สังคมไทยกับความพยายามพูดในเรื่องที่พูดไม่ได้

Photo credit: Financial Times

ว่ากันตามจริงแล้ว ในสังคมไทยไม่มีเรื่องอะไรที่พูดไม่ได้ เพียงแต่ว่ามันเป็นการพูดในระดับไหน วงกว้างหรือวงแคบ พูดในพื้นที่แบบใด และปลอดภัยแค่ไหนมากกว่า แต่ดูเหมือนว่าหลายๆ เรื่องที่กลายมาเป็นเรื่องที่พูดได้ทั่วไปในปัจจุบัน ก็เพิ่งจะกลายมาเป็นเรื่องที่พูดได้เมื่อไม่นานมานี้นี่เอง หลังจากที่เป็นเรื่องที่พูดได้แบบกระซิบๆ หรือในพื้นที่จำกัดมานาน

ปรากฏการณ์ม็อบแฮร์รี่ พอตเตอร์

ในหนังเรื่อง ‘แฮร์รี่ พอตเตอร์’ (Harry Potter) เรามักจะกล่าวถึงตัวละครตัวหนึ่งโดยหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงชื่อของเขาโดยตรง โดยใช้คำว่า ‘คนที่คุณก็รู้ว่าใคร’ ซึ่งในสังคมไทยก็มีคนที่คุณก็รู้ว่าใครอยู่หลากหลายคน ในหลากหลายประเด็น แต่เราก็พยายามที่จะพูดถึงเขาคนนั้นในที่สาธารณะให้ได้

Photo credit: Benar News

หนึ่งในความพยายามแรกๆ ที่เป็นวงกว้าง ซึ่งอาจถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ทำให้สังคมไทยพยายามจะพูดถึงคนที่คุณก็รู้ว่าใครในพื้นที่สาธารณะ นั่นคือการชุมนุม ‘เสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตย’ ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 หรือที่เรียกกันอย่างย่นย่อว่า ‘ม็อบแฮร์รี่ พอตเตอร์’ ที่ผู้ชุมนุมหลายคนแต่งกายมาในชุดพ่อมดแม่มดราวกับงานเปิดตัวหนังแฮร์รี่พอตเตอร์ ในขณะที่รูปของลอร์ดโวลเดอมอร์ จากหนังเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์ ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์แทนคนที่คุณก็รู้ว่าใคร ในกรอบรูปสีทองที่ดูศักดิ์สิทธิ์และหรูหรา

Photo credit: The Guardian

นี่เป็นเหตุการณ์ใหญ่ครั้งแรกๆ ที่เราได้เห็นถึงวิธีการเลี่ยงบาลี โดยนำเอาวัฒนธรรมร่วมสมัยซึ่งเป็นรู้จักและเข้าใจกันในหมู่มวลชนมาใช้กล่าวถึงเรื่องที่ไม่อาจพูดหรือกล่าวนามได้ในที่สาธารณะ โดยที่ไม่จำเป็นต้องพูดถึงตรงๆ เพียงแต่เป็นการใช้รหัสที่รับรู้และเข้าใจร่วมกัน อาจจะด้วยความบังเอิญของประเด็นในหนังกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ดันพ้องต้องกัน การพยายามหาสัญลักษณ์ ภาพ คำ ตัวแทน ฯลฯ เพื่อจะกล่าวถึงเรื่องที่ไม่อาจพูดถึงได้ หรือคนที่ไม่อาจกล่าวนามได้ (อย่างตรงไปตรงมา) จึงอุบัติขึ้นตั้งแต่บัดนั้น

และแน่นอนว่า ม็อบแฮร์รี่ พอตเตอร์นี้อาจจะเป็นต้นสายธารที่ยิ่งใหญ่อันนำไปสู่เหตุการณ์ประวัติศาสตร์กับม็อบในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2563

