Culture

Taste Of Home With A Twist: เมื่อแกงใต้ถูกนำเสนอใหม่ในแบบอิตาเลียน กับเส้นทางของ ‘เชฟไอ’ และ ‘I Love Pasta & Risotto’

ถ้าพูดถึงย่านบรรทัดทอง หลายๆ คนคงนึกถึงภาพร้านอาหารมากมาย ที่กำลังเป็นกระแสบนโลกโซเชียลมีเดีย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คงต้องมีร้าน ‘I Love Pasta & Risotto’ ร้านอาหารอิตาเลียนรสชาติเข้มข้น ที่ซ่อนตัวอยู่ในร้านอาหารใต้รสจัดจ้านอย่าง ‘นิยมปักษ์ใต้’ ที่มี ‘ไอรีน’ – ไอลินลดา ติณพัฒนพานิชกุล หรือ ‘เชฟไอ’ เป็นคนสร้างสรรค์เมนูต่างๆ ในร้าน และความน่าสนใจหนึ่งของอาหารจากเชฟไอคือ การนำอาหารใต้รสจัดจ้านเหล่านั้นมาตีความ และนำเสนอใหม่ในสไตล์อิตาเลียน เราเลยอยากพาทุกคนไปทำความรู้จักกับเชฟไอผ่านเส้นทางการเป็นเชฟ ตัวตนที่อยู่ในอาหารของเธอ และแรงบันดาลใจที่เบื้องหลังจานอาหารใต้สไตล์อิตาเลียน

จุดเริ่มต้นของความสุขในการทำอาหาร

เชฟไอเล่าเส้นสายอาหารของเธอให้เราฟังว่า เธอเริ่มทำอาหารตั้งแต่อายุ 7 ขวบ และเมื่อเราได้ยินว่าเมนูแรกที่เธอทำคืออะไร ก็ทำให้เราเซอร์ไพรส์ไม่น้อยเลย

“เมนูแรกที่ไอทำเป็นแกงเผ็ดเป็ดย่าง เป็นเมนูแรกของเด็ก 7 ขวบ แล้วก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้รู้สึกว่าชอบทำอาหาร ซึ่งน่าจะเกิดจากความประทับใจแรกที่เราเสิร์ฟให้เพื่อนของคุณแม่ทาน แล้วเขาดูประทับใจในรสชาติอาหาร มากไปกว่านั้นคือเขาก็รู้สึกว้าวว่าเด็ก 7 ขวบทำได้ขนาดนี้เลยเหรอ” ไอเล่า ก่อนจะพาเราย้อนกลับไปถึงโมเมนต์ความสุขจากแกงเผ็ดเป็ดย่างจานนั้น “ตอนนั้นเป็นครั้งแรกไอรู้สึกว่า ไอตื่นเต้นในการทำอาหาร บวกกับความที่เป็นเด็ก เราไม่มีความรู้เลย นอกจากหนังสือเก่าเล่มเดียวของที่บ้าน ทำให้ใช้เวลานานมาก แต่ไอไม่รู้สึกว่าเหนื่อยเลย”

ไอรู้สึกว่า ตลอดระยะเวลาหลายชั่วโมงที่ยืนทำอาหารถ้วยนั้นอยู่ มันคุ้มค่าแล้วก็แฮปปี้ที่ได้ทำ หลังจากนั้นไอก็ชอบทำอาหารในครัว แล้วก็ทำให้ที่บ้านทานเป็นประจำ ทำตั้งแต่เด็กจนโตเลย

ได้เรียนทำอาหารมาโดยตรงไหม?

“ไอเรียนคณะศิลปศาสตร์ สาขาภาษารัสเซีย ที่ธรรมศาสตร์ค่ะ เรื่องเรียนไอไม่ได้โฟกัสเกี่ยวกับอาหารเลย” ไอตอบคำถามของเราก่อนจะเล่าว่า เรื่องการทำอาหารนั้นเป็นความชอบส่วนตัวของเธอ ที่เธอพยายามศึกษาหาความรู้เองมาโดยตลอด

