติให้อยู่กับปัจจุบัน เพราะอัญเชื่อว่า การเจริญสติไม่จำเป็นต้องไปทำที่วัด แต่มันคือสิ่งที่ต้องทำในทุกๆ ที่ ไม่เว้นแม้แต่ขณะที่เราอยู่บนเวทีเต้นรำค่ะ”

ก่อนที่จะไปถึงน้ำตก เราได้แวะจิบชาที่เต็นท์ ‘Chai’ ซึ่งห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง ชาหอมกรุ่นอุ่นๆ ในมือกับบทสนทนาที่อาจพาคุณข้ามกาลเวลา และมิติจากเพื่อนใหม่ที่เหมือนรู้จักกันมาแสนนาน แนบชิดสนิทไออุ่นของกันและกันเคียงข้างสายธารน้ำไหล อาจเป็นเหตุให้คุณลืมลุกไปเต้นได้ชั่วขณะ โปรดใช้ความระมัดระวัง เราเตือนคุณแล้วนะ!

และแล้วในที่สุดฉันก็มาถึงสถานที่ที่เป็นดั่งจุดพีคของงาน น้ำตกสายหมอกตั้งเด่นอยู่ท่ามกลางแมกไม้และขุนเขา แผ่กระจายความชุ่มชื้นไปทั่วบริเวณทั้งสระ ตอนที่ค่อยๆ ปลดอาภรณ์ออกทีละชิ้นนั้น ฉันยังแอบมีความหวาดหวั่นในใจ เพราะส่วนใหญ่เวลาลงเล่นน้ำตกที่ไหนก็ตาม มักจะตามมาด้วยอาการขาเป็นตะคริวแทบทุกครั้ง แล้วนี่คือยามเช้าบนดอยในช่วงหน้าหนาว ฉันคงจะรอดหรอก

ถึงจะคิดเช่นนั้น ฉันก็ไม่ยอมให้ความกลัวเข้ามาทำลายความต้องการที่จะสำรวจความงดงามของน้ำตกที่เป็นดั่งจุดศูนย์กลางพลังงานของสถานที่จัดงานในครั้งนี้ เมื่อฉันค่อยๆ ทำใจหลับตาแล้วเอาขาหย่อนลงไปทีละข้าง ค่อยๆ เคลื่อนไหวร่างกายให้ลงไปอยู่ใต้น้ำทั้งตัว ร่างกายก็ค่อยๆ ซึบซับความมหัศจรรย์ของน้ำตกแห่งนี้ ที่แท้แล้ว น้ำตกมีอุณหภูมิอุ่นสบาย แม้สภาพอากาศโดยรอบจะค่อนข้างชื้นมากก็ตาม อาจเพราะพื้นเป็นดิน ไม่ได้เป็นหินเหมือนน้ำตกที่อื่น ฉันจึงโล่งใจไปอีกหนึ่งเปลาะว่าไม่ต้องระแวงว่าจะโดนหินคมๆ บาด หรือไหลไปชนหินใต้น้ำเข้า เมื่อเอามือลงไปสัมผัสที่พื้น ฉันโกยโคลนขึ้นมาได้หนึ่งกำมือ จึงเอามาโปะทั้งใบหน้าและลำตัวเสียเลย เรียกว่าขอรับเอาพลังงานจากแม่พระธรณีเต็มๆ ในขณะที่กำลังสัมผัสลูบไล้เนื้อตัวด้วยโคลนอุ่นๆ อยู่นั้น ฉันค่อยๆ ขจัดเอาความคิดเชิงลบที่อาจจะติดตัวมาจากการใช้ชีวิตประจำวันมาตลอดทั้งปีอันแสนหฤโหด ผ่านการขัดถูร่างกาย หูเหมือนได้ยินเสียงเหมือนน้ำตกกระชิบกระซาบว่า “ความคิดและความรู้สึกเชิงลบเหล่านี้ ล้วนเคยมีประโยชน์ต่อตัวตนในอดีตของเธอ แต่นี่เป็นโอกาสของเธอแล้วที่จะชำระมันเสียที่นี่ แล้วปล่อยให้ฉันทำหน้าที่ลำเลียงมันไปหล่อเลี้ยงระบบนิเวศน์ทางจิตต่อไป เธอจงเดินออกไปจากที่นี่ พร้อมกับตัวตนใหม่ที่บริสุทธิ์ผุดผ่องเถิด” หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการชำระล้างกาย-ใจแล้ว ฉันยกมือไหว้กราบขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง สำหรับฉัน พระเจ้าก็คือธรรมชาตินั่นเอง นอกจากจะมอบชีวิต ที่อยู่อาศัย และปัจจัยในการดำรงชีวิตให้แก่เราแล้ว ยังทำหน้าที่บำบัดและเยียวยา หาความสมดุลให้เราอยู่เสมอ