เมื่อป๊อปคัลเจอร์ถูกนำมาใส่รหัสทางการเมือง

หลังจากม็อบแฮร์รี่ พอตเตอร์ ก็ได้เกิดม็อบครั้งใหญ่และย่อยตามสถานศึกษาตามมาอีกมากมาย ทั้งที่จุฬาลงกรณ์ ธรรมศาสตร์ ศิลปากร เกษตรศาสตร์ ก่อนที่การชุมนุมจะลงสู่ท้องถนนในเวลาต่อมา ซึ่งคงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่าการชุมนุมส่วนใหญ่นั้นถูกขับเคลื่อนด้วยพลังของคนรุ่นใหม่ ไม่แปลกที่ในทุกๆ การชุมนุมมักจะมีการหยิบเอาวัฒนธรรมร่วมสมัยมาใช้เพื่อเปล่งเสียง ในเรื่องที่ถูกห้ามหรือพูดถึงบุคคลที่พวกเขาไม่อาจกล่าวถึงได้ เพื่อนำมาใช้ในการสื่อความหมายทางการเมืองอื่นๆ

Photo credit: parisjpt

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดนอกจากลอร์ดโวลเดอมอร์ จากม็อบแฮร์รี่ พอตเตอร์ ก็คือการมาของ ‘จัสติน บีเบอร์’ (Justin Bieber) ที่ถูกนำมาใช้เรียกแทนบุคคลที่ไม่อาจพูดถึงได้ นอกจากนั้นเรายังเห็นการใช้ประเด็นเรื่อง ‘เผ่ามังกรฟ้า’ จากการ์ตูนเรื่อง ‘วันพีซ’ (One Piece) มาใช้อธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องพูดถึงโดยตรง หนังตลกอย่าง ‘หอแต๋วแตก’ เองก็ถูกหยิบมาดัดแปลงให้เข้ากับบริบททางการเมือง เช่นเดียวกันกับภาพยนตร์ ‘The Lord of The Rings’ ที่มีการนำเอา ‘เซารอน’ มาใช้เป็นสัญลักษณ์แทน หรือตัว ‘มินเนี่ยน’ (Minions) จากการ์ตูนเรื่อง ‘Despicable Me’ หรือการนำเอาเรื่องราวในหนังเรื่อง ‘Mean Girls’ มาดัดแปลง กลายมาเป็น ‘Meme Girls’ ที่ยังคงเป็นอมตะและคลาสสิกมาจนถึงทุกวันนี้

Photo credit: Matichon Online

หรือแม้กระทั่งอักษรย่ออย่าง ‘ผนงรจตกม’ ที่ครั้งหนึ่งเคยมีความหมายอย่างหนึ่ง และถูกใช้กับคนๆ หนึ่ง แต่ก็ถูกหยิบมาใช้ใหม่เพื่อสื่อถึงบุคคลใหม่ โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องเอ่ยนาม 

ทั้งหมดจึงเป็นความพยายามหาทางออกของคนรุ่นใหม่ ภายใต้สถานการณ์ที่มีความจำกัดทั้งในแง่สังคมและกฎหมาย เพื่อสื่อสารในประเด็นที่พวกเขาอยากจะพูด แต่อาจจะพูดได้ไม่เต็มปากมากนัก และวัฒนธรรมร่วมสมัยที่มีความใกล้ตัวและเป็นที่รับรู้ร่วมกันในหมู่เจเนอเรชั่นของพวกเขานั่นแหละ จึงกลายมาเป็นตัวแทนที่ดีที่สุดในการหยิบมาใช้สื่อสารระหว่างกัน และสื่อสารไปยังผู้อื่น

จาก ‘กูKult’ สู่ ‘Uninspired by Currrent Events’ เมื่อศิลปะถูกนำมาใช้พูดแทนในเรื่องที่ไม่อาจพูดได้ตรงๆ

ไม่เพียงแค่ ‘มีม’ ที่เกิดขึ้นในม็อบ หรือการใช้วัฒนธรรมร่วมสมัยที่ถูกนำมาใช้เพื่อสื่อทางการเมืองเท่านั้น แต่ศิลปะก็ยังกลายมาเป็นตัวแทนในการพูดถึงเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมอีกด้วย