“ไอมองว่าคนเราแค่มีพรสวรรค์มันไม่พอ มันต้องมีพรแสวงด้วย ถ้าเรามีพรสวรรค์แต่เราไม่หาความรู้ อย่างเช่น มันมีเทคนิคการทำอาหารใหม่ๆ ที่เข้ามาในบ้านเราค่อนข้างเยอะ แล้วถ้าเกิดว่าเราไม่ศึกษา ไม่หาข้อมูลเอาไว้ เราจะคุยกับเชฟคนอื่นไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นทุกอย่างเราต้องฝึก เราต้องหาความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ”

อิทธิพลเล็กๆ ของอาหารสไตล์ ‘โฮมมี่’

เราชวนเชฟไอย้อนกลับไปคุยถึงแบ็กกราวนด์ด้านอาหารของที่บ้านเธอ โดยเจ้าตัวเล่าว่า

“จริงๆ ที่บ้านไอค่อนข้างที่จะเป็นสไตล์โฮมมี่ค่ะ ชอบทำอาหารทานเองที่บ้าน เวลาทำอาหารก็ไม่ได้เจาะจงว่าต้องเป็นอาหารไทย หรือว่าเป็นอาหารชาติไหน ขอแค่วันนั้นเรารู้สึกยังไง แล้วอยากถ่ายทอดความรู้สึกนั้นออกมายังไง อย่างเช่นวันนั้นรู้สึกเบื่อๆ ก็จะทำอาหารที่มันแปลกใหม่ ทำอาหารที่มีการทวิสต์บ้าง หรือมีความฟิวชั่นบ้าง มันก็เลยทำให้รู้สึกว่า ไอชอบทำอะไรที่มันแปลกใหม่ สร้างสรรค์ แล้วมันไม่จำเจ”

ซึ่งแน่นอนว่าอาหารประจำบ้าน ก็เป็นเหมือนรากเล็กๆ ที่มีอิทธิพลกับตัวตนของคนเรา เชฟไอเองก็เช่นกัน

“จริงๆ ก็ค่อนข้างเป็นจุดเริ่มต้นเหมือนกันค่ะ อย่างที่บ้านไหนชอบทานพาสต้าโบโลเนสเนื้อ ไอก็จะเอาซอสโบโลเนสมายัดไส้ทำเป็นราวิโอลี หรืออะไรอย่างนี้ คือไอชอบทำอะไรที่แหวกแนวอยู่แล้ว ณ ตอนนั้นความที่เทคโนโลยีมันยังเข้ามาไม่เยอะ ไอก็ยังไม่รู้จักราวิโอลี ไอยังไม่รู้ว่าราวิโอลี่มันต้องใส่ไส้อะไร หรือว่ามันต้องทานกับอะไร ตอนไอฝึกทำพาสต้า ไอแค่รู้สึกว่าแป้งพาสต้ามันไม่จำเป็นที่จะต้องมีแค่แบบเส้นหรือเปล่า ไอก็เอาแป้งมารีดให้แบน แล้วเอามาประกบกัน ซึ่งไม่รู้ว่านั่นคือราวิโอลี่ แล้วก็ทำเป็นไส้ใหม่ๆ ทำเส้นพาสต้าที่มีรสชาติ เป็นพาสต้าที่มีกลิ่นผงกะหรี่ แล้วก็ทำเป็นซอสผงกะหรี่ ก็พยายามทวิสต์กับอาหารมาตั้งแต่เด็ก”

เมื่อรากของอาหารที่ฝังอยู่ในตัวเชฟไอมาตั้งแต่เด็กคือ สไตล์อาหารที่มีอิสระทางความคิด และถูกบอกเล่าผ่านมวลความรู้สึกของคนในบ้าน เธอจะยกจานไหนของที่บ้านเธอเป็น ‘เมนูประจำบ้าน’ ซึ่งเชฟไอก็บอกเราว่าอาจจะไม่ได้มีเมนูที่โดดเด่นออกมา แต่ที่เธอขอยกให้เป็นเอกลักษณ์อาหารประจำบ้านก็คือ ‘พริกแกง’

“ที่บ้านชอบทานพวกเครื่องแกง แล้วเครื่องแกงเราก็ตำเอง เปิดสมุดเก่าๆ ดู แล้วทำตามสูตรโบราณ แล้วไอก็จะมีเทคนิคเฉพาะตัวที่จะทำให้เครื่องแกงมีความหอม ถึงเครื่อง ก็เลยเป็นสิ่งที่ทำบ่อยๆ ไอรู้สึกว่าอาหารไทยที่เป็นเครื่องแกงมีความท้าทายตรงที่ มันต้องใช้ความใส่ใจ ต้องมีความละเอียดอ่อน แล้วก็ต้องมีความพิถีพิถันในการทำทุกขั้นตอนอย่างใจเย็น”