เมื่อชำระเนื้อตัวเรียบร้อยแล้ว ฉันเดินออกมาชมบูธต่างๆ ซึ่งมีของน่าสนใจมากมาย รวมทั้งอาหารมังสวิรัติอร่อยๆ ที่มีเมนูสลับสับเปลี่ยนทั้งวัน แต่ที่เรียกความสนใจจากฉันทันทีคือบูธของทีม Psychedelic Thailand ที่ ‘นิก – ธนิก นาคปรีชา’ ผู้ก่อตั้ง Psychedelic Thailand แท็กทีมมาพร้อมกับ ‘เวฟ – วีรธัช พงษ์เรืองเกียรติ’ ผู้ก่อตั้ง tomorrow.Lab มาเปิดห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ชวนทุกคนเก็บของป่า มาส่องลึกถึงทุกโมเลกุลของชีวิตผ่านกล้องจุลทรรศน์ เพื่อมองเข้าไปใน DNA ของธรรมชาติ เห็นพระเจ้าซ่อนอยู่ในสิ่งเล็กๆ ที่ไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า ต่อด้วยเรียนรู้การทำงานของสารไซคีเดลิค เรารู้สึกว่าน่าสนใจ จนต้องไปขอให้นิกช่วยมาเล่าให้พวกเราฟังหน่อยว่า ไซคีเดลิคมันมีประโยชน์อย่างไร และมีข้อควรระวังเรื่องอะไรบ้าง

(นิก – ธนิก นาคปรีชา)

“ไซคีเดลิคสามารถมอบประสบการณ์อันล้ำค่ามากๆ ในการเปลี่ยนแปลงจิตใจของมนุษย์  สารไซคีเดลิคสามารถทำให้เราเข้าถึง สภาวะการตระหนักรู้ที่แตกต่างไปจากปกติ (Altered state of consciousness) บางคนใช้ไซคีเดลิคเพื่อเปิดการรับรู้ใหม่ให้กับจิตใจของตัวเอง

มนุษย์กำลังเผชิญกับปัญหาทางจิตใจครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ปัจจุบันเราไม่สามารถแก้ปัญหาซึมเศร้าหรือวิตกกังวลด้วยวิธีการแพทย์แบบเก่าที่ใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้ว ทำให้ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘Psychedelic Renaissance’ จำเป็นต้องเกิดขึ้น เพราะผู้คนต้องการหาคำตอบใหม่ในการแก้ไขปัญหา”

นิกมีโอกาสได้เรียนรู้ด้านไซคีเดลิคระหว่างศึกษาปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกา จาก New York University ที่มีการสนับสนุนด้าน Psychedelic Research และมีประสบการณ์ทำงานร่วมกับองค์กรต่างประเทศอย่าง Brooklyn Psychedelic Society ที่ผลักดันความรู้เรื่องไซคีเดลิคในเมืองนิวยอร์ก