Photo credit: มานีมีแชร์

ในอดีตเราเคยมีเพจอย่าง ‘มานีมีแชร์’ ที่นำเอาตัวละครจากหนังสือเรียนภาษาไทยในอดีตที่รู้จักกันในนาม ‘มานีมานะ’ มาใช้ดัดแปลงสร้างเรื่องราวเพื่อบอกกล่าวเสียดสีประเด็นทางการเมืองสังคมที่เกิดขึ้น และเมื่อการเมืองเข้มข้นยิ่งกว่าที่เคย เราก็มีเพจอย่าง ‘กูKult’ ที่ใช้ศิลปะในการสร้างสรรค์ภาพขึ้นมา เพื่อสื่อความหมายในเชิงสังคมการเมืองเช่นเดียวกัน โดยครั้งหนึ่ง แอดมินเพจ กูKult ก็ได้ให้สัมภาษณ์เรื่อง พลังมีม เขย่า”ลัทธิบูชาบุคคล” กับ Voice TV เอาไว้ว่า

“การใช้สัญลักษณ์หรือว่างานศิลปะ หรืออะไรก็ได้ที่เป็นของมนุษย์ แล้วมันมีการส่งต่อดัดแปลงใหม่ อะไรใหม่ แล้วมันมีการส่งต่อ เกิดความแมสไปเรื่อยๆ … จนมันแมสในการสื่อสาร หรือสูญเสียความหมายดั้งเดิมของมันไป ทำทุกอย่างให้มันดูเป็นเรื่องเสียดสี เรื่องตลกขบขัน ทำเรื่องที่มันดูเครียดๆ เรื่องที่ดูจริงจังอย่างการเมืองให้มันซอฟต์ลงได้ เข้าหาได้ กล้าพูดได้”

Photo credit: กูKult

เช่นเดียวกันกับผลงานของ ‘แก่น – สารัตถะ จึงเสถียรทรัพย์’ เจ้าของเพจ ‘Uninspired by Current Events’ ที่แม้ชื่อเพจจะบอกว่า ‘ไม่ได้แรงบันดาลใจจากเหตุการณ์ปัจจุบัน’ แต่ผลงานที่ออกมาแต่ละรูปล้วนสะท้อนประเด็นที่กำลังเกิดขึ้น ณ เวลานั้นได้อย่างเจ็บแสบ ที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะเรื่องการเมืองเท่านั้น แต่เป็นประเด็นต่างๆ ในสังคมที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นๆ โดยใช้ภาพในการเล่าแทนคำพูด

Photo credit: Uninspired by Current Events

เรื่องที่พูดยาก สู่ภาพบนไพ่ทาโร่ต์ กับ ‘Thai Political Tarot’

จากการต่อสู้ของม็อบการเมืองในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมายระหว่างทาง ‘ส้ม – ปนัดดา เต็มไพบูลย์กูล’ ได้บันทึกเรื่องราวเหล่านั้นลงบนหน้าไพ่ทาโรต์ ที่ดัดแปลง ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับภาพต้นฉบับ ตีความความหมายของไพ่ออกมาให้มีความร่วมสมัยและเข้ากับเหตุการณ์การเมืองที่เกิดขึ้น ด้วยภาพลายเส้นที่น่ารัก แต่ก็ไม่ได้ไปลดทอนหรือ romanticize เรื่องราวเหล่านั้นแม้แต่น้อย กลายเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยผ่านภาพวาดที่ถูกส่งต่อไปได้ในความเข้าใจเดียวกันทั่วโลก

Photo credit: Thai Political Tarot

แน่นอนว่ามีทั้งเรื่องที่พูดได้และพูดไม่ได้ แต่แม้ภาพเหล่านั้นจะพูดไม่ได้ เราก็ล้วนเข้าใจความหมายร่วมกัน เหมือนกับทุกภาพ ทุกมีม ทุกสัญลักษณ์ที่ผ่านมา ที่เราก็ล้วนรับรู้และเข้าใจร่วมกัน ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงทั้งภาวะความจำกัดในการพูดในเรื่องที่ไม่อาจพูดตรงๆ ได้ ในขณะเดียวกันก็เห็นถึงความสร้างสรรค์ในการพยายามจะพูดในเรื่องที่แม้จะห้ามพูดตรงๆ ก็ตาม 

ถึงอย่างนั้น คำถามที่สำคัญก็คือ…เมื่อไรที่ทุกเรื่องในสังคมไทยจะสามารถพูดตรงๆ กันได้เสียที