ไอรู้สึกว่าทุกครั้งที่ได้ทำอาหาร มันจะฝึกสมาธิให้ไอด้วย ก็เลยชอบทำ พวกแกงเผ็ดเป็ดย่าง หรือว่าแกงคั่วอะไรพวกนี้จะเป็นอาหารประจำบ้านเลย ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารพวกแกงกะทิค่ะ

จาก Home Cook สู่การเป็นเชฟ

เท่าที่ฟังเรื่องราวของเชฟไอมา เราคงเห็นภาพของผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำอาหารแบบ Home Cook โดยมีพื้นเป็นอาหารไทย แต่จุดไหนล่ะ ที่ทำให้ ‘ไอรีน’ ที่เป็น Home Cook กลายมาเป็น ‘เชฟไอ’ แห่งร้าน I Love Pasta & Risotto

“น่าจะเป็นช่วงที่ไอได้ไปเที่ยวบ่อยๆ แล้วก็ได้ทานอาหารที่มันแปลกใหม่ หลายเชื้อชาติ พอได้ไปต่างประเทศก็ได้เจออาหารหลากหลายมากขึ้น เราก็ลองเอามาทวิสต์กับสิ่งที่เราชอบ เพราะว่ารสชาติของต่างประเทศเขาก็จะมีหลักๆ แค่เปรี้ยว หวาน เค็ม มัน แต่ความพิเศษของอาหารไทยที่เราทำมาตั้งแต่เด็กคือ มันไม่ได้มีแค่รสชาติแบบนั้น มันจะมีความเฝื่อน ความฝาด ความขม มีมิติที่อยู่ในเครื่องแกง ไอก็เลยรู้สึกว่า ไออาจจะชอบรสชาติความเป็นไทยมากกว่า

แต่ไอก็ชอบเทคนิคใหม่ๆ ในการทำอาหารของต่างประเทศด้วยค่ะ อย่างเมนูของฝั่งยุโรป หรือประเทศจีน เขาก็จะมีวิธีการทำที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา ไอก็จะดึงบางส่วนออกมาทวิสต์กับรสชาติที่เราชอบ รสแบบที่คนไทยชอบ เหมือนพาสต้ามันไม่จำเป็นที่ต้องอยู่ในซอสครีมนมวัวอย่างเดียว มันมาอยู่กับเครื่องแกงได้ มันมาอยู่ในซอสครีมที่เบสเป็นกะทิแทนได้” เชฟไอเล่า

การไม่หยุดเรียนรู้ของเชฟไอ กลายเป็นสิ่งที่สร้างสไตล์ และเอกลักษณ์ให้กับอาหารของเธอ ซึ่งเจ้าตัวได้อธิบายถึงอาหารในสไตล์ของตัวเองเอาไว้ว่า

“ไอชอบความแปลกใหม่ ชอบความคิดที่สร้างสรรค์อยู่ตลอดเวลา เวลาที่ไอมองวัตถุดิบ หรืออาหารอะไรสักอย่าง มันจะคิดอยู่ตลอดว่า อันนี้จะเอามาทำอะไรได้ แล้วเมนูนั้นเอามาทำแบบไหนดี สมมุติว่าเป็นแกงคั่ว ไอก็ไม่อยากจะทำแค่แกงคั่วปู ไอก็จะเอาไปนั่งคิดนอนคิดว่า เราจะทวิสต์สิ่งเหล่านี้ยังไง”

อาหารที่เราทำมันต้องมีอะไรที่ทุกคนสามารถเข้าใจได้ มันไม่ได้แปลกจนเกินไป

เมื่อได้รู้จักสไตล์อาหารของเชฟไอแล้ว เราก็อยากรู้ต่อไปว่า เธอมองวัฒนธรรมการกินในบ้านเราอย่างไร