สิ่งสำคัญที่ควรรู้ก่อนที่จะใช้สารไซคีเดลิคคือ ความเข้าใจ และ ความตั้งใจที่ถูกต้อง ว่าเรากำลังใช้สิ่งนี้ไปเพื่ออะไร? ใช้เพื่อการสันทนาการ ใช้เป็นเครื่องมือทางจิตวิญญาณ ใช้เพื่อเยียวยาจิตใจ ถ้าหากมันไปสะกิดแผลเหตุการณ์ฝังใจในอดีตจนเกิดเป็น bad trip ขึ้นมา เราจะรับมือรับมืออย่างไร รวมถึงเรื่อง set and setting ที่จำเป็นต้องมีความปลอดภัย

“ปัจจุบันในประเทศไทยยังขาดองค์ความรู้เกี่ยวกับ Plant Medicine และ Psychedelic Integration เราไม่มีบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องนี้มากพอ เราจึงจำเป็นต้องเผยแพร่เกี่ยวกับเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นในวงกว้าง”

ถ้าอย่างนั้น นิกเชื่อว่าไซคีเดลิคจะช่วยสร้างผลลัพธ์ในเชิงบวกให้สังคมได้จริงไหม?

“เราเชื่อว่าไซคีเดลิคจะสร้างความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจของคนได้มหาศาล ถ้าเราใช้มันอย่างสร้างสรรค์และเพื่อการเยียวยา“

ทุกวันนี้ สังคมไทยยังมีความเข้าใจผิดที่ว่าไซคีเดลิคเป็นสารเสพติดอันตราย อันที่จริง สารไซคีเดลิคไม่ได้มีอาการเสพติดที่กระตุ้นให้ร่างกายต้องใช้ในปริมาณที่มากขึ้น ตรงกันข้าม การใช้สารไซคีเดลิคติดต่อกัน กลับทำให้ร่างกายตอบสนองน้อยลงด้วยซ้ำ ซึ่งมันตรงข้ามกับคำว่า ‘เสพติด’ ที่หลายคนเคยเข้าใจ

ถ้าถามต่อว่าอะไรเป็นอันตรายกับร่างกาย? ในมุมของพิษวิทยา สารอะไรก็ตามที่อยู่ในร่างกายในปริมาณที่มากเกินไปหรือทำให้ร่างกายเสียสมดุลก็เป็นอันตราย ได้ทั้งนั้น แต่ความรู้ความเข้าใจขั้นพื้นฐานแบบนี้กลับไม่มีการระบุลงไปในระบบการศึกษาเลย  เราถูกสอนกันมาแบบท่องจำว่า ยาเสพติดอันตราย อย่าไปยุ่ง มันจึงทำให้ประตูความเป็นไปได้ของการศึกษาสารไซคีเดลิคถูกปิดลง ไม่เกิดขึ้นเหมือนที่ต่างประเทศ

ในประเทศสหรัฐอเมริกา ทุกๆ ปีจะมีงานสัมนาเกี่ยวกับไซคีเดลิค  ซึ่งจะมีทั้งนักวิชาการและนักวิจัยด้านนี้มารวมตัวกัน เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และงานวิจัย เหมือนกับเวที TED TALK ซึ่ง Psychedelic Thailand ก็พยายามผลักดันให้มีการ ปฏิวัติการศึกษาเกี่ยวกับสารเสพติดขึ้นในประเทศไทย

มันจำเป็นที่จะต้องมีองค์กรอิสระ หรือ คนที่ไม่ใช่คนของรัฐบาลมาคอยผลักดันตรงนี้ สิ่งที่พวกเราทีม Psychedelic Thailand ทำมาตลอดคือการผลักดันองค์ความรู้ความเข้าใจด้านนี้ สร้างชุมชนที่เปิดกว้าง ไม่ตัดสิน รับฟังเสียงของทุกคน เป็นพื้นที่ปลอดภัย สำหรับคนที่สนใจด้านไซคีเดลิค หรือที่เรียกว่า Psychonauts ได้มีพื้นที่มา แบ่งปันความรู้ความเข้าใจ ด้าน จิตวิญญาณ วิทยาศาสตร์ ธรรมชาติบำบัด ได้มาพบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนกัน

