Culture

สายอ่านซับ! เปิดโลกกว้างกับภาพยนตร์ดีๆ ที่ไม่ได้มีแต่ภาษาอังกฤษ

เปิดโลกกว้างกับภาพยนตร์ดีๆ ที่ไม่ได้มีแต่ภาษาอังกฤษ

กระแส Oscars กำลังเป็นที่พูดถึงในไทยหลังจากภาพยนตร์อย่าง Poor Things และ The Holdovers ทีเร่งฉายในไทยก่อนถึงวันงาน บวกกับการกลับมาฉายของ Oppenmiemer และ Barbies เพื่อเป็นการเร่งคะแนนกระแส และการพูดถึงของหนังเหล่านี้

แต่มันจะมีหนังอยู่กลุ่มนึงที่อาจจะถูกมองข้าม หรือไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควรถึงแม้จะเป็นหนังในรางวัลใหญ่ของเวทีเลยก็ตาม จริงๆ ที่ไม่ใช่แค่ Oscars แต่คือเวลาหลายเวทีในอเมริกา และยุโรป คนดูไม่ได้สนใจภาพยนตร์ที่เป็นภาษาอื่นๆ นอกจากอังกฤษเอง ทำให้เราจะเห็นได้ว่าหนังดีๆ หลายงานที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ มันจะถูกนำไปทำใหม่ (Remake) เป็นภาษาอังกฤษ เพื่อดึงเอาคนในประเทศที่พูดภาษาอังกฤษเป็นหลักให้มาดูงานเหล่านี้

สถิติจาก statista.com บอกว่าในปี 2020 กว่า 60% ของชาวอเมริกาเหมือนที่จะไม่ดูหนังหากเป็นภาษาอื่น หรือต้องอ่านซับ แต่ในขณะเดียวกันข้อมูลจาก GWI พบว่ากว่าคนรุ่นใหม่ในอเมริกา และอังกฤษมีการดูหนังที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษมากขึ้นถึง 76% ในปีเดียวกัน

เป็นไปได้ว่านี่อาจจะเป็นผลมากจากภาพยนตร์ Parasite, 2019 ที่เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่เปิดโลกให้กับคนดูหลายคนได้เข้าถึงผลงานในภาษาที่เขาฟังไม่ออก ชอบ หรือไม่ชอบหนังเรื่องนี้ แต่ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่า Parasite ส่งผลกับวงการ และอุตสาหกรรมภาพยนตร์โดยเฉพาะในตลาดโลกเป็นอย่างมาก ผนวกเข้ากับกระแส K-Drama และการมาของ Steaming Service นำมาซึ่งการที่หลายสตูดิโอเปิดกว้างให้กับภาพยนตร์ที่เป็นภาษาอื่นๆทั่วโลกได้มีโอกาสโดยไฟส่องให้เฉิดฉายอย่างที่ควร สังเกตได้จากการมาของ Squid Game, Everything Everywhere All At Once, Chang-Shi, The Farwell, RRR และอื่นๆ อีกมากมาย

วันนี้ Exotic Quixotic เลยอยากมาแนะนำภาพยนตร์ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ

ให้กับผู้อ่านได้ลองตามไปดูกัน 

EQ Movie Highlight

1. (Japan) Monster, 2023

ภาพยนตร์ภาษาญี่ปุ่นว่าด้วยเรื่องของคุณแม่คนนึงที่พบว่าลูกชายของตัวเองถูกทำร้ายทั้งในด้านร่างกาย และจิตใจจากโรงเรียน โดยครูในโรงเรียนอาจจะมีส่วนเกี่ยวค่อยด้วย ภาพยนตร์เด่นมากๆ เรื่องการพลิกปมไปมา สร้างความลึกลับ ซับซ้อนของความเป็นมนุษย์ และอยู่ในหลักความจริงที่น่ากลัวได้อย่างดี ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเจ้าของรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจาก Cannes กำกับโดย โคเรเอดะ ฮิโรคาสุ จากหนังที่เราก็อยากแนะนำให้ดูอีกเรื่องนั่นคือ Shoplifter, 2018