“ไอมองว่า บ้านเรามีหลากหลายวัฒนธรรมจากหลากหลายภูมิภาค อาหารที่เราเติบโตมาในแต่ละครอบครัวก็ต่างกัน แม้แต่คนในครอบครัวยังทานรสชาติที่ไม่เหมือนกันเลย ไอมองว่าจริงๆ แล้วในประเทศไทยมีวัฒนธรรมอาหารที่หลากหลายมากๆ ไอรู้สึกว่าตอนนี้อาหารไทยมันตะโกนไปทั่วโลกแล้วนะ ด้วยรสชาติที่มีความซับซ้อนแล้วก็สร้างสรรค์มากๆ มันเหมือนเป็นทักษะเฉพาะของคนทำอาหารไทยด้วยค่ะ เพราะแต่ละเมนูเหมือนต้องใช้ประสบการณ์ของคนทำร่วมด้วย นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคนิค หรือวัตถุดิบจากต่างประเทศเข้ามาทำให้วัฒนธรรมอาหารในบ้านเราหลากหลายขึ้นด้วยค่ะ”

เมื่อวันว่างหลังทำขนมให้แฟน กลายเป็นจุดเปลี่ยนสู่ร้านพาสต้า

ใครจะไปคิดว่าร้านพาสต้าที่เรากำลังทานอยู่นี้ จะมีจุดเริ่มต้นมาจาก เวลาว่างหลังการทำขนมหวานให้แฟน ซึ่งเชฟไอก็ได้เล่าที่มาที่ของร้าน I Love Pasta & Risotto ให้เราฟังต่อว่า

“จริงๆ ก่อนจะมาเปิดร้านที่นี่ ไอเปิดเป็น Cloud Kitchen มาก่อน เพราะว่าช่วงนั้นไอทำแค่ขนมอย่างเดียว ไอรู้สึกว่าเวลา 24 ชั่วโมงมันมีค่ามากๆ ทุกเวลาของไอต้องนั่งคิด ต้องทำอะไรสักอย่าง ซึ่งไอเป็นคนจิตใจว้าวุ่นง่าย ไอไม่สามารถที่จะนั่งๆ นอนๆ อยู่เฉยๆ ได้ เพราะไอเป็นคนเอเนอร์จี้เยอะมาก ก็เลยชอบทำนู่นทำนี่อยู่ตลอด ปกติไอจะทำเบเกอรี่ส่งให้แฟนเป็นขนมสไตล์ยุโรปค่ะ พวกเอแคลร์ มาการอง สโคน แล้วไอรู้สึกว่าเวลา 24 ชั่วโมงมันเหลือเฟือมากกว่าที่จะทำขนมส่งให้แฟนอย่างเดียว ก็เลยเปิด Cloud Kitchen เปิดแค่ในบ้าน พอดีไอมีบ้านอยู่หลังหนึ่งซึ่งมันว่างๆ แล้วก็ติดถนนใหญ่ ไอก็มองว่าพื้นที่มันเสียเปล่า ก็เลยเอามาเปิดเป็น Cloud Kitchen

ปรากฏว่า พอเราได้ลองดูแล้ว ลูกค้าเริ่มติด เขาก็ถามว่าร้านอยู่ไหน บางคนขับรถมาหาถึงที่บ้านเพื่อที่จะมาทานอาหาร แต่ด้วยความที่ตอนนั้นเราเปิดเป็น Cloud Kitchen เราไม่มีหน้าร้าน ลูกค้าก็ผิดหวัง แต่ก็ยังยืนรอแล้วเอากลับไปทานที่บ้าน มีแบบนี้หลายเคสมากๆ จนลูกค้ามาคุยกับไอว่า เปิดร้านเถอะ ไอก็เลยลองดู ในจังหวะเดียวกันแฟนไอก็มาเปิดร้านนิยมปักษ์ใต้อยู่ที่บรรทัดทอง ด้วยความที่เขาเช่า 3 คูหา พื้นที่มันเหลือ ไอก็เลยขอสักห้องหนึ่ง เล็กๆ เพราะตอนแรกกะว่าจะเปิดเป็น Cloud Kitchen เหมือนเดิม แต่ถ้าเกิดว่าลูกค้าท่านไหนที่อยากมาทานหน้าร้าน เราก็สามารถโทรจองได้