“ไซคีเดลิคไทยแลนด์เป็นบ้านของคนแปลกๆ (Home for the misfits) ที่เชิญศิลปิน ผู้สร้างสรรค์ นักคิด นักวิชาการที่มาจากหลากหลายสาขาวิชา มาช่วยกันพิสูจน์ว่า สังคมไซคีเดลิคไม่ใช่พวกที่มีความเชื่อแปลกๆ ที่ชอบเล่นยา ปาร์ตี้ เมาไปวันๆ  เราสามารถช่วยกันผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคมได้”

นิกเล่าให้เราฟังว่า ไซคีเดลิคไทยแลนด์ร่วมมือกับกลุ่มศิลปินไทยในนิวยอร์ค จัดกิจกรรม ธรรมะทริปในวันวิสาขะบูชาที่แมนฮัตตัน โดยผสมผสานประสบการณ์ไซคีเดลิคเข้ากับหลักอริยสัจสี่ของศาสนาพุทธ และเร็วๆ นี้จะมีคอร์ส Mycologist ที่เชิญนักวิชาการด้านเชื้อราจากต่างประเทศเข้ามาบรรยายให้ความรู้แก่คนไทย โดยจะจัดขึ้นที่เชียงใหม่ ร่วมมือกับสมาคมสปอร์แห่งประเทศไทย

Psychedelic Thailand เป็นชุมชนที่เชื่อมั่นว่า การตื่นรู้ทางจิตวิญญาณ เป็นเรื่องสากลที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องยึดธรรมเนียมปฏิบัติหรือปรัชญาของศาสนาไหนเป็นพิเศษ

ไซคีเดลิคไทยแลนด์สนับสนุนศิลปะ การแสดง ดนตรี และพิธีกรรมทางจิตวิญญาณ วันนี้เราจึงมาช่วยสนับสนุนย้งและงาน The Great Gathering เพราะเชื่อว่า งานสังสรรค์ไม่จำเป็นต้องใช้แอลกอฮอล์เสมอไป มันมีทางเลือกอื่นๆ ที่ทำให้คุณรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับทุกคน  สามารถเข้าสู่ความสงบ สัมผัสความรัก ความเมตตา สร้างพื้นที่พิเศษสำหรับคนที่รักและศรัทธาในสิ่งเดียวกัน ให้ได้มาเจอกัน เฉลิมฉลองซึ่งกันและกัน”

และแล้วเวลาแห่งการบอกลาก็มาถึงในวันที่ 13 พวกเราบางคนยังไม่ฟื้นจากค่ำคืนอันเต็มไปด้วยเรื่องราวที่มากมายกว่าหมู่ดาวบนท้องฟ้า ฉันกอดลาทุกคนเท่าที่จะกอดได้ ก่อนจะหายไปบนถนนทางหลวงสาย 107 ด้วยความรู้สึกราวกับได้เดินลอดออกมาจากอุโมงค์แห่งความมืดมิด เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ โดยมีฉันเวอร์ชั่นใหม่เดินออกมา รับรู้และเชื่อมั่นว่า ฉันไม่ได้เดินคนเดียว หากแต่เดินทางไปด้วยกันกับครอบครัวทางจิตวิญญาณ ซึ่งก่อให้เกิดความอบอุ่นและมั่นคงในหัวใจแบบคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด รู้สึกถึงพลังงานอันหนักแน่นของความเป็น tribe ที่ยังคงตราตรึงคงอยู่แม้จะจบงานไปแล้ว และฉันมั่นใจว่าทุกคนคงรู้สึกเช่นเดียวกัน

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีความสนใจศึกษาเรื่องของไซคีเดลิค โปรดติดตามเพจ Psychedelic Thailand พวกเขาคอยอัปเดตเรื่องราวที่น่าสนใจอย่างต่อเนื่องเสมอ และสำหรับใครที่สนใจติดตามความเคลื่อนไหวของงาน The Great Gathering ในคราวหน้า ก็สามารถเข้าไปติดตามได้ที่เพจ The Great Gathering ทางเฟซบุ๊กได้เช่นกันค่ะ