2. (Pakistan) Joyland, 2022

เมื่อชายคนหนึ่งต้องตามหางานเพื่อความขัดสนของครอบครัวจนได้ไปเจองานที่เป็นนักเต้นให้กับโรงละครแห่งนึง แต่ด้วยอาชีพที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องน่าอายสำหรับผู้ชายทำให้เขาต้องปิดบังความจริงของมันในขณะที่ตัวเขาเองก็เริ่มหลงใหลไปกับผู้คน และสังคมที่เขาไม่นึกว่าจะได้เป็นส่วนนึงของมัน ภาพยนตร์จากประเทศปากีสถานที่เล่าถึงปัญหาฝังลึกในสังคมที่ไม่ถูกพูดถึงโดยมีชื่อเสียงด้านการเข้าชิง และชนะรางวัลมากมายนอกประเทศ แต่กลับโดนแบนในประเทศตัวเอง

3. (France) Anatomy of a Fall. 2023

หนึ่งในภาพยนตร์ที่ดีที่สุดของปี 2023 ในความคิดของผู้เขียน เรื่องราวความไม่ลงตัวกันของคู่สามีที่เป็นฝรั่งเศส และภรรยาที่เป็นชาวเยอรมัน โดยมีภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางระหว่างทั้งคู่ แล้วมันยิ่งไปทวีคูณเมื่อสามีเสียชีวิตแล้วภรรยาตกเป็นผู้ต้องสงสัย อาจจะดูเหมือนเราลักไก่ที่ใส่ภาพยนตร์กึ่งภาษาอังกฤษเข้ามาในลิสต์นี้ และภาพยนตร์เรื่องทำให้เห็นความสำคัญของความขัดแย้ง และความคลาดเคลื่อนทางภาษา และวัฒนธรรมได้อย่างดีมากๆ ภาพยนตร์เรื่องนี้ชิง 5 รางวัลที่ Oscars แถมยังมีน้องหมาที่แสดงดีจนได้รับรางวัลจาก CANNES อีกด้วย

4.  (Spain) Women on the Verge of a Nervous Breakdown, 1988

หนัง Dark Comedy จาก Spain ที่มาพร้อมสโลแกนมันคือหนังรัก ที่ไม่เกี่ยวกับความรัก มันคือหนังตลก ที่ไม่ใช่ทุกคนจะขำ ภาพยนตร์ที่นำทัพให้กับนักแสดงหญิงชั้นนำของ Spain มาเล่นหนังที่มีการตีบท และสถานการณ์ที่คาดไม่ถึงที่นอกจากจะทลายกำแพงเรื่องเพศ แล้วยังทลายกำแพงการเป็นหนังภาษา และหนังตลก เข้าชิงหลายรางวัลจากทั้งโลก

5. (Brazil) Cidade de Deus (City Of God), 2002

เรื่องราวที่เกิดขึ้นใน Rio de Janeiro ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยบรรดาอาชญากร ยาเสพติด และการคอร์รัปชันผ่านมุมมองของ เด็กหนุ่มที่มีความฝันอยากจะเป็นช่างถ่ายภาพและนักหนังสือพิมพ์ หนึ่งในหนังที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนังที่ดีที่สุดจากบราซิลโดยพูดถึงปัญหาที่จนปัจจุบันก็ยังมีร่องรอยหลงเหลืออยู่ในสังคมของเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งพระเจ้า แต่พระเจ้าก็ไม่ได้ช่วยอะไรคนเหล่านี้เลย

6. (Japan) One Cut of the Dead, 2017

กองถ่ายสุดวายป่วงที่ร่วมกันทำหนังซอมบี้ทุนน้อยแต่อยากถ่ายลองเทคโดยยกกองกันไปถ่ายที่แหล่งทดลองเก่าของกองทัพก่อนที่เรื่องราวสุดปวดตับจะเกิดขึ้นเมื่อซอมบี้ตัวจริงเดินออกมาเป็นนักแสดงในกองด้วย ภาพยนตร์ไอเดียสุดจี๊ดที่อยากให้ทุกคนไปลองดู เพราะเรารับรู้ได้เลยว่าทั้งนักแสดง คนเขียนบท และผู้กำกับต่างก็มีใจรัก และความเคารพให้กับศาสตร์แห่งการทำหนัง โดยเฉพาะหนังทุนต่ำ 