แต่มันกลับกลายเป็นว่าลูกค้าเดินทางจากบ้านตัวเองเพื่อมาทานพาสต้าที่ร้านนิยมปักษ์ใต้ จากเดิมที่ตอนแรกไอออกเมนูที่เป็นอิตาเลียนอย่างเดียว ก็เริ่มรู้สึกว่าเราอยู่ในร้านอาหารใต้ มันต้องมีอะไรที่เป็นตัวบอกว่า เราอยู่ในร้านอาหารใต้นะ มันต้องมีเมนูที่เป็นเอกลักษณ์ใต้บ้างสักตัว ก็เลยออกเมนูพาสต้าแกงคั่วใบชะพลูมา ซึ่งผลตอบรับก็ค่อนข้างดีมากๆ ลูกค้าที่มาทานก็ได้ทานทั้งอาหารอิตาเลียนแบบคลาสสิก และแบบฟิวชั่น”

ถ้าอย่างนั้น อะไรคือเอกลักษณ์ของอาหารจาก I Love Pasta & Risotto?

“ถ้าถามว่าแตกต่างตรงไหน ถ้าเป็นเรื่องเมนู ของหลายๆ ที่ก็อาจจะมีเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นเรื่องรสชาติ ส่วนใหญ่รสชาติที่ไอทำจะเป็นรสชาติที่พยายามทำให้ถูกปากคนไทยมากที่สุด เป็นรสชาติที่คิดแล้วว่า รสชาตินี้แหละที่คนไทยชอบ ไอจะพิถีพิถันในการทำอาหารมากๆ แม้กระทั่งซอสโบโลเนส ไอใช้เวลาตั้งใจทำ 5-8 ชั่วโมง ไอพยายามมากๆ ในทุกอย่าง คิดแล้วคิดอีก ลองแล้วลองอีก ใช้เวลากับทุกเมนูมากๆ ซอสบางตัวใช้เวลาทำนาน 5-6 ชั่วโมง

รสชาติอาหารที่ไอทำจะไม่ใช้ผงปรุงรส ไอจะปรุงแค่เกลือ เพราะว่าทุกอย่างไอใช้วิทยาศาสตร์ อย่างหัวหอมต้องโดนกับเนยแท้ เวลาผัดกับเนยแท้จนเป็นคาราเมลแล้ว เขาจะปล่อยสารชนิดหนึ่งที่เป็นรสหวานออกมา อาหารของไอก็เลยอาจจะมีติดหวานบ้าง แต่ไม่ใช่หวานน้ำตาล จะเป็นความหวานจากธรรมชาติ อันนี้น่าจะเป็นความแตกต่างของรสชาติที่ร้านไอ”

มันอาจจะไม่ใช่อาหารที่ Very Traditional Italian แต่มันผ่านกระบวนการคิด และตั้งใจทำอย่างพิถีพิถัน

สัมผัสรสชาติของการผสมผสานอาหารใต้ และอิตาเลียน

หลังจากที่เราเดินทางผ่านเรื่องราวของเชฟไอมาจนถึงตอนนี้ เชฟไอก็ชวนเราเข้าไปในครัว และดูเบื้องหลังอาหารจานเด็ดที่ห้ามพลาดเมื่อมาถึง I Love Pasta & Risotto

“จริงๆ อยากให้ลองเปิดใจกับเมนู ‘พาสต้าแกงคั่วใบชะพลู’ หรือว่า ‘ลาซานญ่าคั่วกลิ้ง’ มันเป็นเมนูที่แปลกใหม่ แต่ไอมั่นใจว่า ลูกค้าคนไหนที่เปิดใจมาลองทาน มันอาจจะเป็นเมนูที่เปิดโลกไปเลยก็ได้ เพราะว่าเป็นเมนูที่ไอว่า น่าจะมีแค่ร้านไอร้านเดียว

จริงๆ 3 เมนูที่ไออยากแนะนำในวันนี้เป็นเมนูทวิสต์ที่ทำให้ร้านมีชื่อเสียง แล้วก็เป็นเมนูที่หลายๆ คนยอมรับ ทุกเมนูไอพยายามดื่มดึงเอกลักษณ์ของความเป็นไทยออกมา นั่นก็คือเครื่องเทศ เครื่องแกง”