7. (India)The Lunchbox, 2013

เรื่องราวเล็กๆ ในเมืองมุมไบของชายวัยทำงานที่วันนึงได้รับปิ่นโตผิดแต่ดันอร่อย กับผู้หญิงคนนึงที่ทำกับข้าวส่งไป อยากเอาใจสามีที่เริ่มไม่สนในตัวเธอ แต่ไม่รู้ว่าปิ่นโตไปส่งผิดที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ความน่าหลงใหล และความน่าปวดหัวเกิดขึ้นในชีวิตของทั้งสองคน หนึ่งในภาพยนตร์ที่ทั้งปวดร้าว และอบอุ่นใจที่สุดที่เคยดูมา พร้อมการแสดงที่ดีเยี่ยม ทำให้เรารู้สึกเหมือนดูเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงๆ ไม่ใช่เรื่องราวที่เขียนมาให้เป็นภาพยนตร์

8. (TH)Cemetery of Splendor (รักที่ขอนแก่น), 2015

จดหมายรัก เจ้ย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล สู่บ้านเกิดของเขาที่ขอนแก่น ภาพยนตร์เล่าเรื่องราวของหญิงวัยกลางคนที่ขาข้างหนึ่งมีปัญหา เธอเป็นอาสาสมัครในโรงพยาบาลเฉพาะกิจแห่งหนึ่ง ผู้ป่วยที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลแห่งนี้ล้วนเป็นนายทหารหนุ่มที่ต่างนอนหลับใหลบนเตียงด้วยอาการของโรคหลับแบบไม่มีสาเหตุ ขึ้นชื่อเรื่องงานกำกับที่แตกต่างจากผู้กำกับไทยมากๆ ครั้งนี้พี่เจ้ยไม่ได้มาแค่สไตล์ หรือเรื่องราวลึกซึ้ง แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้เต็มไปด้วยใกล้ชิด และเผยเห็นความเป็นส่วนตัวของเขากับหนังเรื่องนี้ หนึ่งในภาพยนตร์ไทยที่ได้ชิงรางวัลจาก CANNES

9. (Lao) The Rocket, 2013

เมื่อความเชื่อทำให้เราต้องเสียคนที่รักไป เมื่อคุณแม่เพิ่งคลอดพบว่าตัวเองมีลูกแฝดโดยไม่รู้มาก่อนทำให้ตามความเชื่อถือว่าคนนึงจะนำโชคมาให้ และอีกคนจะนำเรื่องร้าย เธอจึงตัดสินใจทิ้งหนึ่งคนไปก่อนที่เด็กจะถูกเก็บมาเลี้ยงคนโตโดยเขามีฝันว่าวันนึงเข้าจะต้องชนะการแข่งบั้งไฟให้ได้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทอดเรื่องราวสุดตราตรึงใจของเด็กที่ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่มีทางเลือกแต่ต้องพิสูจน์ตัวเองว่าตัวเองมีค่าพอ

10. (Korea) On the Beach at Night Alone, 2017

เมื่อนักแสดงสาวตกอับชีวิตกำลังพัง แถมยังต้องมาพัวพันกับชายผู้ที่แต่งงานแล้ว ดูเป็นเรื่องราวง่ายๆ เรียบๆ แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทอดความรู้สึกแบบมนุษย์จริงๆ ได้ดีมากๆ เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ความหมองหม่น และความอึดอัด ทุกความรู้สึกที่เราอาจจะมีได้ เวลาได้ยินเสียงคลื่นทะเล และสายลมยามกลางคืน

นี่คือ 10 เรื่องจากโลกภาพยนตร์นับร้อยพันหมื่นล้านเรื่องทั่วโลกที่เรายังไม่ได้พบเจอ แต่อยากให้หลายคนเปิดใจดูหนังที่หลากหลาย เพื่อความบันเทิง เพื่อการศึกษา และเพื่อการพัฒนาของวงการภาพยนตร์ต่อไป

บงจุนโฮ ผู้กำกับ Parasite กล่าวตอนรับรางวัลลูกโลกทองคำเมื่อปี 2020 ว่า

"ซับไตเติ้ลก็แค่เส้นบางๆ ที่สูงแค่ 1 นิ้ว ถ้าคุณข้ามไปได้ โลกภาพยนตร์ของคุณจะกว้างขึ้น"

อ้างอิง

GWI.com

Statista.com

Preply.com

axios.com