เริ่มกันที่เมนูแรกอย่าง ‘รีซอตโตน้ำพริกมันไข่ปู’ ข้าวผัดข้นๆ สไตล์อิตาเลียนที่ถูกนำมาทวิสต์ด้วยการผสมผสาน น้ำพริกมันไข่ปู เครื่องจิ้มที่หลายคนนิยมเอามาราดข้าวทาน ให้สัมผัสเหมือนทานข้าวคลุกน้ำพริกมันไข่ปู แต่ก็ยังคงสัมผัสความ Al Dente ของตัวข้าวในสไตล์อิตาเลียนเอาไว้ได้เป็นอย่างดี

ไปต่อกันที่จานที่เป็นเหมือนไฮไลต์ของร้านกับเมนู ‘พาสต้าแกงคั่วใบชะพลู’ ที่เสิร์ฟมาพร้อมปูนิ่มทอดกรอบ และซอสแกงคั่วรสจัดจ้าน ที่ไออธิบายว่า “ลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าอยากได้ความเผ็ดระดับไหน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีความถึงเครื่อง ความพริกแกง และเครื่องเทศอยู่ ซึ่งวัตถุดิบที่ไอใช้ก็จะมีทั้งกะทิและครีม เพราะฉะนั้นมันจะมีทั้งความเป็นไทยแล้วก็อิตาเลียนผสมอยู่” บอกได้เลยว่าจานนี้เป็นการผสมผสานระหว่างความเป็นอาหารอิตาเลียน และจัดจ้าน เข้มข้นแบบอาหารปักษ์ใต้จริงๆ

อีกหนึ่งเมนูที่เราได้ลองคือ ‘ลาซานญ่าคั่วกลิ้ง’ เมนูที่เรารู้สึกบาลานซ์ความเป็นอิตาเลียน และอาหารใต้ได้เป็นอย่างดี ความเผ็ดร้อนของคั่วกลิ้ง มาเจอกับชีส และมะเขือเทศในแบบอิตาเลียน กลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวมากๆ “สิ่งที่ขาดไม่ได้ในลาซานญ่าก็คือ มะเขือเทศ เพราะฉะนั้นในลาซานญ่าของไอก็ต้องมีมะเขือเทศด้วย ไอก็พยายามคิดว่า เราจะทวิสต์มะเขือเทศ กับคั่วกลิ้งอย่างไรดี สิ่งที่ไอพยายามทำก็คือ ทำให้รสชาติที่ออกมาเวลาทานเป็นรสกลางๆ มีความเผ็ดร้อน และซับซ้อนที่เท็กซ์เจอร์ด้านนอก และใช้เวลาทำอย่างพิถีพิถันถึง 8 ชั่วโมง” เชฟไอเล่า

นี่นับเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์อาหารที่เราอยากให้ทุกคนได้ลองมาสัมผัสด้วยตัวเอง เพราะสุดท้ายแล้วอาหารไม่ใช่แค่สิ่งที่คนทำต้องการนำเสนอเท่านั้น แต่มันยังเป็นการตีความของคนที่ทานเข้าไปด้วย อย่างที่เชฟไอบอกไปในตอนต้นว่า อาหารนั้นสัมพันธ์กับความรู้สึก ซึ่งก่อนจากกันเชฟไอก็ได้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า เธอก็ยังคงไม่หยุดพัฒนา และพยายามจะคิดเมนูใหม่ๆ ออกมานำเสนอต่อไป

“จริงๆ ในหัวไอพยายามคิดเมนูที่แปลกใหม่ออกมาตลอด แม้กระทั่งทุกวันนี้ไอก็ยังคิดนะ ว่าจะทำอะไรที่แปลกใหม่ออกมาอีกบ้าง แต่ก็ยังคงคอนเซปต์เดิมว่า ‘แปลกใหม่แต่ว่าต้องเข้าถึงได้’ ไม่เข้าถึงยากจนเกินไป รสชาติจะต้องใหม่ ไม่เผ็ดโดด เค็มโดด ยังคงรสชาติกลางๆ แล้วก็ยังมีความเป็นเอกลักษณ์ของชนชาตินั้นๆ อยู่”

I Love Pasta & Risotto (ตั้งอยู่ในร้านนิยมปักษ์ใต้)

1988 ล็อก 13 หมอน 29 แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 (Google Map)

เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00 - 22.00 น.

โทร. 065 665 1628

ติดตามรายละเอียดของร้าน I Love Pasta & Risotto ได้ที่

Facebook: I Love Pasta & Risotto